ช่วงนี้เป็นช่วงติดต่อประสานงาน ขอข้อมูลมาเพื่อนำเข้าสู่โครงการคลังปัญญาไทย ได้พบปะพูดคุยกับบุคคลที่มีกึ๋นหลายๆ ท่าน จะว่าได้ว่า เพราะท่านจึงทำให้ดิฉันคิดมาเขียนบันทึกถึงพ่อขึ้นมา

อาจจะฟังดูทะแม่ง แต่ที่มาของบันทึกก็มีเพียงว่า โครงการคลังปัญญาจะทำการรวบรวมเอกสาร บทความ หนังสือที่ถูกเขียนขึ้นอย่างมีสาระและคุณภาพจากบุคคลทั้งหลายในประเทศไทย  หนึ่งในท่านที่ดิฉันไปทาบทามขอบทความมาลงในโครงการฯ นั้น แนะนำว่า โครงการควรจะมีบทความหรือหนังสือจากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับว่า ท่านเป็นผู้ที่เป็น"ปัญญาของแผ่นดินไทย" ร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น บทความจาก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช, ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ฯลฯ

เป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากค่ะ หลังจากการประสานงานนั้น ดิฉันคิดถึงเรื่องนี้ตลอดทางขับรถกลับบ้าน แล้วจู่ๆ ก็นึกถึงพ่อค่ะ

พ่อ ซึ่งเป็นนายธรรมดา สัญชาติไทย เกิดบนผืนแผ่นดินไทย จบมัธยม 8 คนธรรมด้า ธรรมดา คนหนึ่ง ... แต่เป็นคนๆ หนึ่งที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

เขียนมาถึงตรงนี้ ก็ยังไม่ได้ขออนุญาตพ่อว่า จะขอเผยแพร่ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตพ่อได้หรือไม่ มันเป็นช่วงเวลาร่วม ในประวัติศาสตร์ชาติไทยช่วงหนึ่งด้วยเช่นกัน

เป็นช่วงเวลาที่พ่อได้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยลาดยาว เพียงเพราะคำๆ เดียว "คอมมิวนิสต์" พ่อจึงได้รู้จักกับนักคิด นักเขียนอีกหลายๆ คนที่นั่น หนึ่งในนักเขียนที่พ่อนับถือเรียกเป็นอาจารย์ ก็คือ อาจารย์ จิตร ภูมิศักดิ์ (ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ให้นำมาตั้งเป็นชื่อลูกๆ ในภายหลังด้วย)

เหตุการณ์เหล่านั้น เกิดเมื่อตอนพ่ออายุประมาณ 19 ปี แต่เมื่อจบมหาวิทยาลัยอย่างคนบริสุทธิ์  (เพราะหาข้อพิสูจน์ความเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้ มากไปกว่าแค่ พ่อรู้ภาษาจีน หนังสือจีน พูดเขียนอ่านภาษาจีนได้แตกฉาน)  4 ปีหลังจากนั้น ชีวิตพ่อก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป

จากเด็กหนุ่มที่เกิดในต่างจังหวัด แล้วมาอาศัยอยู่กับญาติในพระนครตั้งแต่เล็ก ที่เกิดในสภาพแวดล้อมของคนจีนโพ้นทะเล บ้างก็ยังพูดไทยไม่ชัดจนถึงปัจจุบันนี้ .. แต่เมื่อพ้นรั้วลาดยาว .. พ่อกลายเป็นชายหนุ่มที่สนใจเรื่องของประวัติศาสตร์ อารยธรรม ความคิดเท่าเทียมกันทางสังคม ความเป็นคนจีนหัวก้าวหน้ายุคใหม่ ฯลฯ

ปัจจุบัน พ่ออายุเกือบ 70 ปีแล้ว กายสังขารเสื่อมถอยไปมาก พ่อในวันนี้ จึงเป็นเพียงชายชราที่อยู่บ้าน เฝ้าดูหลานจอมซนเติบใหญ่ ชีวิตหนึ่งกำลังเติบโต ชีวิตหนึ่งกำลังจะร่วงผลอย

ด้วยความเสียดายความทรงจำของชีวิตพ่อ ดิฉันจึงอยากแอบเอามาเล่าให้คนที่เคยอยากรู้เรื่องเมืองไทย พ.ศ. 2500 ได้ลองอ่านดู 

แล้วจะกลับมาเล่าต่อค่ะ