สรุป ประเภทของคน
Big Five Factor= OCEANมหาสมุทร or CANOEเรือแคนนู เพื่อประเมินทัศนคติโดยรวมที่เขามีต่อตนและคนอื่นในสังคมอย่างไร
O = Openness to experienceเปิดรับประสบการณ์
C = Conscientiousnessจิตสำนึกความรับผิดชอบ
E =Extraversionความสนใจสิ่งภายนอก ชอบเข้าสังคม
A =Agreeablenessความยอมรับเห็นใจ ให้ความร่วมมือ
N = Neuroticismความไม่มั่นคงทางอารมณ์
1.เปิดเผย หรือ เก็บตัวExtrovert vs. Introvert (Ex-In)
2.มีจิตสำนึกความรับผิดชอบ หรือ ไม่มีจิตสำนึกขาดความตั้งใจConscientiousness vs. Lack of Direction (Con-Lack)
3.เปิดรับประสบการณ์ ทัศนคติเปิดกว้าง หรือ มองโลกแคบ ทัศนคติแนวความคิดจำกัดOpenness vs. Closeness (Open-Close)
4.ยอมรับให้ความร่วมมือ หรือ ต่อต้านไม่ให้ความร่วมมือAgreeableness vs. Antagonism (Agree-Ant)
5.อารมณ์มั่นคง หรือ จิตใจหวั่นไหวง่ายEmotional Stability vs. Neuroticism (Stable-Neuro)
ด้านดี Ex+Con+Open+Agree+stable = OCEAN มหาสมุทร มั่นคง ทัศนคติเปิดกว้าง มีความเป็นมิตร เห็นใจผู้อื่น มีจิตสำนึกที่ดี
ด้านลบ In+Lack+Close+Ant+Neuro = CANOE เรือแคนนู หวั่นไหว ทัศนคติมองโลกแคบ เป็นปรปักษ์ ไม่เห็นใจผู้อื่น ไม่มีจิตสำนึกที่ดี
DISC Modelเขามีบุคลิกนำหลักเป็นคน อุปนิสัยเด่น อารมณ์หลักแบบใดการก้าวย่าง เร็ว หรือ ช้า กระบวนการตัดสินใจใช้อารมณ์ หรือ ใช้เหตุผล ส่งผลถึงพฤติกรรมแสดงออก
D = Dominanceผู้ครอบงำบงการ เด็ดเดี่ยว (เป็นคนตรงไปตรงมา/ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง/ เด็ดขาดกล้าคิดกล้าตัดสินใจทำ/ ไม่เชื่ออะไรง่ายขี้สงสัย)
I = Influenceผู้ชักจูงโน้มน้าว ช่างพูด (เป็นคนเจรจาชักจูงคนเก่ง/ ชอบเข้าสังคม/ ร่าเริงมีชีวิตชีวา/คิดเร็วทำเร็ว/ เปิดใจยอมรับ/ กล้าแสดงออก)
S =Submissionผู้ยินยอมให้ความร่วมมือ หัวอ่อน (เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย/ ประนีประนอม/ อ่อนโยน/ อ่อนน้อมถ่อมตน/ ยินยอมอ่อนตามผู้อื่น)
C = Conscientiousผู้รอบคอบระมัดระวัง เจ้าระเบียบ (เป็นคนมีความรับผิดชอบสูง/ เก่งคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ/ มีโลกส่วนตัวสูง/ ไม่เปิดเผยความรู้สึก/ ไม่เชื่ออะไรง่าย ชอบพิสูจน์ความจริง)
Personality Disorders (PD)ความผิดปกติทางบุคลิกภาพคนโดยทั่วไปไม่ค่อยรู้ตัวว่ามีความผิดปกติ แต่ถ้าเรารู้ ก็ต้องมาพิจารณาว่าพอที่จะประคับประคอง คบหาสมาคมกันต่อไปได้ไหม หรือควรจะเลิกคบ หลีกเลี่ยงไม่คบหาสมาคมด้วย
ปัจจัยในการประเมินแยกแยะ คนปกติ กับ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ มีดังนี้
1.มีความบกพร่อง การตระหนักรู้ในภาพพจน์ของตนเองSelf-Imageตามความเป็นจริงบกพร่องขาดความรู้ความเข้าใจในสภาพจิตใจของตนเอง (Insight) ในมุมมองของตนเอง และมุมมองของผู้อื่นที่มองตน ประเมินตนเองไม่ตรงตามความเป็นจริง ไม่เชื่อมั่นในตนเอง ขาดความยอมรับนับถือในตนเอง ตำหนิตนเองจนเกิด ซึมเศร้า เป็นต้น
2.อารมณ์แปรปรวนไม่มั่นคงEmotional Instabilityสภาพความอ่อนไหวของอารมณ์ การเกิดอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย หุนหันพลันแล่น ไม่พอใจขุ่นเคืองโกรธโมโหได้ง่าย ขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ (Skills Emotional Control)แสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์สภาพแวดล้อม
3.ความบกพร่องต่อการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลRelationshipแนวทางการปฏิสัมพันธ์ การปรับตัวในการเข้าสังคม ขาดทักษะบกพร่องในการเข้าสังคม (Social Skills) การปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมคำนึงถึงตนเอง (Self)มากเกินไป กับ คำนึงถึงผู้อื่น (Other) มากเกินไป ไม่มีความพอดีเหมาะสม การวางตัวไม่เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่สถานะทางสังคม (ขาดความเห็นใจผู้อื่น หรือขาดบกพร่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น)
4. ความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจ ทัศนคติ ความสนใจ กระบวนการตัดสินใจ ที่เลือก การกระทำ(Active)กับ ไม่ตอบสนอง นิ่งเฉย(Passive)ไม่ตรงกับความตั้งใจและเป้าหมายในชีวิต ทำให้ความสามารถลดลงในการปรับตัวในชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร มีทัศนคติและพฤติกรรมที่ไม่กลมกลืนไม่สอดคล้องกันกับเป้าหมายในชีวิตอย่างสำคัญ มีความขัดแย้งในจิตใจ สับสนในความคิดของตนเอง เช่น มีเจตนาอย่างหนึ่ง แต่แสดงออกเป็นพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงอย่างที่ตนเองตั้งใจที่จะทำ ผิดไปจากเป้าหมายที่แท้จริงของตนเอง
5. Reality and Social Normsไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคม
- การรับรู้ และความเข้าใจ ผิดเพี้ยน บิดเบือนไปจากความเป็นจริง ในความผิดปกติ ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคม อย่างชัดเจน (ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ) เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และยังคงเป็นอยู่
- หลอกตัวเอง คิดเข้าข้างตนเองมากจนเกินไป ประเมินตนเองต่ำไป จนเกิดปมด้อยปัญหาทางจิตสับสนในความคิด ประเมินตนเองสูงไป จนหลงตนเอง หลงผิดจากบรรทัดฐานทางสังคม
6.มีลักษณะความบกพร่องทางบุคลิกภาพ ที่มีอาการสภาพ หนึ่งอย่างหรือมากกว่านั้น
- มีรูปแบบพฤติกรรมผิดปกติที่ยั่งยืน เป็นเวลายาวนาน และ จะต้องสม่ำเสมอในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่คราวเป็นเกิดอาการทางจิตเท่านั้น
- สิ่งทีกล่าวมาปรากฏในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น และดำเนินต่อไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
- ความผิดปกติทำให้เกิดความทุกข์เป็นส่วนตัวพอสมควร แต่อาจจะเพียงปรากฏชัดในระยะหลัง ๆ
- รูปแบบพฤติกรรมที่ผิดปกติแพร่ไปทั่ว และชัดเจนว่าเป็นการปรับตัวที่ผิดพลาดต่อสถานการณ์ ทั้งในส่วนบุคคลและในส่วนสังคมมากมายหลายอย่าง
- ความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ก่อปัญหาใหญ่ในการประกอบอาชีพ และยังพอปรับตัวเข้ากับคนในสังคมได้บ้าง แต่อาจจะแสดงออกที่ไม่เหมาะสมบ้างบางครั้ง
- ต้องไม่ใช่เกิดจากผล การใช้ยา สารเสพติด หรือสภาวะทางแพทย์ทั่วไป (การได้รับบาดเจ็บที่สมอง)
ถ้ามีความเอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างมาก ถือว่าเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เช่น อารมณ์แปรปรวนอ่อนไหวง่าย ความรู้สึกนึกคิดที่กระทำรุนแรงก้าวร้าว การคำนึงถึงตนเองเป็นใหญ่ มีผลกระทบต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม ทำตัวไม่เหมาะสมไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและบรรทัดฐานทางสังคม
กิเลสนิสัย19อย่าง คนที่มีกิเลสหนา ไม่ควรคบหาสมาคม นำพาสู่ความเสื่อมเสียหาย
1.คนเห็นแก่ตัว 2.คนเอาเปรียบ 3.คนขี้โกง 4คนขี้ขโมย 5.คนโกหก 6.คนขี้เมา 7.คนขี้ยา 8.คนผีพนัน 9.คนขี้เอา 10.คนทิฐิสูง 11.คนเชื่อฝังใจ 12.คนขี้โมโห 13.คนพาลนักเลง 14.คนคุ้มดีคุ้มร้าย 15.คนเจ้าคิดเจ้าแค้น 16.คนขี้อิจฉาริษยา 17.คนทรยศ 18.คนอกตัญญู 19.คนชั่วเลวทราม
บัวสี่เหล่าคน ๆ นั้น กระทำผิดบาป แล้วกลับตัวกลับใจได้ไหมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนให้ดีขึ้นได้ไหม ควรคบหาสมาคม หรือหลีกเลี่ยงไม่คบด้วย หรือเป็นสันดานที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่มีความสำนึกผิด ยากต่อการกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดี ไม่สามารถเป็น สุจริตชน
ความรู้ความเข้าใจในประเภทของคน
ผลดีต่อตนเอง ทำให้เราเข้าใจตนเองว่าเป็นคนบุคลิกภาพแบบไหน ควรที่จะปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องอะไรบ้าง และพัฒนาตนให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ควรที่จะปรับตัวเข้ากับคนอื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม ถูกกาลเทศะ เอาตัวรอดได้ โดยไม่เบียดเบียนใคร และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองและคนอื่น ๆ
คนเรามีความแตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันเลยสักคนเดียว เป็นปัจเจกบุคคลที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นคนมีทัศนคติเปิดกว้างรับประสบการณ์ การมองโลกในแง่ดี หรือในแง่ลบ มองโลกในแง่ร้าย หรือ มองคำนึงถึงแต่ตนเองเป็นใหญ่ หรือมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สามารถปรับตัวเข้าผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และบรรทัดฐานทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มีจิตสำนึกที่ดีมีความรับผิดชอบต่อตนเองและคนในครอบครัว รู้หน้าที่และแสดงบทบาทสถานะของตนในสังคมได้อย่างเหมาะสม
ผลดีต่อการเข้าใจในคนอื่นที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วย ทำให้เราเข้าใจคน ในความแตกต่างกัน คนทุกคน มีความคิด ทัศนคติ กระบวนการตัดสินใจ การจัดการกับความคับข้องใจด้วยกลไกการป้องกันตนเอง ทักษะความสามารถในการปรับตัวเข้าสังคม ทักษะในการจัดการแก้ไขปัญหา ทักษะการจัดการอารมณ์ ทักษะการจัดการกับความเครียด และการทำตามเป้าหมายในการดำเนินชีวิต (ศึกษาเรียนรู้ เพื่อประกอบสัมมาอาชีพ หาเงินเลี้ยงตนเองและคนในครอบครัว) ให้มีความสุข สงบ ปลอดภัย มั่นคง ทั้งทางกายและจิตใจ ซึ่งแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เราจึงต้องเคารพสิทธิในความเป็นคนที่ไม่เหมือนกัน เขาอาจมีวิธีการคิดไม่เหมือนกับเรา ต้องยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างให้ได้ เรามีความจำเป็นที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุขถ้วนหน้า
กระผมขอเน้นที่กิเลสนิสัย ที่ช่วยบ่งบอกว่าคนประเภทไหนที่คุณควรหลีกเลี่ยงไม่ไปคบหาสมาคมด้วย และบัวสี่เหล่าที่ไว้ตรวจสอบความดี คนมีจิตใจที่ดี มีคุณธรรม ต่ำสูงไม่เท่ากัน สามารถกลับตัวมาเป็นคนสุจริตชนได้หรือไม่ และคนประเภทที่ทำผิดกฎหมายผิดลศีลธรรมห้ามยุ่งเกี่ยวเด็ดขาดนำพาไปสู่ความฉิบหาย
ประเภทของคน อย่างน้อยก็ทำให้เราแยกแยะ จัดหมวดหมู่ คน ได้เป็นคนลักษณะเด่นด้านใด เปิดเผยตัว หรือ เก็บตัว เปิดรับประสบการณ์มีทัศนคติที่เปิดกว้าง หรือมองโลกแคบ มีอารมณ์หลักที่แสดงตัวตนเป็นแบบใด ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ หรือใช้เหตุผลในการตัดสินใจ มีความเป็นมิตร เห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือ มีความปรปักษ์ เห็นแก่ตัวเอง ไม่คำนึงถึงผู้อื่น มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพหรือไม่ มีความผิดปกติทางจิตหรือไม่ มีคุณธรรม (กิเลสนิสัยสิบเก้า) รู้จักแยกแยะดีชั่วถูกผิด ทำผิดแล้วสำนึกผิด (บัวสี่เหล่า) แก้ไขปรับปรุงพัฒนาตนจิตใจให้ดีขึ้นได้ไหม คนแบบใดควรคบหาสมาคมด้วยได้ และบุคคลที่ไม่สมควรคบหาสมาคมหลีกเลี่ยงได้เป็นการดีต่อตนเองและคนในครอบครัว
โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็ว วิวัฒนาการเร็ว ใจคนก็เปลี่ยนแปลง แปรปรวน ใจเร็วด่วนได้ อารมณ์ขึ้นหงุดหงิดได้ง่าย เพราะมีทัศนคติที่มองแต่ตนเองเป็นใหญ่ เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง จนเกิดความบกพร่องทางจิต ที่เรียกว่า ต่อต้านสังคม ทำตัวเป็นอันธพาล อะไรนิดเดียวก็คิดจะทำร้ายคนอื่น ไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล ไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนที่ตนเองกระทำจนส่งผลทำให้คนอื่นเดือดร้อน รวมถึงตนเองและคนในครอบครัวของตัวเอง ได้รับผลกระทบที่เสียหายจากการกระทำผิดของตนเอง ที่ไม่สามารควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ซึ่งมีให้เห็นกันในข่าวกันทุกวัน ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดชอบชั่วดี ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจควบคุมอารมณ์พฤติกรรมตนเองไม่ได้ ทำผิดแล้วไม่รู้จักสำนึกผิด หาเหตุผลเข้าข้างตนเองโดยไม่คำนึงถึงเหตุและผล และความเป็นจริงของบรรทัดฐานทางสังคม ยังกระทำผิดซ้ำแล้วเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนปกติธรรมดาจะคบได้ หรือ ไม่ได้ล่ะ คนเรามีความซับซ้อน มีเจตนาแอบแฝง หลอกล่อ ใช้กลอุบายเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น แล้วคนไหนสมควรที่จะคบหาสมาคมได้ล่ะ กระผมจะขอยกไปกล่าวถึง หลังจากให้ท่านผู้อ่าน ได้เข้าใจเรื่อง การอ่านจุดประสงค์เจตนาของคนให้ออกก่อน คนเรามีความซับซ้อนในตัวคน หลากหลายบุคลิกในการแสดงออกตามบทบาทหน้าที่สถานะทางสังคม และไม่มีใครบอกตรง ๆ ว่า “ฉันมันคนเลวนะ ฉันเป็นคนขี้โกงนะ ฉันกำลังจะโกหกหลอกลวงคุณให้หลงกลเสียทรัพย์ให้ฉันแล้วนะ” ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะในการอ่านเจตนาของคนให้ออก การอ่านคนจากภาษาที่พูดสนทนา ภาษาทางสีหน้าตา ภาษาทางกาย การจับโกหก พฤติกรรมในอดีตของเขา ความจริงใจ และมองภาพรวมนำองค์ประกอบมาตีความหมายในภาพรวมทั้งหมด จึงจะตัดสินคนที่เราติดต่อสัมพันธ์ด้วยนั้นได้ ว่า เขาคิดอะไร ต้องการอะไรจากเรา หรือเขาจะเป็นฝ่ายให้ และมีความบริสุทธิ์ใจแค่ไหน ทำดีทำไม่ดีต่อเราแค่ไหน จึงถือว่า คบได้หรือคบไม่ได้ ต้องหลีกเลี่ยงติดต่อกับเขา ซึ่งต้องอ่านเจตนาของเขาให้ได้ก่อน จึงจะสามารถนำมา คิด วิเคราะห์ แยกแยะ เลือกคบคน และวิธีการจัดการกับคน ประเภทต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องกับสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพ กระผมจะขอยกไปกล่าวในตอนต่อไปนะครับ