ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๑ ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ถวายผลมะขวิด. แม้เบื้องหน้าแต่นั้นก็ได้กระทำบุญนั้นๆ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

อชิตเถรคาถา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๐. อชิตเถรคาถา

ภาษิตของพระอชิตเถระ

        ทราบว่า ท่านพระอชิตเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

        [๒๐] เราไม่มีความกลัวตาย

                ไม่มีความเยื่อใยในชีวิต

                เราจะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ

                ละทิ้งร่างกายเราไป

-----------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถาอชิตเถรคาถา

         เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
         ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๑ ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ถวายผลมะขวิด. แม้เบื้องหน้าแต่นั้นก็ได้กระทำบุญนั้นๆ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติในกัปนี้ ได้เกิดเป็นบุตรของอัคคาสนียพราหมณ์ของพระเจ้ามหาโกศล ในพระนครสาวัตถี. เขาได้มีนามว่า อชิตะ.
         ก็แลในสมัยนั้น พาวรีพราหมณ์ผู้มีปกติอยู่ในพระนครสาวัตถี เป็นผู้ประกอบไปด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓ ประการ เรียนจบไตรเพท ออกจากเมืองสาวัตถี แล้วบวชเป็นดาบส อาศัยอยู่ในกปิตถาราม ริมฝั่งน้ำโคธาวรี.
         ครั้งนั้น อชิตมาณพบวชในสำนักของพาวรีพราหมณ์นั้น อันเทวดาผู้หวังประโยชน์ตักเตือนแล้ว ถูกส่งไปยังสำนักของพระบรมศาสดา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยมาณพทั้งหลายมีติสสเมตเตยยมาณพเป็นต้น ทูลถามปัญหาทั้งหลายด้วยใจอย่างเดียว
         เมื่อปัญหาเหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาแล้ว มีจิตเลื่อมใส บวชในสำนักของพระบรมศาสดา เรียนกรรมฐานแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
         สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
         เราได้ถวายผลมะขวิดแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณงามดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
         เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
         ก็ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะบันลือสีหนาท ได้ภาษิตคาถาว่า
         เราไม่มีความกลัวตาย ไม่มีความอาลัยในชีวิต จักเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ละทิ้งกายนี้ไป ดังนี้.
         เราผู้เป็นแล้วอย่างนี้ จักทิ้งคือจักทอดทิ้งร่างกายของตนคือสรีระ หรือร่างของตนกล่าวคือเทหะอันเป็นภาระคือทุกข์ และเมื่อจะทอดทิ้งก็คิดว่า กิจที่จะพึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ ด้วยร่างกายนี้ เราให้สำเร็จแล้ว บัดนี้ ร่างกายนั้นควรทิ้งไปได้โดยแท้ ดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมปชัญญะ เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญา ชื่อว่ามีสติ เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยสติ จักทอดทิ้งไป ดังนี้.
         ก็พระเถระ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้วเข้าฌาน ปรินิพพานแล้ว ในระหว่างนั้นเอง ฉะนี้แล.