ครั้งนั้น เราอยู่ในป่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสยัมภู เอกอัครบุคคล ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองพระนามว่าปิยทัสสี ทรงพระประสงค์ความสงัด จึงได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมในป่า เที่ยวแสวงหามูลผลาผลป่า ในเวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ประทับนั่งเข้าสมาบัติ รุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่ เราปักเสา ๔ เสา ทำปะรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอาดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วันยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้น ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.

นิโครธเถรคาถา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๓. ตติยวรรค

หมวดที่ ๓

๑. นิโครธเถรคาถา

ภาษิตของนิโครธเถระ

        ทราบว่า ท่านพระนิโครธเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

        [๒๑] เราไม่กลัวภัย

                พระศาสดาของเราทั้งหลายทรงเฉียบแหลมในอมตธรรม

                ภิกษุทั้งหลายย่อมดำเนินตามหนทางที่ไม่มีภัย

-----------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถานิโครธเถรคาถา

         เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
         ได้ยินว่า ในกัปที่ ๑๑๘ นับแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในกามทั้งหลายและอานิสงส์ในการออกบวช ละสิ่งผูกพันในเรือน เข้าไปสู่ราวป่า กระทำบรรณศาลาในหมู่ไม้สาละในป่า บวชเป็นดาบส มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหารอยู่.
         สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงยังความเร่าร้อนคือกิเลส ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้ดับได้ ด้วยสามารถแห่งน้ำอมฤตคือพระธรรม วันหนึ่ง ด้วยมีพุทธประสงค์จะทรงอนุเคราะห์ดาบส จึงเสด็จเข้าไปสู่หมู่ไม้สาละนั้น ประทับนั่งแล้วเข้านิโรธสมาบัติ.
         ดาบสเดินไปหามูลผลาผลในป่า เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ถือเอากิ่งรังซึ่งมีดอกบานสะพรั่งทำเป็นปะรำกิ่งไม้ คลุมปะรำนั้นทั้งหมดด้วยดอกรังล้วนๆ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไม่ออกไปหาอาหาร ยืนนมัสการอยู่แล้วด้วยอำนาจแห่งปีติและโสมนัสนั้นเอง.
         พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธแล้ว เพื่อจะทรงอนุเคราะห์ดาบสนั้น จึงทรงพระดำริว่า ขอภิกษุสงฆ์จงมา โดยมีพุทธประสงค์ว่า ดาบสจักยังจิตให้เลื่อมใสแม้ในพระภิกษุสงฆ์ ดังนี้. ภิกษุสงฆ์มาแล้วในทันใดนั้นเอง แม้ดาบสเห็นภิกษุสงฆ์แล้ว มีใจเลื่อมใส ไหว้แล้วประคองอัญชลียืนอยู่แล้ว.
         พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศสมบัติอันเป็นส่วนของดาบสนั้น โดยทรงอ้างถึงการทำความแย้มให้ปรากฏ ทรงแสดงธรรมแล้วหลีกไปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นอันมาก แล้วบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มีนามว่านิโครธ.
         เขาเกิดความเลื่อมใส ด้วยการเห็นพุทธานุภาพ ในวันที่ทรงรับพระวิหารเชตวัน บวชแล้วปรารภวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ โดยกาลไม่นานเลย.
         สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
         เราเข้าสู่ป่ารัง สร้างอาศรมอย่างงดงาม มุงบังด้วยดอกรัง ครั้งนั้น เราอยู่ในป่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสยัมภู เอกอัครบุคคล ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองพระนามว่าปิยทัสสี ทรงพระประสงค์ความสงัด จึงได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมในป่า เที่ยวแสวงหามูลผลาผลป่า ในเวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ประทับนั่งเข้าสมาบัติ รุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่ เราปักเสา ๔ เสา ทำปะรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอาดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วันยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้น ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษเสด็จออกจากสมาธิประทับนั่ง ทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก สาวกของพระศาสดาพระนามว่าปิยทัสสี ชื่อว่าวรุณกับพระอรหันตขีณาสพแสนองค์ ได้เข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดาผู้เป็นนายกวิเศษสุด.
         ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พิชิตมารพระนามว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ทรงกระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ
         พระอนุรุทธเถระผู้อุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าปิยทัสสี ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเล่าหนอ เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏ เพราะเมื่อมีเหตุ พระศาสดาจึงจะทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฎ
         พระศาสดาตรัสว่า
         มาณพใดทรงปะรำที่มุงด้วยดอกไม้ไว้ตลอด ๗ วัน เรานึกถึงกรรมของมาณพนั้นจึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เราไม่พิจารณาเห็นช่องทางที่ไม่ควรที่บุญจะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรในเทวโลกหรือในมนุษยโลก ย่อมไม่ระงับไปเลย เขาผู้เพียบพร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ ในเทวโลกมีบริษัทเท่าใด บริษัทเท่านั้นจักถูกบังด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรมจักรื่นเริงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยการฟ้อน การขับ การประโคมอันเป็นทิพย์ในกาลนั้นทุกเมื่อ บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มีจักมีกลิ่นหอมฟุ้ง และฝนดอกรังจักตกลงทั่วไปในขณะนั้น
         มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว จักมาสู่ความเป็นมนุษย์ แม้ในมนุษยโลกนี้ หลังคาดอกรังก็จักทรงอยู่ตลอดกาลทั้งปวง ณ มนุษยโลกนี้ การฟ้อนและการขับที่ประกอบไปด้วยกังสดาลจักแวดล้อมมาณพนี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฝนดอกรังก็จักตกลง ฝนดอกรังที่บุญกรรมปรุงแต่งแล้ว จักตกลงทุกเวลา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มาณพนี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะจักนิพพาน เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่จักมีหลังคาดอกรัง เมื่อถูกทำฌาปนกิจอยู่บนเชิงตะกอน ที่เชิงตะกอนนั้นก็จักมีหลังคาดอกรัง
         พระมหามุนีทรงพระนามว่าปิยทัสสี ทรงพยากรณ์วิบากแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท ให้อิ่มหนำด้วยฝนคือธรรม เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ในหมู่เทวดา ๓๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง เราออกจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้ ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ในมนุษยโลกนี้ก็มีหลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งปะรำ นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ในภพนี้ หลังคาดอกรังก็จักมีตลอดกาลทั้งปวง เรายังพระมหามุนีทรงพระนามว่าโคดม ผู้ประเสริฐกว่าศากยราชให้ทรงยินดีได้ ละความมีชัยและความปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ในกัปที่ ๑๑๘ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
         เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
         ก็ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ อย่างนี้ ยังคืนและวันให้ล่วงไปด้วยผลสุข เพื่อจะประกาศความที่พระศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม โดยเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผล จึงภาษิตคาถาว่า
        เราไม่กลัวภัย พระศาสดาของพวกเราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันไม่ตาย ภัยย่อมไม่ตั้งอยู่ในหนทางใด ภิกษุทั้งหลายย่อมไปโดยหนทางนั้น ดังนี้.
         อธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย คือผู้ที่เห็นภัยในสงสาร ผู้กระทำตามโอวาทของพระบรมศาสดา ย่อมไปโดยทางของพระอริยเจ้ามีองค์ ๘.