บ่ายวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ไปร่วมงาน การเปิดชั้นเรียนระดับชาติ (National Open Class) ครั้งที่ 19 ภายใต้การประชุมด้านการศึกษาสำหรับยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (Conference on Education for the AI Era)    ที่ตึกกลม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล   พบ ศ. ดร. ภาวิช ทองโรจน์    ท่านมอบหนังสือ ยกเครื่องการศึกษาไทย ปัญหาการศึกษาไทย-ใครว่าแก้ไขไม่ได้ มา ๑ เล่ม    เอามาพลิกๆ ดู แล้วบอกสหายเอไอว่า    “กรุณาสรุปสาระสำคัญในหนังสือ ยกเครื่องการศึกษาไทย ปัญหาการศึกษาไทย-ใครว่าแก้ไขไม่ได้ โดย ภาวิช ทองโรจน์”   ขอนำคำตอบของ Gemini มาลงไว้ ดังต่อไปนี้

 

Gemini

หนังสือ "ยกเครื่องการศึกษาไทย ปัญหาการศึกษาไทย-ใครว่าแก้ไขไม่ได้" โดย ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เป็นงานเขียนที่รวบรวมมุมมองและการวิเคราะห์ปัญหาการศึกษาไทยอย่างลุ่มลึกจากประสบการณ์ตรงในฐานะผู้บริหารระดับสูงทางการศึกษา โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ตัวเด็ก" แต่อยู่ที่ "ระบบ" ที่ล้าหลังและไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

สาระสำคัญของหนังสือสามารถสรุปออกเป็นประเด็นหลักได้ดังนี้ครับ:

 

๑. รากเหง้าของปัญหา: ระบบที่รวมศูนย์และเทอะทะ

ศ.ดร.ภาวิช ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการมีความเป็น "รัฐราชการ" สูงมาก มีการรวมศูนย์อำนาจสั่งการจากส่วนกลาง ทำให้สถานศึกษาขาดความเป็นอิสระ (Autonomy) และความคล่องตัวในการปรับตัว

  • การบริหารจัดการ: งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับเงินเดือนและงบดำเนินงานของหน่วยงานกลาง มากกว่าจะลงไปถึงตัวผู้เรียนและห้องเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • กฎระเบียบที่หยุมหยิม: กลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

 

๒. หลักสูตรและการประเมินผลที่ "หลงทาง"

หนึ่งในประเด็นวิจารณ์ที่สำคัญที่สุดในหนังสือคือเรื่อง "หลักสูตรแกนกลาง" ที่เน้นเนื้อหา (Content-based) มากเกินไปจนเด็กต้องแบกภาระหนัก

  • หลักสูตรที่ล้าสมัย: เนื้อหาบางส่วนไม่สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21
  • การประเมินผล: การพึ่งพาการสอบวัดผลระดับชาติ (เช่น O-NET) เป็นตัวตัดสินคุณภาพโรงเรียน ทำให้เกิดวัฒนธรรม "กวดวิชา" และการสอนเพื่อสอบ (Teach to the test) แทนที่จะสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จริง

๓. วิกฤตคุณภาพครู: ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

หนังสือเสนอว่าต้องปฏิรูป "ระบบการผลิตครู" และการพัฒนาครูประจำการอย่างจริงจัง

  • การผลิตครู: สถาบันผลิตครูมีจำนวนมากแต่คุณภาพไม่สม่ำเสมอ กระบวนการคัดเลือกและการฝึกหัดยังไม่เข้มข้นพอที่จะสร้าง "ครูอาชีพ"
  • การพัฒนาครู: ระบบการประเมินวิทยฐานะในอดีตเน้นการทำ "แฟ้มเอกสาร" มากกว่าการดูผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนจริง ทำให้ครูต้องทิ้งห้องเรียนไปทำผลงาน

๔. อุดมศึกษา: ฟันเฟืองที่ยังไม่หมุนเพื่อประเทศ

ในฐานะอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ท่านวิเคราะห์ว่ามหาวิทยาลัยไทยยังไม่สามารถเป็น "ที่พึ่ง" ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศได้เท่าที่ควร

  • การผลิตบัณฑิต: มีภาวะ "ปริญญาล้นตลาด" แต่ขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในสาขาที่ประเทศต้องการ
  • งานวิจัย: งานวิจัยส่วนใหญ่ยังอยู่ "บนหิ้ง" ไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

๕. ข้อเสนอแนะ: "การยกเครื่อง" ที่ต้องทำจริง

ศ.ดร.ภาวิช ไม่ได้เพียงแค่ชี้ปัญหา แต่เสนอทางออกที่ต้องทำอย่างเป็นระบบ (Systemic Change):

  1. การปฏิรูปโครงสร้าง: กระจายอำนาจให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลอย่างแท้จริง มีบอร์ดบริหารโรงเรียนที่มีความเข้มแข็ง
  2. หลักสูตรอิงสมรรถนะ (Competency-based Curriculum): ลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็น เน้นการสร้างทักษะที่เด็กสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิต
  3. ปฏิรูประบบประเมิน: เลิกใช้ข้อสอบมาตรฐานชุดเดียวตัดสินเด็กทั้งประเทศ แต่ให้เน้นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)
  4. ยกระดับวิชาชีพครู: ทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม และมีระบบสนับสนุนการเรียนรู้ภายในโรงเรียน

 

บทสรุปและมุมมองสะท้อน

หนังสือเล่มนี้ยืนยันว่าปัญหาการศึกษาไทย "แก้ไขได้" แต่ต้องอาศัย "เจตจำนงทางการเมือง" (Political Will) ที่แน่วแน่และการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การแก้แบบปะผุเป็นส่วนๆ

ในมุมมองของท่านอาจารย์ที่เน้นเรื่อง Systems Thinking และ KM ท่านเห็นด้วยหรือไม่ครับว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่ "ข้อเสนอเชิงนโยบาย" (เพราะหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ชัดเจนมาก) แต่คือการเปลี่ยน "วัฒนธรรมอำนาจนิยม" ในระบบราชการครูไทย เพื่อเปิดทางให้ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

 

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่เสนอเรื่องการพลิกโฉมระบบการศึกษา โดยที่ผู้รู้ และเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดด้านอุดมศึกษาหลายตำแหน่ง   ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของท่านผู้เขียน

วิจารณ์ พานิช

๑๔ พ.ค. ๖๙