วิจารณญาณในการขับรถ
วิจารณญาณ คือ ปัญญาความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองเหตุผลอย่างรอบคอบและถูกต้อง เพื่อแยกแยะตัดสินเรื่องต่าง ๆ ว่าดี-ชั่ว ถูก-ผิด ควรหรือไม่ควร โดยไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่ใช้เหตุผล หลักฐาน และข้อมูลที่เชื่อถือได้ ไร้อคติ(ไม่เข้าข้างตนเองเป็นใหญ่)มาประกอบการตัดสินใจ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน และการเดินทางขับรถ
การขับรถมีเป้าหมายอยู่3อย่าง
1.ขับรถให้ถึงที่หมายปลายทาง
2.ความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร(รับผิดชอบชีวิตตนเองและชีวิตผู้อื่น)
3.ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และไม่ไปเดือดร้อนผู้อื่น
วิสัยทัศน์(สิ่งที่มองเห็นได้ ถ้ามองไม่เห็น ไม่รู้จริง อย่าด่วนตัดสินใจทำเด็ดขาด)
การมองการณ์ใกล้
การมองการณ์ไกล
คาดคะเนแนวโน้มทิศทาง และ คำนวณความเร็วที่จะมาถึง
ตรวจสอบความปลอดภัย สภาพแวดล้อมเป็นอันตราย หรือ เกิดความเสี่ยงสูงที่ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงทำ ไม่คุ้มที่จะฝ่าฝืนกฎ ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเจ็บตัว รถเสียหาย หรือเสี่ยงตายได้ เฝ้าระวังรอบตัวไม่ให้มีผลกระทบต่อความปลอดภัย
ชีวิตในการเดินทางขับรถต้องอ่านใจ คาดเดา คำนวณทิศทาง ต้องประเมินตรวจสอบสภาพแวดล้อม มุมมองวิสัยทัศน์ คาดการณ์ ทิศทางข้างหน้ามีความปลอดภัยไหม มีอุปสรรคขวางกั้นหรือไม่ รถคันข้างหน้าห่างจากรถของเรามากแค่ไหน คำนวณระยะห่างกับความเร็วของรถแนวโน้มทิศทางที่กำลังใกล้เข้ามาถึงตัวเรารถข้างหน้าจะตรงไป จะเลี้ยวหรือหยุด หรือจะกลับรถ หรือจอดรถนิ่งชั่วคราว หรือ หยุดจอดรถถาวร หรือติดไฟแดง เราต้องมองข้างหน้าคาดคะเนล่วงหน้าประเมินทางมองการณ์ไกล คิดล่วงหน้า2-3เคสในความน่าจะเป็น จะได้เฝ้าระวังได้ทันหากเกิดเหตุที่เราไม่คาดคิดและอาจเกิดเหตุกะชั้นชิดกะทันหันฉุกเฉิน จะได้สามารถหลบ หรือแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ทันการณ์เพื่อจะได้เบรกหยุดรถได้ทัน และทิ้งระยะห่างจากรถข้างหน้าในระยะที่เหมาะสมว่าจะไม่เกิดการเฉี่ยวชนกันได้ รถที่สวนทางมา มาด้วยความเร็วช้ามากแค่ไหน คำนวณความเร็วและระยะทาง ทิศทางการเคลื่อนตัวจะมาทางตรง หรือเลี้ยว หรือกลับรถ เป้าหมายในการขับรถ คือ ขับรถให้ถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุสิ่งที่ไม่คาดคิด เนื่องจากตอนที่เราขับรถ เราจะต้องประเมินว่า ตัวเราสามารถขับได้เร็วแค่ไหน ขับอย่างไรเพื่อจะไปข้างหน้า เอาตัวรอดได้ เดินทางถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยเป็นการประเมินทิศทางแนวโน้มการเคลื่อนที่ของรถที่เรากำลังเข้าใกล้และสภาพแวดล้อมรอบตัวเราที่ทำเป็นปกติในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วที่ทำให้ตัวเราอยู่รอดปลอดภัย เดินทางใช้ชีวิตโดยสวัสดิภาพ
เวลาขับรถ เราจำเป็นต้องมองให้ไกลและมองใกล้ มองรอบข้าง เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย มองทาง ในระยะใกล้ ตรวจสอบสภาพถนน มีหลุม บ่อ ลูกระนาดต่างระดับ พื้นผิวถนนมีสภาพขรุขระไหม มีก้อนหิน ตะปู หรือเศษวัสดุที่ตกหล่น ที่เสี่ยงต่อการขับขี่ อีกทั้งต้องตรวจสอบไปด้านหน้า มีรถคันหน้าหรือไม่ มีรถอยู่ใกล้กับเราไหมทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง เพื่อที่เราจะสามารถ คาดคะเนทิศทาง และเราสามารถทำการเลี้ยว หรือ หลบ เบรกได้ทันการณ์ การมองการไกลไปข้างหน้ามากกว่า30-50-100เมตร เพื่อตรวจสอบทางข้างหน้า ว่าจะสามารถขับรถในความเร็วเท่าไรที่เราจะสามารถหลบหรือเบรกได้ทัน หากมีรถ คน สิ่งของเข้ามาในทิศทางที่เราขับรถอยู่ และคำนวณระยะทาง ความเร็วที่เราจะเบรกได้ทันด้วย(อย่าเล่นโทรศัพท์ในระหว่างขับรถ ดูแผนที่ก็ดูให้ขาด คิดล่วงหน้าไว้อย่างมีสัมปชัญญะ=ความระลึกได้และความรู้สึกตัวด้วยความรอบคอบ)
มีสติ สมาธิจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำ ไม่ใช้อารมณ์ ใช้วิจารณ์ญาณ(ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้องได้)มีเหตุผล อย่าทำตัวหัวร้อนง่าย ถนน คือ ทางสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกัน เพราะฉะนั้น ย่อมต้องมีการเฉี่ยวชนกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ มันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ใครถูกใครผิดให้ตัวแทนประกันและกฎหมายจัดการดีกว่า มาทะเลาะกันด้วยอารมณ์เป็นเหตุ เวลาขับรถก็มีน้ำใจ มารยาทและเคารพในกฎจราจรและให้เกียรติและสิทธิของกันและกัน(พวกแหกกฎก็มีบ้าง ถ้าไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุก็ปล่อยไปเถอะ อย่าไปด่าไปแช่งเขาเลย ตัวใครตัวมัน เขาเลือกเองที่จะเสี่ยงแหกกฎ เขาก็ต้องย่อมยอมรับผลกระทำกรรมว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุเขาก็ต้องย่อมรับในความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ และต้องยอมรับความผิดจากการที่เขาเลือกทำฝ่าฝืนกฎจราจรด้วยตัวเขาเองนั่นแหละ กรรมของใครก็กรรมของมัน)
ยิ่งมีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ประสบการณ์ขับรถมากขึ้น ได้พบเจอสถานการณ์ที่แตกต่างมากมาย พบเจอคนมากมายหลายหลากรูปแบบ ซึ่งมีนิสัยในการขับรถแตกต่างกัน ก็ยิ่งมีทักษะในการประเมินคน คาดการณ์เจตนา แนวโน้มทิศทางอุปนิสัย บุคลิกลักษณะ พฤติกรรมในการขับรถของเขาได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้นแต่ต้องคิดเผื่อไว้ก่อนด้วยนะ และ อ่านเจตนาจุดประสงค์ของคนได้เร็วมากขึ้นไปตามประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ยิ่งเฉียบคม ว่องไว แม่นยำ คาดการณ์ได้ว่าจะมาไม้ไหน รับมืออย่างไร แก้ไขปัญหาอย่างไร ถึงเอาตัวรอดปลอดภัยอย่างเหมาะสม
สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอุบัติเหตุ
วัตถุ วัดสุที่ตกหล่นอยู่ที่พื้น มีตะปู ของมีคม ไม้หิน กระจก น้ำมัน ทราบ กรวด พื้นถนน ขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ ลูกระนาด เนินพื้นสูงต่ำไม่เท่ากัน ทางลาดชันยกสูง ทางลาดลงจากที่สูงสู่ที่ต่ำกว่า และสะพาน ทางโค้งหักศอก โค้งรูปตัวSสี่แยกวัดใจคือสี่แยกที่ไม่มีไฟสัญญาณจราจร ก็ต้องชะลอความเร็วให้เหมาะสม หรือจอดดูให้แน่ใจว่าปอดภัย มองข้างหน้า มองซ้ายมองขวา มองรอบตัว ว่าไม่มีรถมาในระยะใกล้หรือสิ่งกีดขวางทางแยก มั่นใจจึงขับเคลื่อนไปต่อได้
รถที่บรรทุกของเกินมีความสูงเกิน มัดของกองพะเนินเยอะมาก มีโอกาสที่ผิดพลาดของตกหล่นมาถูกรถคันข้างหลัง และรถที่บรรทุกของยาวยื่นเกินตัวรถ ให้รักษาระยะให้ห่างมากกว่า5-10เมตร หากของหล่นปลิวมาจากรถบรรทุกจะได้หลบหรือเบรกได้ทัน หรือ หาโอกาสแซงขึ้นไปดีกว่า ที่จะเสี่ยงของตกใส่หน้ารถเสียหาย แต่ต้องใจเย็นรอหาโอกาสแซง แต่ถ้ารถติดแซงไม่ได้ ก็ทิ้งระยะห่างให้มากเพียงพอก็แล้วกัน(ถึงแม้จะเฝ้าระวังแล้ว แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ รถข้างหน้าเหยียบก้อนหินหรือไม้สะบัดขึ้นมาโดนกระจกรถเราแตก หรือล้อหลุดไหลมาชนกระแทกรถเราอย่างแรงก็มีนะ ถึงจะ0.01 %มันดวงซวยเกิดกับกูซะงั้น)
พื้นเปียก ครบน้ำมัน เหล็กฝาท่อระบายน้ำ เหล็กรางรถไฟ ที่เปียกน้ำ ถนนลื่น ฝนตก ก็ต้องชะลอความเร็ว ขับช้า ๆ ทิ้งระยะห่างมากพอเผื่อว่าจะเบรกได้ทันการณ์ในสภาพถนนเปียกลื่น ยังไงในสภาพฝนตกถนนเปียกก็ต้องขับช้าเพื่อให้มั่นใจว่าเบรกแล้วไม่ลื่นไถลเสียหลักล่มไหลไปชนรถคันอื่นเขา
ฤดูฝน มรสุมพายุเข้า ลมพัดแรง วัสดุ หลังคา สิ่งของปลิวว่อน ต้นไม้หักหล่นตกใส่ ต้นไม้ใหญ่หักโค่นล่มทับ ขวางถนน เสาไฟฟ้าหักล่มกลางถนน ไฟฟ้าช็อตเกิดไฟไหม้ ดินถล่ม ถนนทรุดพังเป็นหลุมขนาดใหญ่ น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม สะพานขาด ฤดูฝนมีโอกาสเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก ต้องเผ้าระวังตนเองมากกว่าเดิมถึง2เท่าตัว เกิดเหตุไม่คาดคิดได้สูงมาก จอดรถหน้าฝน หรือช่วงเปลี่ยนฤดู ส่วนใหญ่ลมพัดแรง ถ้าจอดรถหลบแดด หลบฝน ใต้ต้นไม้ ใต้เต้นผ้าใบ ก็มีโอกาสเสี่ยงถูกหล่นล้มทับรถเสียหายได้ อย่าคิดแน่ใจว่าจะปลอดภัยจริง คิดเผื่อไว้บ้างนะครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทำประกันรถยนต์ประกันภัยประกันชีวิตไว้ เป็นการป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้จากภัยพิบัติของธรรมชาติได้ระดับหนึ่ง
แหล่งชุมชน คนและรถจำนวนมาก ใกล้โรงเรียน ตลาด ห้างสรรพสินค้า ก็ต้องชะลอความเร็ว ใช้ความเร็วที่ต่ำพอที่จะเบรกได้ทันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ยิ่งมีชุมชน คนพุกพล่านสัญจรเยอะ ก็ต้องมีคนข้ามถนน และมีคนแหกกฎเยอะมากขึ้นตามไปด้วย เป็นธรรมชาติของคนที่เห็นแก่ความสะดวกของตนเองสำคัญกว่ากฎระเบียบและผู้อื่น บางคนจอดรถในที่ห้ามจอด หรือจอดรถซ้อนคันขวางการจราจร โดยไม่สนใจใครว่าจะเดือดร้อนจากการกระทำผิดของเขาเลย
ใกล้สถานก่อสร้าง หรือ ซ่อมถนนหนทาง รถเสีย รถชนกัน หรือบริเวณที่ใกล้ทางแยก ใกล้สัญญาณไฟจราจรสี่แยกไฟแดง ทางข้ามทางรถไฟ(แอปแผนที่มีการแจ้งเตือน ว่าทางข้างหน้ามีการซ่อมถนน ตำรวจตั้งด่าน รถชนกัน หรืออุบัติเหตุข้างหน้าให้ระวัง)ก็ต้องเตรียมตัวความพร้อมในการหยุดได้ทุกเมื่อ ชะลอความเร็วใช้ความเร็วต่ำ(รวมถึงทางที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ไม่เคยผ่านมาก่อน ต่อให้ดูแผนที่แต่เราก็ไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมข้างหน้าในความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร นอกจากมองเห็นด้วยตาของตนเองถึงจะรู้แน่ชัด)วิสัยทัศน์ในการมองเห็น ทั้งใกล้และไกล ถ้ามองไม่ชัดไม่แน่ใจ ไม่รู้จริงว่าปลอดภัย ก็อย่าด่วนตัดสินใจเพิ่มความเร็ว รักษาความเร็วสม่ำเสมอ หรือ ควรชะลอลดความเร็วจะดีกว่า เพื่อพร้อมที่จะเบรกหยุดรถได้ทันการณ์ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมรับมือ มีจิตที่นิ่งมั่นคงเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ทุกรูปแบบ(โดยเฉพาะรถยนต์ รถบรรทุก รถทัวร์ รถพ่วงขนาดใหญ่ ที่มีมุมอับสายตา คือมองเห็นไม่ทั่วถึงทั้งคัน มองไม่เห็นรอบด้าน ไม่เหมือนรถมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดเล็ก สามารถมองกระจกและเอี่ยวตัวหันมองได้ทั้งมุมสูงมุมต่ำครบ360องศารอบตัว)ก็ยิ่งต้องมีความระมัดระวังและรับผิดชอบสูงขึ้นไปด้วยต้องดูแน่ชัดปลอดภัยจริงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง เพราะหากเกิดอุบัติเหตุจะเป็นเรื่องเสียหายหนักและเรื่องใหญ่กว่ามอเตอร์ไซค์เยอะ ยิ่งใหญ่ยิ่งเสี่ยงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบเมากกว่ากันเยอะ
ทางที่มักมีรถชอบสวนทาง ย้อนศร ทั้งมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์(ใกล้ทางกลับรถ ใกล้นิคามอุตสาหกรรม ใกล้ตลาด แหล่งชุมชุม ห้างสรรพสินค้า)คนในพื้นที่ทำผิดกันจนเป็นนิสัยมักง่าย ทำให้คนในชุมชนเกิดอุปสงค์หมู่คือนิยมทำผิดตามกัน เห็นแก่ตัวเห็นแก่สะดวกสบายจนเคยตัว จนบางครั้งฝ่ายถูกกลับกลายเป็นฝ่ายผิด เพราะอุปสงค์หมู่นี้ปฏิบัติทำผิดกันจนเคยชินและลงรากฝั่งลึก(คนเป็นพ่อแม่ทำให้ลูกเห็นทำสิ่งผิด กลับเป็นถูกจนเคยชินเป็นนิสัย ลูกก็ทำตามจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติใคร ๆ ก็ทำกัน)กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะของชุมชนนี้ไปเป็นสันดานที่ทำผิดตามกันเป็นหมู่คณะ ยากที่จะแก้ไข มักง่ายเห็นแก่ตัวไม่ทำตามกฎ
ขอยกตัวอย่างอีกเคสนะครับ ในซอยบ้านของผมนั้น ถนนกว้างประมาณ2.7เมตร มีท่อระบายน้ำเป็นตารางเหล็กอยู่ตรงกลางค่อนไปทางซ้ายมากกว่าเล็กน้อย เมื่อจักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถเข็นของ ขับมาถ้าไม่มีรถสวน ร้อยละ95เปอร์เซ็นต์ เดินรถทางขวา แม้แต่มีมอเตอร์ไซค์สวนมาก็ยังเลือกชิดขวาเลย จะขับชิดขวาเพื่อทางที่กว้างกว่าเลนซ้าย และไม่คิดที่จะขับในเลนซ้ายหรือเดินรถบนฝาท่อระบายน้ำที่เป็นเหล็ก ่ทุกคนหลบเลี่ยงไม่ทับผ่านท่อระบายน้ำ และเลือกเดินรถชิดขอบขวาซึ่งคนทั่วไปมองว่าเลนกว้างกว่าทางซ้าย จึงเกิดอุปสงค์หมู่ที่นิยมทำผิดตามกันเป็นหมู่คณะ แม้แต่มีคนเดินชิดขอบทางซ้าย เดินมาปกติ ก็ยังขับชิดเบียดเลนมาทางขวาใกล้คนเดินเท้าที่ทำถูกกฎ กลับกลายต้องเดินหลบให้ทางคนที่ขับรถผิดกฎชิดขวา เพราะความเห็นแก่สะดวกเห็นแก่ตัว ทำกันจนติดนิสัยสันดานเสีย ทำให้ผมมองว่าผมนี้อยู่ในหมู่บ้านที่มีแต่พวกต่างชาติต่างด้าว ผมอยู่ประเทศไหนกันแน่ ใช่ประเทศไทยไหมนี่
(ขอนอกเรื่องเล็กน้อยนะครับ)
{ประเทศไทย บังคับรถให้เดินรถชิดขอบทางซ้ายมือ ซึ่งมีไม่กี่ประเทศในโลกที่เดินรถทางซ้าย ส่วนใหญ่เดินรถชิดขวา76เปอร์เซ็นต์ของโลก การเดินรถชิดซ้ายมีแค่24เปอร์เซ็นต์ของโลก
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเอกราชไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร จึงเดินรถทางซ้าย ประเทศที่เดินรถทางขวา ส่วนใหญ่แล้วเป็นเมืองขึ้นของประเทศที่ล่าอาณานิคม จึงเดินรถตามประเทศที่เคยปกครองมาก่อน ขับรถชิดขอบขวา เราประเทศไทยสยาม ขับรถชิดซ้าย เป็น1ใน5ประเทศของโลก ที่มีเอกราชอิสรภาพของตนเอง ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครมาก่อนเลย เราจึงต้องภูมิใจในเอกราชและต้องยึดมั่นในการรักษากฎเดินรถทางซ้าย ที่ไม่เหมือนใครในแถบภูมิภาคINDOCHINAลาว เขมร เวียดนาม พม่า}
ถนนที่ไม่มีเกาะกลางกั้นระหว่างสองฝั่งของถนนที่สวนกัน โอกาสเสี่ยงอุบัติเหตุสูง เพราะไม่มีจุดกลับรถ แต่สามารถกลับรถ เลี้ยวรถได้ทุกเมตรทุกเวลา จึงเกิดความเสี่ยงสูงหากใช้ความเร็วเกินไป ก็จะไม่สามารถเบรกรถได้ทัน หากประสบการกลับรถกะทันหัน
สิ่งควบคุมไม่ได้ กับ สิ่งที่ควบคุมได้
สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ คือ ปัจจัยภายนอกตัวของเรา สภาพอากาศ ร้อน หนาว ฝนตก ลูกเห็บตก แดดร้อน อุณหภูมิสูงจัด แผ่นดินไหว รถติดการจราจรติดขัด ติดไฟแดงนาน เกิดอุบัติเหตุรถชน พลิกคว่ำขวางถนน มีสิ่งของขนาดใหญ่ตกขวางถนน อยู่ข้างหน้า ที่เรามองไม่เห็น มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ ได้แค่ทำใจยอมรับ อดทนรอเวลา ค่อย ๆ ขยับ ค่อย ๆ เคลื่อนให้ผ่านจากจุดนั้นไปให้ได้ ด้วยความอดทนเท่านั้น ยกเว้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาโบกมาแจ้งให้เลี่ยงไปใช้ถนนทางอื่นแทน เพราะต้องรอเคลียร์พื้นที่ผิวจารจรก่อน
สิ่งที่ควบคุมได้ คือ ตัวของเรา รถของเรา จิตใจของเรา เมตตาจิตที่มีน้ำใจ ยอมเสียสละให้คนอื่นไปก่อน แล้วเราจะได้รับความสะดวกขับเคลื่อนต่อไปได้ราบลื่น ไม่เห็นแก่ตัวเกินไป เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยอมกันไป เราให้เขาเขาให้เรา ต่อคิว ผลัดกันไปที่ละคัน ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าหัวร้อนง่าย คนขับรถมอเตอร์ไซค์ย่อมซอกแซกหาทางไปได้ง่ายกว่ารถยนต์ในสภาพการจราจรหนาแน่นรถติดขัด คนที่อยู่ในรถยนต์นั้นต้องมีความอดทนอดกลั้นมากกว่าในเวลารถติดจอดนิ่งอยู่อย่างนั้น เพราะทำได้แค่รอคันข้างหน้าขยับ ก็จึงขยับขับเคลื่อนได้ ก็ทำใจยอมรับสภาพความเป็นจริงด้วยกันหน่อยเถอะ
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
รถมอเตอร์ไซค์ก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ค่อย ๆ ไป ไม่ต้องรีบร้อนมากเสี่ยงเฉี่ยวรถที่จอดอยู่ ส่วนคนขับรถยนต์ก็เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง มอเตอร์ไซค์รถติดไฟแดงมันร้อน ฝนตกน้ำหนองพื้นถนน ขับเร็วน้ำจะกระเด็นสาดใส่คนขับมอเตอร์ไซค์เปียกได้ หรือเสี่ยงทำให้เขาเสียหลักล่มได้ คนขับรถยนต์มี่ที่บังแดดบังฝนอยู่ในห้องโดยสารมีแอร์มีเพลงฟังมีหนังให้ดู สบายกว่าคนขับมอเตอร์ไซค์ตากฝนตากแดดทั้งวัน ชั่งใจไว้บ้างให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ในกรณีที่คนอื่นทำผิดเล็กน้อย ก็แค่บีบแตรเตือนสักครั้งก็พอ แล้วปล่อยผ่านไป เอาเวลามาหาทางแก้ไขเรื่องที่ต้องทำเฉพาะหน้าดีกว่า คือทำอย่างไรเราจะขับรถผ่านจุดนี้ไปได้อย่างปลอดภัย มันสำคัญกว่ากันเยอะเลย ไม่งั้นก็อดทนเอาไว้คือหน้าที่ของเรา ควบคุมตัวเองให้ได้ ไม่เดือดร้อนใครและไม่ให้ใครมาทำให้เราเดือดร้อนเสียหายก็พอแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบของเราคือ ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก อันดับสองถึงที่หมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ
การใช้ความเร็วในการขับรถ(เร็ว ช้า หนัก เบา)
เร็ว=เฉพาะ บนทางด่วน หรือ ถนนหลวงที่มีเลนมากกว่า3เลนในฝั่งที่เราขับรถ หรือทางหลัก(กึ่งด่วน)หรือทางหลวงเส้นหลัก เลนที่ทำขึ้นเฉพาะรถยนต์ผ่านที่ไม่มีทางกลับรถตรงอย่างเดียว นอกจากทางเบี่ยงออกทางขนาน ที่สามารถใช้ความเร็วมากกว่า80-100กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วแต่ป้ายกำหนดความเร็วที่ติดไว้ข้างถนน หรือไฟแสดงตัวเลขแดงจำกัดความเร็วบนถนน เช่น เลนหลัก ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพระราม2ถนนบรมราชชนนี ถนนราชพฤกษ์ ถนนหลวงเส้นสำคัญ เป็นต้น
ช้า=ทางขรุขระเป็นหลุมบ่อทางไม่เท่ากัน ต้องใช้ความระมัดระวังใช้ำความเร็วต่ำมันโยกเยก หรือ ทางที่ไม่รู้จัก หรือ ทางโค้งอันตราย ทางลงเขา โค้งตัวเอส ทางแยกตัววาย ทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร(แยกวัดใจ)หรือ แหล่งชุมชน ตลาด ห้าง แหล่งคนพลุกพล่าน ใกล้ออฟฟิศ โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน ก่อนเข้าทำงานช่วงเช้า ตอนพักเที่ยงทานอาหาร เวลาเลิกงาน เวลานักเรียนเลิกเรียนกลับบ้าน รถก็ย่อมติดขัดเคลื่อนตัวได้ช้า และแยกมีสัญญาณไฟจราจร ก็ต้องชะลอความเร็ว เผื่อที่จะเบรกได้ทันไฟแดง
หนัก=รถของเราบรรทุกของหนักรับน้ำหนักมาก ต้องควบคุมความเร็วต่ำ เพราะน้ำหนักรถเยอะจะเลี้ยวจะเบรกมีแรงฉุดรั้ง แรงเหวี่ยงตอนเข้าโค้ง จึงต้องใช้ความระมัดระวังเผื่อหลุดโค้ง ควบคุมรถไม่อยู่พลิกคว่ำได้
เบา=ต้องรู้ว่าจังหวะไหน เร่งได้ จังหวะไหนเบา ผ่อนคันเร่ง ชะลอความเร็ว ไม่ควรขับเร็วเกิน เพราะหากมีเหตุฉุกเฉินจะได้เบรก หรือ หลบได้ทัน อย่าลืมว่า มี คน เด็ก หมา หรือ คนทำผิดแหกกฎเยอะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เบาได้เบาเพื่อความปลอดภัยของตนเอง และผู้อื่นอย่าได้ใจบิดเร่งตามอารมณ์คึกคะนอง อวดสาวเลย ได้ไม่คุ้มเสียหรอก
มารยาทน้ำใจในการขับรถ กฎระเบียบ บรรทัดฐานทางสังคม ธรรมเนียมปฏิบัติ
รถฉุกเฉิน รถกู้ภัย ดับเพลิง รถพยาบาล เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อได้ยินเสียงหวอไซเรนขอทางฉุกเฉิน เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องหลบให้ทางรถฉุกเฉินไปก่อน เราต้องสำรวจที่มาของเสียว่าอยู่จุดไหน ถ้าเลนฝั่งตรงกันข้าม ก็ปล่อยผ่านไม่ต้องไปสนใจอะไร แต่ถ้ามาจากข้างหลัง เปิดไฟและเสียงหวอขอทางมา เราต้องหลบชิดขอบซ้ายในกรณีถนนวาง ถ้ารถติดขัด ไม่ว่าเราจะอยู่ฝั่งใดก็ตามของเลนเมื่อรถฉุกเฉินมาใกล้ก็ต้องพยายามหลบให้ทางเขาไปก่อนเพราะเค้ามีเรื่องสำคัญกว่าเรา มีผลต่อความเป็นความตาย ที่ต้องไปทำก่อน เป็นมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติรวมทั้งมีกำหนดในกฎหมายจราจรด้วย
อย่าจอดรถซ้อนคัน จอดไกลหน่อยเดินเอาสบายใจกว่า มั่นใจว่าปลอดภัยกว่า ดีกว่าถูกรถคันอื่นชนท้ายเอา ปัจจุบันคนสมาธิสั้น เล่นโทรศัพท์ขับรถไปด้วย มักง่ายขาดความรอบคอบไม่ระวัง ใจเร็วด่วนได้ ขับรถเร็ว ชนกันง่ายไว้ใจไม่ได้เลย
อย่าจอดรถในที่ห้ามจอด เช่น ช่องจอดสำหรับคนพิการ ช่องจอดรถฉุกเฉินในโรงพยาบาล ช่องสำหรับจอดชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า ช่องสำหรับเติมลมยาง ถ้าไม่เติมลมก็อย่าจอดรถขวางความสะดวกของคนอื่นที่มาใช้บริการเติมลมยาง(ผมเรียกพวกนี้ว่า คนทำชั่วขึ้น ทำไม่ดี ทำผิดกฎ ย้อนศร แต่ทำขึ้น เขาไม่ถูกชนก็บุญโข ครั้งหน้าอาจทำแล้วซวยเพราะกรรมตามสนองที่เขาก่อเองนั้นแหละ)
น้ำใจ เมตตาจิตเป็นตัวนำทาง เอาใจเขามาใส่ใจเรา(คนอื่น ๆ ก็รีบเหมือนกัน รีบได้แต่อย่าใจร้อน หัวร้อน)
ให้คนข้ามถนน ข้ามทางม้าลายไปก่อนก็ได้ ถ้าไม่ถึงกลับต้องเบรกกะทันหัน ให้สัญญาณไฟกะพริบผ่าหมากเตือนรถข้างหลังก็จะดีมาก โบกมือแจ้งเตือนคันข้างหลังให้จอดได้ทัน ลดความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้
คนที่เดินเท้า บนทางฟุตบาท หรือข้างถนน ก็อย่าได้ไว้วางใจ ทำตัวสบายชะล่าใจ เล่นโทรศัพท์จนเหม่อลอยไม่มีสมาธิในการเดินทาง อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายจากความพลั้งเผลอของตัวเอง ส่วนคนเดินเท้าปกติก็ต้องระมันระวังตัว มีสติรู้ตัวตรวจสอบความปลอดภัยตลอดเวลา ไม่มีอะไรแน่นอนรับประกันความปลอดภัยได้เลย มีทั้ง รถเข็น จักรยาน มอเตอร์ไซค์ที่ชอบแหกกฎขับขึ้นฟุตบาท รถอาจมีการเฉี่ยวชนกันแล้วเสียหลักขึ้นมาบนฟุตบาทก็เป็นไปได้ รถบรรทุกเบรกแตกขับเสยขึ้นมาก็เป็นได้เหมือนกัน เพียงแต่โอกาสการเกิดอุบัติเหตุแบบนี้มีค่อนข้างน้อยแต่อย่าได้ชะล่าใจ อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน เราไม่ใช่อยู่ที่บ้านที่เป็นพื้นที่เซฟตี้โซนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเรา(อยู่ข้างนอกไม่ใช่ทำตัวเหมือนอยู่บ้าน)
ความเสียสละและน้ำใจ คิดเผื่อคนอื่นบ้าง ก่อเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตนเองและผู้อื่น ด้วยน้ำใจเล็กน้อย ชีวิตจะดีขึ้น เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยมากขึ้นแก่ทุกฝ่าย
ยกตัวอย่าง เรามาใกล้ถึงทางข้ามแยกทางเลี้ยงที่รถฝั่งตรงกันข้ามหยุดเปิดไฟขอเลี้ยวเข้าซอย และมีรถตามหลังเขาฝั่งตรงข้ามรถติดรอให้รถที่จะเลี้ยวเข้าซอยผ่านไป รถเลนฝั่งตรงข้ามรถติดกันนานและหนาแน่น เรามาทางฝั่งที่เข้าจะเข้าซอย จึงชะลอรถเปิดไฟกะพริบขอทาง จอดเว้นระยะห่างจากคันหน้าเปิดช่องให้ทางและโบกมือให้กับรถที่รอเลี้ยวเข้าซอยนั้น ให้ทางผ่านเลี้ยวเข้าซอยไปก่อน ทำให้รถฝั่งเลนตรงกันข้ามนั้น สามารถขับรถผ่านไปได้เดินรถกันได้ปกติ ลดจำนวนความหนาแน่นของถนนเลนฝั่งตรงกันข้ามทำให้สามารถเคลื่อนตัวการจราจรก็ติดขัดน้อยลง สะดวกขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น เราเองแค่เสียเวลาเล็กน้อยเสียสละมีน้ำใจให้ทางเขาสะดวกทางเราก็สะดวกมาขึ้น การระบายทำได้ดีขึ้น รถก็ติดน้อยลง ทยอยเคลื่อนตัวไปต่อได้
เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งดูด้านข้างให้ดีก่อนจะเลี้ยวเปลี่ยนเลน หรือ เลี้ยวหักศอก ห้ามเปลี่ยนเลนกะทันหันดูรถด้านข้างด้วย เวลามาตามทางที่เป็นบังคับเลี้ยวซ้าย ตนเองขับอยู่เลนขวา แต่เลี้ยวเบียดเลนมาฝั่งซ้าย มันไม่ถูกต้องถ้ามีรถขับด้านข้างจะเบียดเฉี่ยวรถคันอื่นเกิดอุบัติเหตุได้ ไม่ตส้องตีโค้งแคบเกินกินเลนไปหาเขา เวลาเลี้ยวไม่ต้องตีโค้งกว้างกินเลนอย่างกับรถบรรทุกสิบล้อหรอก แค่บังคับรถเลี้ยวดีดีก็ผ่านได้สบายแค่มีทักษะทำทุกวันจนเกิดความชำนาญ
เปิดไฟฉุกเฉินไฟPASSไฟฝ่าหมากเวลาจอด หรือต้องการขับรถตรงไปในทางสี่แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจรไม่มีใครสามารถเดาใจคนขับรถได้ทุกคนว่าจะไปทางไหน ถ้าคุณไม่เปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้า คิดจะเลี้ยวก็เลี้ยวเลยทันที ก็เกิดอุบัติเหตุชนกันง่าย ยิ่งคุณมักง่ายก็ยิ่งเกิดชนกันได้ง่ายเท่านั้น การไม่คิดถึงคนอื่นเลยเป็นการเห็นแก่ตัวสุดขั้ว จึงยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่เฉี่ยวชนกันได้ง่ายดาย เจ็บตัวรถเสียหายโดยใช้เหตุอันไม่สมควรเกิดขึ้นหมั่นเปิดไฟเลียวทุกครั้งทำให้ติดเป็นนิสัยเป็นเรื่องอัตโนมัติ มีผลดีต่อตัวเองและผู้อื่น สะดวกเราสะดวกเขา(ประหยัดเวลาประหยัดพลังงาน)ปลอดภัยกันทุกฝ่าย ป้องกันความเข้าใจผิด ป้องกันผิดพลาดพลั้งไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เดินทางถึงบ้านปลอดภัย(ทุกครั้งก่อนที่จะเลี้ยวต้องเปิดไฟเลี้ยวขอทางก่อนและต้องมองกระจกข้างดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถมาใกล้ในทางที่เราจะเลี้ยวมีช่องว่างมากพอที่เราจะเลี้ยวผ่านไปได้ จึงทำการเลี้ยว ถ้าไม่มั่นใจก็รอจนกว่า เห็นว่ารถห่างพอหรือว่างพอที่จะเลี้ยวพ้นได้ปลอดภัยเท่านั้น คำนวณระยะทางกับความเร็วด้วยนะจ๊ะ)
การใช้เสียงแตร เพื่อ
การบีบแตร กด1ครั้ง เบา ไม่ลากยาวนะ เป็นการเตือน การให้ระวัง
การบีบแตร1ครั้ง ลากยาว หมายความว่า การบอกว่าอย่าทำนะ อย่าฝืนทำนะ
บีบแตร2ครั้ง สั้นไม่แรง แปลว่า เตือนให้ระวัง เผื่อเขาไม่รู้ หรือไม่ทันสังเกตเห็น
บีบแตรลากยาวค่อนข้างนาน ไม่พอใจอย่างมาก
บีบแตรลากยาว2-3ครั้ง หรือลากนาน แปลว่า ทำได้อย่างไร ด่า ไม่พอใจมาก(จนพวกหัวร้อนง่าย พวกนอนน้อย กินใบกระท่อมเยอะ ทนไม่ไว้เกิดทะเลาะวิวาทกันได้ง่าย)
หลักในการใช้แตรรถ เน้นบีบเตือน มากกว่า บีบแตรตำหนิ คนเราพลาดกันได้ แค่เตือนก็พอ ไม่ต้องไปผูกใจเจ็บ อาฆาตมาดร้ายกันเลย เรื่องเล็กน้อย ทำใจปล่อยผ่านได้ มีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องไปจัดการอีกเยอะ ปล่อยผ่านไปเถอะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามานั่งไม่พอใจกับเรื่องบีบแตรไล่ มันก็แค่เสียงนกเสียงกาเสียงหมาเห่า แปลความหมายไม่ออกไม่เข้าใจก็เท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับเรา
คนไม่เคารพในกฎจราจร พวกแหกกฎ เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว อยากสะดวกโดยการแหกกฎ ทำให้คนอื่นเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจากความประมาทเห็นแก่ตัวของเขา ทำผิดแต่โทษคนอื่น ตัวของเขาเลือกที่จะเสี่ยงฝ่าฝืนกฎระเบียบเขาก็ต้องยอมรับความผิดพลาดที่เขาตัดสินใจที่เขาเลือกกระทำ กรรมของใครกรรมของมัน ถ้าโชคดีก็ไม่เกิดอุบัติเหตุจากการประมาทเลินเล่อ แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุเขาก็มีความผิดตามกฎหมายจราจร อีกทั้งเสียเวลา เสียเงิน เจ็บตัว รถเสียหาย ไม่ได้ทำงานขาดรายได้ ก็เรื่องของเขา เขาเลือกเอง
อยู่เฉย ๆ ก็โดนซะงั้น ลื่นไถลมาชน พุ่งข้ามเลนมาชน เมาแล้วขับ หลับใน ประมาทเลินเล่อ เล่นแต่โทรศัพท์ไม่ดูทางแล้วมาชน ขับรถของเราดีดี อยู่เฉย ๆ ก็โดนซะงั้น กูซวยกรรมของกูซะงั้น อยู่บนถนนหรือข้างทางอย่าได้ไว้วางใจใครไม่ได้สักคน คนขับรถทุกประเภท มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนขี้เหล้าเมายา เสพยา ดื่มน้ำกระท่อม อดหลับอดนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ อย่าไว้ไจใครยกเว้นตนเองเป็นที่พึ่งของตนเอง จงมีสัมปชัญญะ(ความระลึกได้และความรู้สึกตัวด้วยความรอบคอบ)รู้ตัวมีสมาธิ และวิจารณญาณ(ปัญญาที่สามารถรู้และให้เหตุผลที่ถูกต้องได้)อยู่ทุกนาทีจึงจะอยู่รอดปลอดภัย แต่บางครั้งก็คือเคราะห์กรรม ชะตากรรมของใครของมัน(เป็นหน้าที่ ทุกคนต้องรับผิดชอบในตนเองให้ได้ก่อน และก็ต้องระวังไม่ทำให้เดือดร้อนใครเสียหาย)
ความคุ้มค่าที่จะเสี่ยง กับการได้มาเพิ่มเร็วขึ้นแค่เวลาไม่กี่นาที อดทนอดกลั้น ทนทำใจยอมรับมัน เดี๋ยวก็ถึงเวลาและผ่านจากตรงนี้ไปได้เองแหละ แค่อดทนรอทำตามกฎ ทางข้างหน้า ติดไฟแดง รถติด ก็ต้องอดทนรอ มันคือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ตัวเราต้องอดทนควบคุมตัวเองให้อดทนรอคอยทำใจยอมรับว่าเป็นอุปสรรคที่เราต้องใช้เวลารอคอยอย่างอดทนในการแก้ปัญหานี้เท่านั้น(ใจเย็น ๆ อากาศมันร้อนอย่าได้ร้อนใจตาม)
การป้องกันความผิดพลาด ระมัดระวังตนอยู่ตลอดเวลาในความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คนทุกคนมีระบบการป้องกันตนเองอยู่ด้วยกันทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาใช้งานอย่างเต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพมากพอ เพราะความประมาทเลินเล่อ มักง่าย เห็นแก่ตัว สมาธิสั้น ไม่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ณ เวลานั้น เท่าที่ควร ความมักง่าย ไม่ใส่ใจ จึงก่อเกิดความผิดพลาด เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ควรมีการเฝ้าระวัง คอยเตือนสติรู้ตัวตลอดเวลาในเรื่องความปลอดภัย เอาตัวรอดให้ได้ ทำจิตสำนึกรู้ตัวอยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบันตรงหน้าให้ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดคือหน้าที่ในการรับผิดชอบตนเอง และควรคิดล่วงหน้าในการป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการขับรถและป้องกันไม่ให้พลาดในการดำเนินชีวิตด้วยก็ยิ่งดี
การขับรถในชีวิตจริง ไม่ใช่ขับรถในเกมที่RESTARTใหม่ได้ ชีวิตจริงไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขเริ่มใหม่ได้ พลาดพลั้งประมาทแค่ครั้งเดียวเศษเสี้ยววินาทีเดียวเสี่ยงถึงตายได้ ถ้าไม่เฝ้าระมัดระวัง ไม่มีสติรู้ตัว ถึงเราไม่ประมาทแต่คนอื่นประมาททำเราเสียหายเจ็บตัวตายได้ทุกวินาที จงมีสติสัมปชัญญะ(ความสำนึกรู้สึกตัวมีสติอย่างรอบคอบ)ถนนมีความเสี่ยงสูงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ความอยู่รอดปลอดภัยจริงจังซีเรียส พลาดก็ตายได้
ประเภทคนที่จะทำให้เราเดือดร้อนเสียหาย(ไม่คิดถึงตนเอง และไม่รับผิดชอบต่อผู้อื่น)
คนเห็นแก่ตัวจัด เอาแต่ใจ เอาเปรียบทุกวิถีทาง คิดว่าตนเองถูกเสมอสวนกับความเป็นจริง
คนที่ไม่มีความรับผิดชอบในตนเองและผู้อื่น ควบคุมตนเองไม่ได้ ความเสียงสูงมาก
เมาแล้วขับ ขี้เมา(สติสัมปชัญญะน้อยกว่า10-30 %)
ขี้ยา ใบกระท่อม กัญชา(ผมเคยเจอสูบกัญชาขณะเขาขับรถ)ยากล่อมประสาททำให้ขาดสติ หงุดหงิดหัวร้อนง่าย(สติสัมปชัญญะน้อยกว่า40%)
หัวร้อนง่าย หุนหันพลันแล่น เจ้าคิดเจ้าแค้น เล็กน้อยไม่ยอมปล่อยผ่าน ไม่เคยให้อภัยใครต้องการเอาคืน ปาดหน้าหวังเอาคืน ชวนทะเลาะ หมายทำร้ายร่างกาย(พูดกับเขาด้วยคำสุภาพ ไม่ตำหนิ ดูถูกเหยียดหยาม ให้เหตุผลและผลกระทบที่ตามมา และถ้าเราผิดก็ขอโทษเขา ถ้าเขาหมายเข้ามาทำร้าย ก็ถอยให้ห่างแล้วบอกว่าคุยกันดีดีก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ใจเย็น ๆ ถ้าเขามาทำร้ายกระชั้นชิดกะทันหัน ก็ต้องป้องกันตัว ผลักเขาออกไป ถอยให้ห่าง หรือสู้กลับไปเพราะเขาเริ่มก่อน ยิ่งเขาทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้องคนในครอบครัวเราก็ยอมไม่ได้ สู้อย่างเดียว)
ประมาทเลินเล่อ คิดว่าเล็กน้อยแต่คาดไม่ถึงการณ์กลายเป็นเรื่องใหญ่ เกิดอุบัติเหตุ
หลับใน พักผ่อนไม่เพียงพอ(ไม่รับผิดชอบดูแลตนเองให้ดี)ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
มีโรคประจำตัวแต่ยังฝืนขับรถ เช่น โรคลมชัก โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมอง ความดันสูงเคยวูบ โรคจิตและระบบประสาท คนบกพร่องทางบุคลิกภาพ(ต่อต้านสังคมนักเลงเกะกะระราน เจ้าคิดเจ้าแค้น เอาแต่ใจเป็นใหญ่เหมือนเด็กไม่ยอมใคร หลงตัวเองทิฐิสูง อารมณ์ไม่มั่นคง)สังเกตยากหน่อยเพราะเราไม่เคยรู้จักเขาต้องใช้เวลาพอสมควร ให้ดูพฤติกรรมที่แกว่งควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ไม่ค่อยมีเหตุผลเป็นหลัก
ซ่าคึกคะนอง ทำเป็นเล่น ขับรถหวาดเสียวเลี้ยวแซงฉวัดเฉวียนโฉบไปมา ซ่าท้าทายชวนแข่ง เกินขอบเขตความปลอดภัย เสี่ยงทำให้ผู้อื่นเสียหายเดือดร้อน
พวกแหกกฎ แค่ขอโทษยังไม่พอ ต้องรับผิดชอบความผิด และรับโทษ ชดเชยค่าเสียหายจากอุบัติเหตุเพราะตั้งใจแหกกฎ ตัวเองทำผิดกฎแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อยเสียหาย ถ้าชนแล้วหนี ไม่ยอมรับผิดชอบ ถือว่าทำผิดกฎหมายจราจรและคดีอาญายอมความไม่ได้ ผิดร้ายแรงโทษหนัก
ดูเจตนาของเขาคู่กรณีเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเป็นอุบัติเหตุไม่ได้เจตนา เล็กน้อยให้ประกันมาเคลม แต่ถ้า กลั่นแกล้ง ก่อกวน ปาดหน้า หมายชน หาเรื่อง ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย หรือตั้งใจทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์สิน มีการบาดเจ็บ เสียชีวิต ก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย
เล็กน้อย ยอมได้ยอม ปล่อยผ่านไป ถนนเป็นที่สารธารณะ ทุกคนสามารถมีสิทธิใช้งานได้ มีคนใช้งานมากมากหลากหลายประเภทของคน ย่อมมีการเฉี่ยว ชนกันบ้าง ให้เป็นหน้าที่ของตัวแทนประกัน เป็นคนเคลียร์จะดีกว่า มาทะเลาะกัน ไม่เสียเวลาเสียทรัพยากรไม่คุ้มค่าที่จะมาด่าท่อต่อว่าทะเลาะกันเอง จะเกิดเหตุบานปลายมากขึ้น อาจเกิดคดีเพิ่มเป็นทำลายร่างกายหรือพยายามฆ่าโดยไม่เจตนาหนักขึ้นไปกว่าเก่า ถ้ารถเสียหายให้แจ้งประกันมาเคลม ให้ประกันมาเคลียร์โดยมีตำรวจเป็นสักขีพยานก็จะง่ายมากขึ้น ใครผิด ใครถูก ตำรวจก็สามารถยืนยันได้ ตัวแทนประกันก็แค่ออกใบเคลมประกันให้ฝ่ายถูก และฝ่ายผิด ทั้งสองฝ่าย แต่ฝายผิดจะต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย เพิ่มค่างวดค่าสินไหมในการประกันอุบัติเหตุรถมากขึ้นในปีถัดไป ถ้ามีการบาดเจ็บ เสียชีวิตก็ต้องมีการฟ้องศาลถือเป็นคดีอาญา ฟ้องร้องค่าเสียหายค่าชดเชยและอาจถึงขั้นโทษติดคุก
ปัจจุบันทำอะไรต้องมีหลักฐานที่สามารถยืนยันการกระทำ ไม่ว่าถูก หรือผิด ต่างยึดถือหลักฐานภาพถ่ายวิดีโอ กล้องทั้งหน้า-หลังรถ และกล้องวงจรปิดตามถนน หรือกล้องวงจรปิดที่หน้าบ้านที่อยู่ติดถนน นำมาเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ความจริงว่า ใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิดกันแน่ ก็ควรที่จะมีกล้องถ่ายวิดีโอ มีติดรถ หรือติดตัวไว้ เผื่อใช้เป็นหลักฐาน ป้องกันไว้ดีกว่ามาแก้ในภายหลัง
**คิดล่วงหน้า3 SHOT 3 STEPการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล คาดการณ์ล่วงหน้า ทั้งด้านบวก และด้านลบ หากมีเหตุสุดวิสัย ฉุกเฉิน จะเกิดขึ้นได้กับตัวเราและคนในครอบครอบที่นั่งรถมากับเราด้วย ต้องปลอดภัยเป็นหลักสำคัญที่สุด**
คิดล่วงหน้า3 step 3 shot คาดคะเน มองเหตุการณ์ล่วงหน้า
- 3 shot 3ทางเลือกในทุก ๆ สถานการณ์ คิดอย่าง Programmer ในการเขียนเว็บไซต์ เขียนเกม ปุ่มกดในแต่ละอัน เป็น Choice ให้เราเลือก ใช่ กับ ไม่ใช่ ถ้าเลือกใช่ ให้คิดแตกแขนงไปอีกสามทาง ถ้าเลือกไม่ ให้แตกแขนงไปอีกสามทาง หมั่นทำจะเกิดผล มองการณ์ได้ไกล คาดคะเนเหตุการณ์ได้แม่นยำ ปรับตัวยืดหยุ่นประยุกต์ปรับเปลี่ยนแผนรับมือได้ทันทุกกรณี มีการคิดล่วงหน้าเตรียมแผนรับมือถึง 3 Shot ไว้ก่อนแล้ว โดยเฉพาะการดูแผนที่ ล่วงหน้าบวกกับสถานที่จริงมาสรุปเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้า และการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า
- และวิธีการคิดสิ่งที่จะทำ มองล่วงหน้า 3 step คือ คิดถึงสิ่งที่จะทำจัดลำดับก่อนหลังล่วงหน้า 3 step ยกตัวอย่างเช่น เย็นนี้เราต้องไปงานศพ อันดับแรกหาชุดดำ เพื่อแต่งกายให้เหมาะกับงาน สองคำนวณระยะทางและเวลาในการที่เราจะไปถึงที่วัด สามขับรถไปเส้นทางใดให้เราไปได้ทันเวลาและเดินทางได้ปลอดภัย เป็นต้น คือให้คิดถึงสิ่งที่ต้องทำล่วงหน้า 3 step 3 shot ถ้าหมั่นฝึกฝนทำ จะทำให้เราจัดการกับสิ่งต่าง ๆ และแก้ปัญหาได้เป็นระบบมากขึ้น แม่นยำมากขึ้น และมองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ที่กว้างมากขึ้น รวมถึงแนวความลึกซึ้งและเข้าใจในทางเลือก ทำให้มองคาดคะเนแนวโน้ม ทิศทางเห็นทางออกได้ชัดเจนมากขึ้น
คิดล่วงหน้า วางแผนการเดินทางล่วงหน้า จะไปที่หมายไหน กี่จุดหมาย และจะไปอย่างไร ดูแผนที่ให้ขาดคิดก่อน2-3 SHOT 2-3 STEPเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้าก่อนที่จะเลี้ยวอย่างน้อย3-5เมตร ก่อนจะเลี้ยวเข้าซอย หรือ เปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้าก่อนเลี้ยวในถนนหลวง ถนนหลัก3เลนขึ้นไป เพราะรถส่วนใหญ่ใช้ความเร็วมาก อย่างน้อยต้องเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้า5-10เมตร คิดเผื่อรถคันข้างหลังให้ชะลอ หรือเบรกได้ทัน หลบได้ทันการณ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา เราจึงต้องคิดเผื่อในฝั่งของรถที่ตามหลังมาด้วย ห่วงตนเองรักตนเองก็ต้องคิดเผื่อคนอื่นด้วยจึงจะปลอดภัยที่สุด
**การตรวจสอบดูแลรถของตนเองให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน น้ำมันไม่รั่ว เบรกใช้งานได้หยุดได้ทันใจ เปลี่ยนซ่อมบำรุงอะไหล่รถตามระยะเวลาอายุการใช้งานสึกหรอ อยู่เป็นประจำ เพราะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าของรถ ที่ต้องบำรุงรักษารถให้ดีพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัย ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น**
**ยิ่งมีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ประสบการณ์ขับรถมากขึ้น ได้พบเจอสถานการณ์ที่แตกต่างมากมาย พบเจอคนมากมายหลายหลากรูปแบบ ซึ่งมีนิสัยในการขับรถแตกต่างกัน ก็ยิ่งมีทักษะในการประเมินคน คาดการณ์เจตนา แนวโน้มทิศทางอุปนิสัย บุคลิกลักษณะ พฤติกรรมในการขับรถของเขาได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และ อ่านเจตนาจุดประสงค์ของคนได้เร็วมากขึ้นไปตามประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต ยิ่งแก่ยิ่งเฉียบคม ว่องไว แม่นยำ คาดการณ์ได้ว่าจะมาไม้ไหนมองการณ์ไกลได้แม่นยำ รับมืออย่างไร แก้ไขปัญหาอย่างไร ถึงเอาตัวรอดปลอดภัยอย่างเหมาะสม**
วิจารณญาณ คือ ปัญญาความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองเหตุผลอย่างรอบคอบและถูกต้อง เพื่อแยกแยะตัดสินเรื่องต่าง ๆ ว่าดี-ชั่ว ถูก-ผิด ควรหรือไม่ควร โดยไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่ใช้เหตุผล หลักฐาน และข้อมูลที่เชื่อถือได้ ไร้อคติ(เข้าข้างตนเองเป็นใหญ่)มาประกอบการตัดสินใจ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน และการเดินทางขับรถอยู่รอดปลอดภัยเดินทางโดยสวัสดิภาพ ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย
กระผมขอจบบทความ วิจารณญาณในการขับรถ ณ ตรงนี้นะครับ ขอให้ท่านผู้อ่านจงมีความสุข เดินทางปลอดภัย มีสติรู้ตัว สมาธิ จิตสำนึก วิจารณญาณที่ดีในการขับรถ ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพกันถ้วนหน้า มีความสุขกับครอบครัวอย่างปลอดภัยในทุกวันนะครับ
วันที่เขียน27/5/2569
จาก ผู้เขียน โชคดีมีชัย