GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เกษตรอุดรย้อนรอยการทำงานอิงระบบในมหาชีวาลัย

ความรู้ในภาครัฐมีเยอะแยะมากมาย แต่จะทำอย่างไรจึงจะนำความรู้มาให้คนข้างล่าง (ชาวบ้าน ชุมชน) ได้ใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์”

          เจ้าหน้าที่เกษตรจากสำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี  เดินทางมาที่มหาชีวาลัยอีสาน เพื่อขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแนวคิดการพัฒนาจัดทำศูนย์ฝึกอบรมกิจกรรมและกระบวนการให้กับเกษตรกรโดยกระทรวงเกษตรฯ จะจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม   40  ศูนย์ในประเทศไทย และมหาชีวาลัยอีสานเป็น 1 ใน 40  ศูนย์ที่จะได้รับเกียรติในการให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมดังกล่าว  

         ความรู้ในภาครัฐมีเยอะแยะมากมาย แต่จะทำอย่างไรจึงจะนำความรู้มาให้คนข้างล่าง (ชาวบ้าน ชุมชน) ได้ใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์

         จะนำความรู้มาแปลงวิถีชีวิตให้เหมาะกับชาวบ้าน ชุมชน ได้อย่างไร ต้องถอดรหัสออกมาให้ได้

           โดยปกติภาครัฐจะทำงานในระบบอยู่แล้ว แต่บางอย่างไม่สามารถทำในระบบได้ แต่ถ้ารัฐไม่ทำไม่ให้ความร่วมมือ แล้วจะให้คนนอกระบบทำอย่างโดดเดี่ยวปัญหาที่ตามมามีแน่นอน ขอแนะนำให้ลองทำอิงระบบน่าจะดีกว่า เป็นการทำงานร่วมมือกันระหว่างภาครัฐที่อยู่ในระบบและภาคประชาชน ที่อยู่นอกระบบ เราต้องมาแปลงวิธีการทำงานใหม่ เพื่อให้ผลที่ออกมามีประสิทธิภาพ

เช่น การเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ใหม่ ที่ทนทานต่อโรค และให้ไข่ดก ภาครัฐให้การสนับสนุนในการคัดพันธุ์ และทำวิจัย จนได้พันธุ์ใหม่ตามต้องการ และนำไก่ไข่พันธุ์ใหม่มาให้ชุมชนทดลองเลี้ยงพร้อมกับให้ความรู้ในการเลี้ยง และผู้เลี้ยงเก็บข้อมูลวิจัยให้ภาครัฐ ทั้ง ๆ ที่ทำในระบบอยู่แล้วแต่อยากมาทำกับเรา เรายินดีอย่างยิ่ง อีกอย่างอยากจะลองทำให้ชัดเจนว่า ถ้าชาวบ้านอยากเป็นนักเรียน แล้วให้เรียนรู้แบบชัดชัดก่อนแล้วไปลงมือทำ ผลน่าจะดีกว่าการไปทำโดยไม่มีความรู้

 

เอาปัญหาที่เป็นจริงของคนอีสานที่ไม่สามารถทำมาหากินบนพื้นที่แห้งแล้งได้ ต้องหาชุดความรู้มาใส่ ในขณะเดียวกันต้องเป็นชุดความรู้ที่ทำเพื่อเรียน ไม่ได้หวังผลกำไร จะสบายใจมากกว่า เป็นการทำไปได้เห็นได้เรียนได้รู้ เห็นอนาคตข้างหน้าจะทำให้อยู่ได้อย่างคงทนและยั่งยืน ถ้าชาวบ้านมองไม่เห็นอนาคตจะหันไปรับจ้างมากกว่าที่จะอยากเรียนรู้ เพราะเห็นผลช้าถึงแม้ว่าจะคงทนและยั่งยืนก็ตาม  ในที่สุดเกษตรกรจะหมดไปประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น และนั่นก็เป็นคำถามปัญหาที่ตามมา

 

การทำงานในแบบอิงระบบ เป็นการทำงานที่ไม่หนักไม่ต้องหักโหม และการทำงานจะมันสุดคือการได้ชุดการเรียน มีคนอื่น ๆ มาต่อยอดหาความรู้ มีเรื่องให้ทำให้แก้ปัญหาใหม่ ๆ ได้ไม่รู้จบ มันจะมีชีวิตชีวาในการทำงาน ขอฝากถึงภาครัฐที่มีชุดความรู้อยู่ในมือได้หันมาทำแบบนี้ดูบ้าง ภาคการเกษตรและชุมชนถึงจะไปรอด เพราะอาชีพของเกษตรกรถูกแย่งไปทำจนหมดจนสิ้นแล้ว  อาชีพหาย ถุกทำลายด้วยระบบ ทั้ง ๆ ที่กระทรวงเกษตรทำงานเยอะแยะมีชุดความรู้มากมาย แต่นายทุนนำไปทำธุรกิจและนำไปใช้หมด เกษตรกรรายย่อยไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร  หากชุมชนมีความรู้ที่เป็นชุดความรู้ถูกต้องแล้ว และมีโอกาสได้ชุดความรู้นั้นมาใช้น่าจะอยู่ได้อย่างพอเพียง และยั่งยืนได้

 

และควรจะตีความใหม่ในเรื่องของเกษตรพอเพียงว่า ไม่ใช่เรื่องของเกษตรอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกษตรพอเพียงคือวินัยทางสังคม 

 

อีกประเด็นคือเมื่ออบรมไปแล้ว รัฐไม่ต่อไม่สนับสนุน หน่วยงานไม่ส่งเสริม ไม่ติดตามประเมินผลต่อ  ถ้าเป็นเช่นนั้นมันจบไปเลยแน่ ๆ เสียเวลาในการอบรมเปล่า ๆ เพราะเกษตรกรไม่เข้มแข็งพอ ควรมีทุนสนับสนุน และไม่ควรอบรมครั้งเดียวแล้วจบ ต้องถือว่าเป็นลูกข่าย  หรือเป็นเกษตรกรต้นแบบ ในเครือข่ายเครือญาติ หากทุกคนได้หลักการ วิธีการ และกระบวนการ จะทำให้ชัดเจนมากขึ้น 

  ในการอบรมต้องเป็นคนที่ต้องการความรู้เพื่อนำไปต่อยอดในการสร้างงานจริง ๆ อยากให้เกษตรกร 20 ล้านคน อยู่ได้อย่างพอเพียง ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ใจฝ่อ ไม่คิด ไม่มีอะไรต่อยอด  หลังจากอบรมไปแล้วต้องติดตามผลที่ผู้เข้าอบรม อบรมไปแล้วต้องกลับไปสร้างงานให้เกิดผลตามที่อบรมให้จึงจะถือว่าการอบรมประสบผลสำเร็จ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 74700
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)