ผมห่างเหินระบบ ววน. ไปมาก วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ในการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม ครั้งที่ ๔/๒๕๖๙ ซึ่งจัดประชุมที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีวาระสืบเนื่องเพื่อทราบ สรุปผลการหารือกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) มีเอกสารประกอบการประชุมอย่างดี ผมจึงนำเอกสารไปให้สหายเอไอสรุป โดยแนบลิ้งค์เว็บไซต์ของ บพค. ให้ด้วย และขอนำคำตอบของ Chat GPTมาลงไว้ดังต่อไปนี้
ChatGPT
บพค. : กลไกใหม่ของระบบ ววน. ไทย เพื่อสร้างคน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังพยายามปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) และเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เทคโนโลยีอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ หรือเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
การเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย “งานวิจัย” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี “ระบบ” ที่เชื่อมโยง
- นโยบายประเทศ
- การพัฒนากำลังคน
- มหาวิทยาลัย
- ภาคอุตสาหกรรม
- และการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.)
เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ในบริบทนี้ “บพค.” หรือ “หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญของระบบ ววน. ไทย
บพค. คืออะไร
บพค. หรือ PMU-B (Program Management Unit for Frontier Brainpower and Future Industries) เป็นหนึ่งในหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ภายใต้ระบบ ววน. ของประเทศไทย ทำหน้าที่บริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
บทบาทสำคัญของ บพค. คือ
- พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง
- สนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research)
- พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต
- เชื่อมโยงงานวิจัยกับอุตสาหกรรม
- และสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ
กล่าวอย่างง่ายที่สุด บพค. ทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ให้ประเทศไทยก้าวจากประเทศผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ประเทศผู้สร้างเทคโนโลยี
บทบาทของ บพค. ในระบบ ววน. ไทย
ระบบ ววน. ของไทยในปัจจุบัน มีโครงสร้างใหม่ที่พยายามเชื่อม “นโยบาย” กับ “การปฏิบัติ” ให้ใกล้กันมากขึ้น
กระบวนการโดยสรุปคือ
- สภานโยบาย อววน. กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ
- กองทุน ววน. จัดสรรงบประมาณ
- PMU ต่างๆ รับผิดชอบบริหารทุนในภารกิจเฉพาะด้าน
- มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคเอกชน ดำเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรม
ในระบบนี้ บพค. รับผิดชอบ “ต้นน้ำ” ของระบบนวัตกรรม คือการสร้าง
- คนเก่ง
- เทคโนโลยีใหม่
- และองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า
ก่อนส่งต่อไปสู่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลักดันสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อไป
จุดเน้นสำคัญของ บพค.
1. พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง
นี่คือภารกิจสำคัญที่สุดประการหนึ่งของ บพค.
โลกยุคใหม่ต้องการคนที่มีความรู้ลึกและสามารถทำงานกับเทคโนโลยีขั้นสูงได้ เช่น
- AI
- Semiconductor
- EV
- Biotechnology
- Space Technology
บพค. จึงสนับสนุนทั้ง
- Deep Specialization
- Talent Pipeline
- Upskill / Reskill / Newskill
- และความร่วมมือกับต่างประเทศ
ในช่วงปี 2566–2568 บพค. พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงกว่า 9,500 คน และพัฒนาเยาวชนด้าน STEM และ Coding อีกกว่า 6,000 คน
2. สนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้า
บพค. เน้นงานวิจัย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- งานวิจัยพื้นฐานขั้นแนวหน้า
- งานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต
- งานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่ซับซ้อน
จุดเด่นคือการสนับสนุน “Frontier Research” ซึ่งมักมีความเสี่ยงสูง ใช้เวลานาน แต่หากสำเร็จจะสร้างผลกระทบมหาศาล
ตัวอย่างเช่น
- AI
- เทคโนโลยีอวกาศ
- Carbon Capture
- Advanced Materials
- Medical Platforms
3. เชื่อมมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรม
ที่ผ่านมา งานวิจัยไทยจำนวนมากติดอยู่ในมหาวิทยาลัย และไม่สามารถนำไปใช้จริงได้ บพค. พยายามแก้ปัญหานี้โดยใช้แนวคิด Demand-driven & Industry Alignment คือให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัยและการพัฒนากำลังคน จึงเกิดงานวิจัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริงมากขึ้น
4. สร้างความร่วมมือระดับโลก
โลกของเทคโนโลยีขั้นสูงไม่สามารถพัฒนาแบบโดดเดี่ยวได้ บพค. จึงใช้แนวคิด
- Global Partnership
- Science Diplomacy
เพื่อเชื่อมไทยเข้ากับเครือข่ายวิทยาศาสตร์ระดับโลก ตัวอย่างเช่น โครงการร่วมกับ NASA ด้านเทคโนโลยีอวกาศ
ผลลัพธ์ที่เริ่มเห็น
แม้ บพค. จะเป็นกลไกใหม่ แต่เริ่มมีผลลัพธ์ที่น่าสนใจ เช่น
- งานตีพิมพ์ระดับนานาชาติ Tier 1/Q1 จำนวนมาก
- ต้นแบบเทคโนโลยีหลายร้อยชิ้น
- สิทธิบัตร
- การลด CO₂ ผ่านเทคโนโลยี CCUS กว่า 171,747 ตันต่อปี
- การพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศที่ถูกนำไปใช้จริงในพื้นที่หลายล้านไร่
สิ่งสำคัญคือ บพค. เริ่มสร้าง “ecosystem” ที่เชื่อม คน วิจัย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม เข้าด้วยกัน
ความท้าทายสำคัญ
แม้มีความก้าวหน้า แต่ บพค. ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน
1. งบประมาณไม่สอดคล้องกับภารกิจ งานวิจัยขั้นแนวหน้าและการสร้างกำลังคนต้องใช้เวลายาวและการลงทุนต่อเนื่อง แต่ระบบงบประมาณไทยยังเป็นแบบรายปี และมีความไม่ต่อเนื่อง
2. ระบบราชการยังไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของนวัตกรรม งานวิจัย frontier ต้องการความยืดหยุ่นสูง แต่ระบบราชการยังเน้น เอกสาร ขั้นตอน และการควบคุม มากกว่าการส่งเสริมนวัตกรรม
3. การประเมินผลยังเน้นระยะสั้น การสร้างเทคโนโลยีใหม่อาจใช้เวลา 10–20 ปี แต่ระบบประเมินยังต้องการ “ผลสำเร็จเร็ว” ทำให้เกิดแรงกดดันต่อโครงการระยะยาว
ความหมายต่ออนาคตประเทศไทย
บทบาทของ บพค. มีความสำคัญมากกว่าการบริหารทุนวิจัย เพราะแท้จริงแล้ว บพค. กำลังช่วยเปลี่ยน “วิธีคิด” ของระบบ ววน. ไทย จากเดิมที่ ต่างคนต่างทำ วิจัยแยกจากอุตสาหกรรม และขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว ไปสู่ระบบที่ เชื่อมคนกับเทคโนโลยี เชื่อมมหาวิทยาลัยกับเศรษฐกิจ และเชื่อมประเทศไทยกับโลก
หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง กลไกแบบ บพค. จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
บทสรุป
บพค. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของระบบ ววน. ไทยยุคใหม่ เพราะทำหน้าที่สร้าง “คน เทคโนโลยี และเครือข่าย” ที่จะเป็นฐานของเศรษฐกิจอนาคต
จุดเด่นสำคัญคือ
- การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง
- การสนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้า
- การเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรม
- และการสร้างความร่วมมือระดับโลก
แม้ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระบบราชการ และความต่อเนื่องเชิงนโยบาย แต่ บพค. สะท้อนความพยายามสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านจาก “ประเทศผู้ตามเทคโนโลยี” ไปสู่ “ประเทศผู้สร้างนวัตกรรม” และในโลกที่ AI เทคโนโลยีขั้นสูง และการแข่งขันด้านความรู้กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว บทบาทเช่นนี้จะยิ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมขอแสดงความเห็นว่า ความสามารถกำหนด priorities ที่ถูกต้อง มีความสำคัญมากต่อผลงานระยะยาวของ บพค. ในการสร้างผลกระทบอย่างแท้จริง รวมทั้งความสามารถเก็บข้อมูลประกอบการตัดสินใจละหรือเลิกบางแผนงานที่เดินมาผิดทาง
วิจารณ์ พานิช
๑๐ พ.ค. ๖๙