GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เริ่มต้นกับการบันทึกความทรงจำ ปี 2550

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ข้าพเจ้ากลับรู้สึกภาคภูมิใจว่า ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เหล่านี้เงินทองหาซื้อไม่ได้ ประมาณค่าไม่ได้ ประสบการณ์ในความรู้สึกดีๆ นี้ เชื่อว่าทุกคนมี อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งผลักดันให้เราได้มีวันนี้ ... วันที่เราจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งต่อไป...

คิดอยู่เสมอว่า  เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันเราได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้างหรือไม่??

ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาเพื่อนำมาปรับปรังแก้ไข พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น

คิดไว้เสมอว่า วันนี้เรายังไม่ดีที่สุด แต่สักวันหนึ่งเราจะต้องเป็นคนดีให้ได้  (คนดีในแบบของเรา คือ ผู้มีจิตใจที่บริสุทธิ์)

สมัยที่ยังเป็นเด็ก  เราคิดว่า ทำดีนั้นไม่ยากเลย  แต่ให้ทำชั่วนี่สิยาก    เพราะการทำชั่วมันเป็นสิ่งที่น่าละอาย  เมื่อมันน่าละอายเราก็ไม่กล้าทำ

แม้แต่ปัจจุบันเราก็ยังคิดไม่ต่างจากเดิมนัก  คือ ทำดีง่ายกว่าทำชั่ว
แต่พอเราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น  มีประสบการณ์มากขึ้น  เรากลับได้รู้ว่า มันไม่ง่ายเลยนะ  กับการที่จะเป็นคนดีในแบบที่เราใฝ่ฝันไว้

เราโชคดีที่เติบโตมาในครอบครัวที่นับว่ามีความอบอุ่น  พ่อและแม่ได้มอบสิ่งที่ดีต่างๆ ให้แก่เรา    เราจำคำที่พ่อ แม่ สอนเราได้เสมอ   เราจึงมีชีวิตส่วนหนึ่งทำตามความประสงค์ของท่าน และอีกส่วนเราแบ่งไว้สำหรับทำตามฝันของตนเอง

หลากหลายคำสอนของพ่อและแม่ที่เราจดจำได้ในใจเสมอมา  เพื่อเตือนความจำแก่ตัวเอง  ขอบันทึกไว้ดังนี้

1. แม่สอนให้เราเป็นคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าเรา  ไม่เอาเปรียบผู้อื่น  : 

วิธีการสอนของแม่ท่านใช้การประพฤติเป็นแบบอย่าง ให้เราได้เรียนรู้จากชีวิต   เราเห็นทุกครั้งที่แม่กินข้าว  แม่จะเว้นปลาไว้ส่วนหนึ่ง  เพื่อที่จะคลุกข้าวให้แมวกิน   เราเคยนึกว่าเนื้อปลาดีๆ ทำไมแม่ไม่กิน   แม่บอกว่า กับข้าวที่เรากินเท่านี้มันพอดีแล้ว   เรามีส่วนที่เหลือพอที่จะให้ผู้อื่นได้ก็ให้กระทำ   ตอนนี้มีแมวอยู่ในบ้าน แม้จะเป็นสัตว์มันก็มีความต้องการอาหารดีๆ เหมือนกัน

และ อีกกรณีหนึ่ง  เนื่องจากที่บ้านสมัยนั้นขายของ  จำได้ว่า เมื่อมีคนที่ยากจนกว่าเรา  เอายางแผ่นมาขาย (ทั้งที่เขาทำยางแผ่นไม่สวย แต่เขาเป็นคนยากจน)   แม่เราก็จะคิดให้ราคาปกติค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคุณภาพ  และยังเอาขนมที่มีที่บ้านแถมให้ไปอีกด้วย        เมื่อเราเห็นเราก็เกิดความสงสัยว่า   ยางของเขาไม่สวย  ทำไมแม่คิดราคาสูงให้เขา   แม่ก็บอกว่า สงสารเขา  เขายากจนกว่าเรา ก็ช่วยๆ กันไป

เราได้เรียนรู้ว่า  ด้วยอุปนิสัยแห่งความมีเมตตา  ความเอื้ออาทรของแม่  จึงทำให้แม่กลายเป็นบุคคลที่เป็นที่รักของหมู่บ้าน  โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ จะชอบเข้าหา  เพราะทำให้พวกเขาได้กินขนม   ....  จากที่เราได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านี้   ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกัดเกลา สะสมเป็นนิสัยของเราจนทุกวันนี้

2. ความขยัน อดทน และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค  ไม่รังเกียจความสกปรก  : เราได้เห็นนิสัยนี้จากแม่   สำหรับเรานั้น แม่เป็นผู้หญิงที่เรายกย่องที่สุด     แม่ไม่ได้เป็นข้าราชการ  แม่เป็นเพียงแม่บ้าน  แต่ท่านทำงานทุกอย่าง    งานบ้านงานเรือน ท่านทำได้อย่างเรียบร้อยไม่มีข้อบกพร่อง   นอกจากนั้นท่านยังทำงานอื่นๆ อีก   แม่ทำโรงสีข้าว  ซึ่งเราคิดว่าเป็นงานหนักสำหรับผู้หญิงทั่วไป  บางวันมีคนมาสั่งข้าวสารหลายกระสอบ  ก็ต้องสีข้าวจนดึกดื่นก็มี   พ่อกลับมาจากโรงเรียนก็ช่วยเหลือแม่  พวกเราพี่น้องก็จะต้องช่วยกันทำงานบ้าน สมัยนั้นมีเลี้ยงหมู  ขายรำ ข้าวสาร และ ของชำ    นอกจากนั้น เวลาว่าง แม่ก็จะหาเวลาพาพวกเรา ไปสวน บ้างไปตัดแต่งต้นยาง ซึ่งกำลังเจริญเติบโต  ชีวิตวัยเด็กดูเหมือนเป็นชีวิตที่มีคุณค่า

สมัยที่เราเป็นเด็ก พวกเราพี่น้องเห็นนิสัยการทำงานของแม่เราก็ชื่นชมท่าน    เราเห็นเวลาท่านทำงาน  หรือ ทำอะไร ท่านไม่ได้คิดว่ามันสกปรก เช่น เมื่อบ้านสกปรกมีขี้หมา หรือ อ้วกแมวกองในบ้าน  ท่านก็เช็ด ทำความสะอาด   (ในขณะที่เรา ตอนนั้น เราคิดว่ามันสกปรก  ไม่กล้าทำ)  แต่เมื่อเราเห็นแม่ทำ  เราก็จำเป็นต้องหัด และกล้าที่จะทำมัน   เราไม่อยากให้แม่ต้องลำบาก   ก็เลยต้องกล้าที่จะไม่คิดว่ามันสกปรก

และเมื่อตอนที่ตาไม่สบาย  เป็นอัมพาต  แม่ก็ดูแลปรนนิบัติทุกอย่าง  เช็ดขี้ เหยี่ยวให้  ให้การดูแล จนกระทั่งท่านสิ้นลมหายใจ

3. เรื่องความประหยัดนี่ เราได้นิสัยนี่มาจากทั้งพ่อและแม่  แต่จะเน้นไปทางพ่อมากกว่า  เพราะพ่อท่านมักจะพูด  เราจำคำพูดของท่านได้เสมอ  เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสไปเจอหลาน  เมื่อหลานถามก็ได้สอนให้เขาฟัง  พ่อสอนว่า
"มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท   อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
มีน้อยจ่ายน้อยค่อยบรรจง       อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน"

"ไม่ควรซื้ออย่าไปพิไร"
       บทร้อยกรองทั้งสองบทนี้เราจำขึ้นใจ  เวลาจะซื้อของอะไร  เป็นต้องคิดพิจารณาก่อน     แต่อย่างไรก็ตาม  หากเป็นเรื่องของการเพิ่มพูน พอกพูนความรู้  เช่น ซื้อหนังสือ ตำราเรียนนี้  ให้ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดมาก  แต่เมื่อซื้อแล้วก็ต้องหาเวลาอ่านใช้ให้เกิดประโยชน์

ในส่วนของแม่  ความประหยัดที่แม่เป็น  ก็คือ  ของที่มีอยู่  แม่จะใช้อย่างทนุถอน   แม่มีการรีไซเคิล   แม่เย็บปลอกหมอนปักลวดลายสวยงามใช้เอง    แม่ตัดเย็บเสื้อผ้า รวมทั้งชุดนักเรียนให้ลูกๆ ใส่ ไม่ต้องไปซื้อจากร้านค้า   และ อีกหลายอย่าง     เราก็ได้นิสัยบางส่วนมาจากแม่  แม้จะยังทำได้ไม่ดีเท่าแม่ แต่สักวันหนึ่งลูกก็จะทำให้ได้ตามที่แม่ต้องการ

4. ความสมถะ  อยู่ง่าย กินง่าย และพอเพียง   :  จากการเลี้ยงดูของพ่อแม่  ที่เป็นคนสมถะ  พ่อสอนเสมอให้มุ่งมั่นในความดี และให้เป็นอยู่อย่างพอเพียง     ดังนั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยในการที่เราจะกลายเป็นคนที่สมถะและพอเพียง      เราระลึกเสมอว่า หากไม่ได้รับการปลูกฝังมาจากทางครอบครัว วิถีชีวิตที่เราเป็น ... ทางเดินของเราก็อาจจะไม่ใช่เป็นเหมือนอย่างปัจจุบัน

เราได้เรียนรู้จากแม่ว่า  "ความสุขอยู่ที่ความพอใจของแต่ละคน"  แม่เล่าว่า สมัยแม่เป็นสาว ตอนนั้นฐานะยากจน  ความใฝ่ฝันของแม่คือ อยากมีบ่อน้ำที่อยู่ในบ้าน    เพราะในสมัยก่อน  บ่อน้ำจะอยู่นอกบ้าน  เวลากลับมาจากนา  ค่ำๆ ก็ต้องอาบน้ำข้างนอกบ้าน     และเมื่อแม่ได้แต่งงานกับพ่อ  แม่และพ่อ ก็ได้สร้างบ้านที่บ่อน้ำในบ้าน     แม่บอกว่า อันนี้ล่ะ  ความสุขความสำเร็จชิ้นหนึ่งของแม่แล้ว

เราก็เลยได้เรียนรู้ว่า  การที่เราตั้งเป้าหมายความสำเร็จในขอบเขตที่เราสามารถกระทำได้    เมื่อเราทำมันได้สำเร็จแบ้ว มันก็เป็นความสุขที่สุดแล้ว  ในขอบเขตขณะนั้น

อีกเรื่องราวที่เราอยากจดจำไว้   คือ เรื่องการแบ่งปัน

วันหนึ่งเราให้หลานกินข้าว  โดยเราต้มไข่ไก่ 1 ฟอง  และให้หลานทั้งฟอง  ซึ่งเราก็คิดในใจว่า กินไข่เดี๋ยวนี้ถ้ากินครึ่งฟอง มันไม่อิ่ม     จึงเป็นเหตุให้เรานึกถึงเหตุการณ์ในอดีต  จึงทำให้เราถามแม่ว่า  แม่ทำไมสมัยก่อนจำได้ว่า เรามีกัน 6 คนพี่น้อง ลูกจำได้ว่า เรามักจะมีไข่ต้ม 3 ฟองต่อมื้อ  และ มีการแบ่งครึ่งให้ลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน (ใช้เส้นด้ายแบ่งครึ่ง มันจะเป็นครึ่งเท่าๆ กัน)   ก็นึกสงสัยขึ้นมา ว่า แล้วพ่อกับแม่กินอะไรนะ    .....  เราก็ถามแม่ว่า  แม่ทำไมสมัยนั้นหนูรู้สึกว่า กินข้าวอิ่ม ไข่ต้มครึ่งฟองนั้นสุดยอดแล้ว  อิ่มพอดีแล้ว      แม่ก็ให้คำตอบว่า  สมัยนันเรายังมีฐานะไม่ดี เราต้องประหยัด และ สมัยนั้น เราไม่ได้กินกับข้าวโดยมีไข่อย่างเดียว  เราก็จะมีกับข้าวอื่นๆ ด้วย   นอกจากนี้แม่ก็ยังทำขนม เพื่อให้ลูกๆ ทั้ง 6 คน ได้กินอิ่มท้องด้วย

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต   ข้าพเจ้ากลับรู้สึกภาคภูมิใจว่า ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เหล่านี้เงินทองหาซื้อไม่ได้  ประมาณค่าไม่ได้   ประสบการณ์ในความรู้สึกดีๆ นี้    เชื่อว่าทุกคนมี  อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งผลักดันให้เราได้มีวันนี้ ... วันที่เราจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งต่อไป...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ชีวิต
หมายเลขบันทึก: 74950
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

อ่านบันทึกนี้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ได้อ่านบันทึก พนักพิงแห่งชีวิต ซึ่งเป็นบันทึกของ พระมหาชัยวุธ ได้เขียนไว้ ได้แง่คิดที่ดี ๆ เลยเอามาแบ่งปันกันค่ะ

ขอบคุณน้องมะปรางเปรี้ยว ที่แนะนำเรื่องดีๆ สู่กันจ้ะ

อ่านเพลิดเพลินดีครับ...ได้ข้อคิด

มาฝากรอยไว้ว่ามาอ่านแล้วครับ!!!

P
ขอบคุณค่ะ ที่ฝากรอยไว้ว่ามาอ่าน
ก็เป็นอีกความรู้สึกดีๆ อย่างหนึ่งค่ะ  :)
ยินดีต้อนรับครับ เห็นชื่อกับนามสกุลตอนแรกก็จำไม่ได้ แต่พออ่านประวัติก็รู้ว่าใช่ใครอื่นไกล คนกันเองนี่เองครับ :-)
P
สวัสดีค่ะ อาจารย์
อาจารย์สบายดีนะคะ  ยังรักเคารพอาจารย์เหมือนเดิมค่ะ

และจะนำสิ่งดีๆ ที่ได้รับจากอาจารย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมค่ะ