ภัลลิยเถรคาถา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๗. ภัลลิยเถรคาถา
ภาษิตของพระภัลลิยเถระ
ทราบว่า ท่านพระภัลลิยเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
[๗] ผู้ที่ขจัดเสนาพญามัจจุราช (ความแก่ ความเจ็บ และความตาย) ได้ เหมือนกระแสน้ำหลาก
พัดพังทลายสะพานไม้อ้อซึ่งไม่มีกำลังต้านทาน
นับว่าเป็นผู้ชนะกิเลส ปราศจากความขลาดกลัว
ฝึกตนดีแล้ว มีจิตคงที่ ดับสนิทแล้ว
-------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก
อรรถกถาภัลลิยเถรคาถา
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
ได้ยินว่า พระเถระนี้ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสถวายผลาผลแก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าสุมนะ ท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพทั้งหลายเท่านั้น.
เกิดในตระกูลสัตถวาหะ พระนครอรุณวตี ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ได้สดับว่า บุตรพ่อค้า ๒ คน คือ ชื่อว่าอุปชิตะและอุชิตะ ได้ถวายอาหารครั้งแรกแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ผู้ได้ตรัสธรรมาภิสมัยก่อนคนอื่น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยสหายของตน ถวายบังคมแล้วทูลอาราธนาเพื่อเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งขึ้น ถวายมหาทานแล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์แม้ทั้งสองพึงเป็นผู้ได้ถวายอาหารครั้งแรกแด่พระพุทธเจ้าผู้เช่นกับพระองค์ ในอนาคตกาล ดังนี้.
คนทั้งสองกระทำบุญกรรมในภพนั้นๆ แล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดเป็นบุตรเศรษฐีผู้เลี้ยงวัว เป็นพี่น้องกัน. ในสองพี่น้องนั้น ผู้เป็นพี่ชื่อตปุสสะ ผู้เป็นน้องชื่อภัลลิยะ.
เขาทั้งสองบรรทุกของเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่มเดินทางไปค้าขาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงยับยั้งอยู่ตลอด ๗ สัปดาห์ด้วยการพิจารณาธรรมคือสุขอันเกิดแต่วิมุตติ ในสัปดาห์ที่ ๘ ทรงประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นเกด ก็เดินทางล่วงทางใหญ่ ไปใกล้ต้นเกด.
ในสมัยนั้น เกวียนของเขาทั้งสองไม่ยอมเคลื่อนที่ แม้ในภูมิภาคที่ราบเรียบ ไม่มีหล่มไม่มีโคลน เมื่อพ่อค้าสองพี่น้องพากันคิดอยู่ว่า เหตุอะไรหนอแล ดังนี้
เทวดาผู้เคยเป็นญาติสายโลหิตก็แสดงตัวในระหว่างค่าคบไม้บอกว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณได้ไม่นาน ไม่ได้เสวยพระกระยาหารมาตลอด ๗ สัปดาห์ เสวยวิมุตติสุขแล้ว บัดนี้ ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นเกด ข้อที่ท่านทั้งสองน้อมนำอาหารเข้าไปถวายพระองค์นั้น จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ท่านทั้งหลายสิ้นกาลนาน.
พ่อค้าสองพี่น้องฟังคำนั้นแล้ว เสวยปีติโสมนัสอย่างยิ่ง สำคัญว่าการจัดอาหารจักเป็นความเนิ่นช้า จึงถวายสัตตูผงและสัตตูก้อน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงเทววาจิกสรณคมน์ (ถึงพระพุทธและพระธรรมว่าเป็นสรณะ) ได้พระเกศธาตุไปบูชา หลีกไปแล้ว.
ก็พ่อค้าทั้งสองนั้นได้เป็นอุบาสกก่อนผู้อื่น.
ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังกรุงพาราณสี ประกาศพระธรรมจักร แล้วประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์โดยลำดับ ตปุสสะและภัลลิยะจึงเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เขาทั้งสอง ในพ่อค้าทั้งสองนั้น ตปุสสะตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วได้เป็นอุบาสกอย่างเดียว ส่วนภัลลิยะบวชแล้วได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุมนะ ประทับอยู่ในพระนครตักกรา เราได้ถือเอาผลไม้ชื่อวัลลิการะถวายแด่พระพระสยัมภู ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ครั้นในวันหนึ่ง มารแสดงรูปน่ากลัว เพื่อจะหลอกพระภัลลิยเถระให้สะดุ้งกลัว.
พระเถระเมื่อจะประกาศข้อที่ตนล่วงความกลัวได้ทั้งหมด จึงได้ภาษิตคาถานี้ว่า
ผู้ใดกำจัดเสนาแห่งมัจจุราช เหมือนห้วงน้ำใหญ่กำจัดสะพานไม้อ้ออันแสนจะทรุดโทรมฉะนั้น และผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้ชนะมาร ปราศจากความหวาดกลัวมีตนอันฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดับกิเลสและความเร่าร้อนได้แล้ว ดังนี้.
ผู้ใดกำจัดแล้วคือชนะแล้วซึ่งเสนาคือสังกิเลสที่ชื่อว่าแสนจะทรุดโทรม เพราะไม่มีกำลังมากมายเหมือนห้วงน้ำใหญ่กำจัดสะพานไม้อ้อ เพราะปราศจากแก่นสาร ด้วยมรรคอันเลิศ เช่นกับห้วงน้ำใหญ่ เพราะโลกุตรธรรมทั้ง ๙ มีกำลังมาก ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้ชนะมาร ปราศจากความกลัว มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดับความเร่าร้อนและความกระวนกระวายได้แล้ว ดังนี้.
มารสดับคำนั้นแล้วคิดว่า สมณะรู้ทันเรา ดังนี้ แล้วหายไปในที่นั้นเอง.