จงสร้างวัฒนธรรมการอ่าน ด้วยเวลา ด้วยแบบอย่าง ด้วยการพูดคุย และด้วยความสนุก สร้าง “สังคมแห่งการอ่าน” ในห้องเรียนตั้งแต่วันนี้ เพื่อส่งผลดีในปี ๒๕๖๙ และตลอดไป

ปีที่ต้องเริ่ม..ส่งเสริมการอ่าน..อย่างจริงจัง

          ผมยังอยู่ในวงการศึกษา ลูกหลานเป็นทั้งครูและผู้บริหาร ผมจึงแบ่งปันศาสตร์การสอนในพื้นทึ่สาธารณะแบบนี้อยู่เสมอ เพราะอาจส่งผลดีในวงกว้าง และผมก็ได้รับค่าตอบแทน เป็นความสุขกายสบายใจ

          หลายคนถาม เป็นผู้บริหารแล้วรู้ได้อย่างไร หรือใช้แค่ประสบการณ์ไม่กี่ครั้ง หรือนั่งเทียนเอา

          ผมจบป.ตรีวิชาเอกภาษาไทย ป.โทเอกการประถมศึกษา ศึกษาค้นคว้าการอ่านและการเขียนมาโดยตรง วิชาบริหารผมมีแค่หลักฐานป.บัณฑิต และครูพักลักจำบ้างเท่านั้น

          ช่วงที่เป็นผอ.ร.ร. ก็แทบจะไม่ได้บริหารใคร เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการสอน จึงรู้ปัญหาที่แท้จริง 

          ปีนี้ แสงรำไรที่ปลายฟ้า วิกฤตนานาจางหาย เป็นโอกาสท้าทายที่จะให้ครูปรับปรุงงานเดิม ส่งเสริมงานเก่าให้ดียิ่งขึ้น หมายถึงจริงจัง ตั้งใจ และกระตือรือร้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกิจกรรมการอ่าน ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก

          เพราะปัญหาจากภายนอก เราจะเห็นต้นสังกัดค่อยๆกำจัดปัญหา ส่วนอัตราครูกำลังได้รับการดูแล ครูธุรการจะต้องมีครบทุกโรง แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของครูการเงิน-พัสดุ เริ่มจะมองเห็นบ้างแล้ว

          โรงเรียนจึงไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมที่สุด รีบเร่งจุดประกาย “การอ่าน”ของนักเรียนให้เจิดจ้า ไม่ต้องรอเงินผ้าป่าแล้วค่อยลงมือ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ มีอยู่รอบตัว คงเหลือแต่ใจครู...สู้หรือเปล่า        

          ครู หมายถึงครูประจำชั้นเป็นอันดับแรก รองลงมาคือครูประจำวิชา ที่มีความสำคัญพอๆกัน

          ที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน ห่ำหั่นและสู้รบปรบมือ ทำสงครามกับความไม่รู้ที่เรื้อรังของนักเรียน

          ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ที่ผ่านมาครูให้นักเรียน “บันทึกการอ่าน” จงเลิกซะ เพราะงานวิจัยบ่งชี้ “เมื่อการอ่านถูกเปลี่ยนเป็น “งาน”ความสุขในการอ่านของนักเรียนจะค่อย ๆ หายไป”

          บันทึกการอ่านยังสร้าง “ภาพลวงตา” ให้ระบบการศึกษา ครูภูมิใจกับจำนวนเล่มที่นักเรียนอ่านในโครงการรักการอ่าน  แต่นักเรียนไทยจำนวนมาก ยังอ่านไม่คล่อง อ่านไม่เข้าใจ และไม่ชอบอ่าน 

          การอ่าน..จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือควบคุม วัดปริมาณ ภาระงาน หรือเอกสารส่งครู แต่ควรเป็นพื้นที่สนทนาเกี่ยวกับหนังสือ ถึงเวลาเลิกบังคับ แล้วมาสร้างวัฒนธรรมการอ่าน ด้วยวิธีปฏิบัติดังนี้

           ครูให้เวลานักเรียน วางทุกงานอ่านทุกคน “อ่านในใจ” เงียบ ๆ ในชั้นเรียนทุกวัน วันละ ๑๕ - ๓๐ นาที ทุกคนอ่านและอ่าน (รวมครูด้วย) ไม่ต้องรายงาน ไม่ต้องเขียน

           บางวันครูอ่านให้นักเรียนฟัง ทำสุ้มเสียงเร้าความสนใจ ครูต้องหาหนังสือให้นักเรียนอ่าน  และให้เลือกหนังสือเองได้เต็มที่ ตลอดจนเป็นแบบอย่าง (Teacher as Reader) ให้เด็กเห็นว่าครูก็อ่านหนังสือ 

           จัด Book Talk พูดคุยเรื่องจากหนังสือ สัปดาห์ละ ๑ - ๒ ครั้ง เปิดโอกาสให้เด็กที่อยากเล่าเรื่องสั้น ๆ ๑ – ๒ (ไม่บังคับ)  ตอบสนองความสนใจของนักเรียน เช่น วาดภาพตอนที่ชอบ เขียนจดหมายถึงตัวละครอันเป็นที่รัก

           ครูติดตามผลแบบไม่เป็นทางการ โดยสังเกตพฤติกรรมจริง:  นักเรียนเลือกหนังสือเองไหม? ชอบแนวไหน? อ่านตอนไหน? คุยเรื่องหนังสือกับเพื่อนไหม?

           สิ่งที่เด็กต้องการ คือ ครูที่อ่านกับเขา ครูที่พาเขาอ่าน  ห้องเรียนที่ไม่ตัดสินเมื่ออ่านผิด  แต่ช่วยเหลือส่งเสริม  หาหนังสือที่เหมาะกับระดับความสามารถให้เขาอ่าน  และสร้างประสบการณ์ให้มั่นใจว่าเขาก็อ่านได้

            เพราะสุดท้ายแล้ว เด็ก ๆ ไม่ได้กลายเป็นนักอ่าน เพราะเขียนบันทึกครบทุกหน้า แต่เด็ก ๆ กลายเป็นนักอ่านได้ เพราะรู้สึกว่า หนังสือเป็นพื้นที่ปลอดภัย สนุก อบอุ่นและมีคนร่วมเดินไปด้วยกัน

            ตั้งแต่ป.๑ ไปจนถึง ป.๖ แต่เด็กอนุบาล - ป.๑ (เทอมแรก) ต้องเริ่มจากการฟังนิทาน ครูอ่านให้ฟัง การหัวเราะกับเรื่องเล่า การชี้รูปภาพแล้วคุยกัน การถามตอบ และการมีครูร่วมอยู่ในโลกของหนังสือ

            ครูไม่ต้องรอให้เด็กอ่านคล่อง ต้องส่งเสริมตั้งแต่เด็กอ่านได้ ใช้ทั้งหนังสือเรียนและหนังสือสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย ทำไปพร้อมๆกับการสอนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์  และการสะกดตัวผสมคำ

             สรุปสุดท้าย...จงสร้างวัฒนธรรมการอ่าน ด้วยเวลา ด้วยแบบอย่าง ด้วยการพูดคุย และด้วยความสนุก สร้าง “สังคมแห่งการอ่าน” ในห้องเรียนตั้งแต่วันนี้ เพื่อส่งผลดีในปี ๒๕๖๙ และตลอดไป 

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

ข้าราชการบำนาญ

อ.ก.ค.ศ.สพป.กจ.๔

๑  มิถุนายน  ๒๕๖๙