ผมถามสหายเอไอว่า “กรุณาสรุปสาระสำคัญในหนังสือ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย สู่การสร้างสังคมศานติสุขและสันติภาพโลก (๒๕๖๔) โดยประเวศ วะสี ในช่วงเวลา ๔ - ๕ ปี หลังหนังสือเล่มนี้ออกเผยแพร่ มีการดำเนินการตามที่เสนอในหนังสือด้านใดบ้าง ส่งผลกระทบอย่างไร หลังจาก ศ. นพ. ประเวศ วะสี สิ้นชีวิตแล้ว เหล่าศิษย์ควรดำเนินการตามแนวในหนังสืออย่างไรบ้าง” ขอเลือกคำตอบของ ChatGPT มาลงไว้ ดังต่อไปนี้
ChatGPT
สรุปสาระสำคัญของหนังสือ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย : สู่การสร้างสังคมศานติสุขและสันติภาพโลก (พ.ศ. ๒๕๖๔) โดย ประเวศ วะสี
หนังสือ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย เป็นงานช่วงปลายชีวิตของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี ที่พยายามสังเคราะห์ประสบการณ์ ความคิด และบทเรียนตลอดชีวิตของท่าน เกี่ยวกับ การพัฒนาสังคมไทย การปฏิรูประบบอำนาจ การสร้างชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาประชาธิปไตย และการสร้าง “สันติภาพเชิงโครงสร้าง” คำว่า “ประกอบเครื่องประเทศไทย”
เป็นอุปมาว่า ประเทศไทยเปรียบเหมือน “เครื่องจักร” ที่มีชิ้นส่วนมากมาย แต่ชิ้นส่วนเหล่านั้นยังไม่เชื่อมประสานกันอย่างสมดุล จึงทำให้ สังคมอ่อนแอ ระบบการเมืองขัดแย้ง ระบบราชการรวมศูนย์ การศึกษาไม่สร้างปัญญา เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ และประชาชนขาดพลังร่วม หนังสือจึงพยายามเสนอ “ยุทธศาสตร์เชิงระบบ” เพื่อเชื่อมโยงพลังของสังคมไทยเข้าด้วยกัน ไม่ใช่แก้ปัญหาแบบแยกส่วน
สาระสำคัญของหนังสือ
- ประเทศไทยติด “โครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง” หัวใจสำคัญของหนังสือคือ การวิเคราะห์ว่า สังคมไทยถูกครอบงำด้วย “โครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง” หรือระบบรวมศูนย์ สั่งการจากบนลงล่าง อิงอำนาจราชการและทุนใหญ่ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย ผลคือ คนตัวเล็กอ่อนแอ ชุมชนไม่มีอำนาจ ระบบการศึกษาไม่สร้างปัญญา และสังคมขาดความไว้วางใจ อาจารย์ประเวศจึงเสนอว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนจาก Vertical power ไปสู่ Horizontal society หรือ “สังคมแนวราบ” ที่ผู้คน เชื่อมโยงกัน ร่วมมือกัน และจัดการตนเองได้มากขึ้น
- ชุมชนท้องถิ่น คือฐานที่แท้จริงของประเทศ หนังสือย้ำแนวคิดที่อาจารย์ประเวศเสนอมาอย่างยาวนานว่า “ชุมชนเข้มแข็ง คือฐานของประเทศ” ท่านเชื่อว่า หากชุมชน มีความสามารถจัดการตนเอง มีเศรษฐกิจฐานราก มีวัฒนธรรมร่วม และมีปัญญาชุมชน ประเทศจะมั่นคงและสงบสุข จึงเสนอ การกระจายอำนาจ การสร้าง local democracy การจัดการตนเองของท้องถิ่น และการพัฒนาแบบพื้นที่เป็นฐาน
-
การศึกษาไทยต้องสร้าง “ปัญญา” ไม่ใช่เพียงความรู้ อาจารย์ประเวศวิจารณ์ว่า
ระบบการศึกษาไทย เน้นท่องจำ เน้นสอบ เน้นใบปริญญา แต่ไม่สร้างปัญญา คุณธรรม จิตสาธารณะ และความสามารถในการอยู่ร่วมกัน ท่านเสนอว่าการศึกษาที่แท้จริงต้องเชื่อมสมอง จิตใจ สังคม และชีวิตจริง เข้าด้วยกัน - ประเทศไทยต้องสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน” หนังสือเสนอว่า โลกยุคใหม่เต็มไปด้วย ความซับซ้อน ความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จึงไม่มีใครมีคำตอบสำเร็จรูป สังคมจึงต้องพัฒนา “การเรียนรู้ร่วมกันของทั้งสังคม” ผ่านเวทีสาธารณะ การพูดคุยอย่างสันติ การทำงานข้ามภาคส่วน และการสร้าง collective intelligence
- สันติภาพที่แท้จริง ต้องเป็น “สันติภาพเชิงโครงสร้าง” อาจารย์ประเวศเสนอว่า ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากอารมณ์คนอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความเหลื่อมล้ำ การกดทับ ความไม่เป็นธรรม และโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุล ดังนั้น “สันติภาพ” จึงไม่ใช่เพียง ไม่มีสงคราม หรือไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ แต่คือ การมีโครงสร้างสังคมที่เป็นธรรม และทำให้คนมีศักดิ์ศรี
-
ประเทศไทยต้องเชื่อม “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” แนวคิดสำคัญที่ปรากฏชัดในหนังสือ คือ
“สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ประกอบด้วย ความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม อำนาจนโยบาย/การเมือง อาจารย์ประเวศเชื่อว่า
การเปลี่ยนแปลงประเทศจะเกิดได้ เมื่อทั้งสามส่วน เชื่อมโยงกัน และหนุนเสริมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
หลังหนังสือออกเผยแพร่ ๔ – ๕ ปี
มีอะไรเกิดขึ้นตามแนวคิดในหนังสือบ้าง แม้จะยังไม่เกิด “การประกอบเครื่องประเทศไทย” อย่างเต็มรูปแบบ
แต่มีหลายด้านที่สังคมไทยขยับไปในทิศทางที่หนังสือเสนอ
- การตื่นตัวเรื่อง “สุขภาวะชุมชน” ช่วงหลัง COVID-19 สังคมไทยเห็นชัดว่า ชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากสามารถดูแลกันเอง จัดการอาหาร ดูแลผู้สูงอายุ และสร้างระบบช่วยเหลือกัน แนวคิด community resilience, local self-reliance, และ social capital ได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของอาจารย์ประเวศอย่างชัดเจน
- การขยายตัวของเครือข่ายสุขภาพชุมชน ระบบ อสม., primary care, และสุขภาวะชุมชน ยังเป็นจุดแข็งสำคัญของไทย หลายเครือข่ายเริ่มทำงานเชิงพื้นที่ การมีส่วนร่วม และการเรียนรู้ร่วมกัน มากขึ้น
- การศึกษาเริ่มพูดเรื่อง “สมรรถนะ” และ “การเรียนรู้เชิงรุก” แม้ระบบใหญ่ยังเปลี่ยนช้า แต่เริ่มมี active learning, PLC, competency-based learning, และ community-based learning มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “การศึกษาเพื่อสร้างปัญญา”
- การพัฒนาเชิงพื้นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น แนวคิด area-based development, social innovation, และ collaborative governance เริ่มขยายตัว เช่น งานของ สสส., บพท., และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่
แต่มีสิ่งที่ยัง “ไม่เกิด” มากนัก
แม้จะมีความก้าวหน้าบางส่วน แต่โครงสร้างหลักของสังคมไทยยัง รวมศูนย์สูง ราชการนำ การเมืองขัดแย้ง และขาดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน ระบบการศึกษา ราชการ และเศรษฐกิจ ยังเปลี่ยนเชิงโครงสร้างค่อนข้างช้า
หลังอาจารย์ประเวศสิ้นชีวิต “ศิษย์” ควรสืบต่อแนวทางอย่างไร
นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุด เพราะอาจารย์ประเวศไม่เคยมองตนเองเป็น “เจ้าสำนัก”
แต่พยายามสร้าง “วัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน” ดังนั้น การสืบทอดแนวคิดของท่าน จึงไม่ใช่เพียง การอ้างชื่อ หรือจัดงานรำลึก แต่คือ การทำให้สังคมไทยมีพลังเรียนรู้ร่วมกันมากขึ้นจริง
- สร้าง “พื้นที่กลาง” สำหรับการเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งที่สังคมไทยขาดมากคือ พื้นที่พูดคุยอย่างลึก การฟังกัน และ dialogue ข้ามความเห็นต่าง ศิษย์ของอาจารย์ประเวศควรช่วยสร้าง เวทีสาธารณะ learning platforms และชุมชนปฏิบัติ ที่ผู้คน คิดร่วม เรียนรู้ร่วม และออกแบบอนาคตร่วมกัน
-
ขับเคลื่อน “พื้นที่” มากกว่าส่วนกลาง แนวคิดของอาจารย์ประเวศเน้น “พื้นที่เป็นตัวตั้ง” ดังนั้น
ควรสนับสนุน จังหวัดจัดการตนเอง ชุมชนเข้มแข็ง และเครือข่ายพื้นที่นวัตกรรม มากกว่ารอการสั่งการจากส่วนกลาง - เชื่อมคนรุ่นใหม่เข้ากับงานสร้างสังคม งานของอาจารย์ประเวศจำนวนมาก ยังอยู่ในเครือข่ายรุ่นเก่า โจทย์สำคัญคือ จะเชื่อม คนรุ่นใหม่ digital generation และ social innovators เข้ามาอย่างไร โดยไม่ทำให้แนวคิดหยุดอยู่เพียง “ความทรงจำ”
- สร้าง “ปัญญาปฏิบัติ” มากกว่าทฤษฎี อาจารย์ประเวศเชื่อว่า ปัญญาแท้เกิดจาก การลงมือทำร่วมกับชีวิตจริง ดังนั้น การสืบทอดแนวคิดของท่าน ควรเน้น social experimentation, action research, และ community innovation มากกว่าการถกเถียงเชิงนามธรรม
- ทำงานแบบ “เครือข่ายแนวราบ” นี่อาจเป็นหัวใจที่สุด ท่านเชื่อว่า อนาคตของสังคมไทย ไม่ใช่ระบบสั่งการรวมศูนย์ แต่คือ เครือข่ายของผู้คนที่เชื่อมโยงกันอย่างสมัครใจและมีความหมายร่วม
บทสรุป
หนังสือ ยุทธศาสตร์ประกอบเครื่องประเทศไทย เป็นเสมือน “พินัยกรรมทางปัญญา” ของอาจารย์ประเวศ วะสี
สาระสำคัญที่สุดของหนังสืออาจไม่ใช่ข้อเสนอเชิงนโยบายเฉพาะเรื่อง แต่คือ วิธีมองสังคมไทยแบบองค์รวม
และความเชื่อว่า มนุษย์สามารถเรียนรู้และสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิมร่วมกันได้ แม้โลกปัจจุบันจะเต็มไปด้วย ความขัดแย้ง ความแตกแยก และความไม่แน่นอน แต่แนวคิดของอาจารย์ประเวศยังย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากอำนาจ แต่เริ่มจาก “การเชื่อมโยงผู้คน” ให้เกิดปัญญาร่วมและความไว้วางใจกัน
เป็นการตีความหนังสือเพื่อตอบคำถามของผมได้อย่างดีมาก แต่ผมคิดว่า อ่านหนังสือต้นฉบับได้ปัญญามากกว่า ข้อสรุปขาดประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญในหนังสือหลายส่วน ส่วนหนึ่งคืออาจารย์หมอประเวศเสนอการประกอบเครื่อง ๑๐ ชิ้นส่วน (ขันธ์ทั้ง ๑๐) ไว้อย่างชัดเจน และผมขอเพิ่มเติมว่า กลไกเชื่อมขันธ์ทั้ง ๑๐ คือ การเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ
วิจารณ์ พานิช
๑๔ พ.ค. ๖๙