ในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักเสด็จอุบัติ เธอบวชในศาสนาของพระองค์แล้ว จักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายธรรมกถึก

ปุณณเถรคาถา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๔. ปุณณเถรคาถา

ภาษิตของพระปุณณเถระ

        ทราบว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

        [๔] บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลาย

              ผู้มีปัญญาชี้แนะแต่ประโยชน์ถ่ายเดียว

              เพราะสัตบุรุษ (คนดี) ทั้งหลายเป็นปราชญ์ ไม่ประมาท

              เห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ได้บรรลุประโยชน์อันใหญ่หลวง

              ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก ละเอียดและสุขุม

-------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถาปุณณมันตานีปุตตเถรคาถา

                  เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
         ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล กรุงหงสาวดี ก่อนกว่าการเสด็จอุบัติของพระทศพลพระนามว่าปทุมุตตระ ทีเดียว ถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ไปสู่วิหารพร้อมกับมหาชนโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง ในเวลาแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นั่งท้ายบริษัท ฟังธรรมอยู่ เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึกทั้งหลาย คิดว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็ควรเป็นอย่างภิกษุรูปนี้ ในเวลาจบเทศนา เมื่อบริษัทเลิกประชุมกันแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลอาราธนาแล้วกระทำมหาสักการะโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยก่อสร้างอธิการนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น แต่ในอนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์ พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนอย่างภิกษุรูปนั้นที่พระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมกถึก ในสุดท้ายของวันที่ ๗ ดังนี้แล้วตั้งความปรารถนาไว้.
         พระบรมศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาล ทรงเห็นความสำเร็จแห่งความปรารถนาของเขา จึงทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัป ในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักเสด็จอุบัติ เธอบวชในศาสนาของพระองค์แล้ว จักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายธรรมกถึก ดังนี้.
         เขาทำคุณงามความดีอยู่ในมนุษยโลกจนตลอดชีวิต จุติจากมนุษยโลกแล้วสั่งสมบุญและญาณสมภารอีกแสนกัป ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นถึงศาสนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย บังเกิดเป็นหลานชายของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ในตระกูลพราหมณมหาศาลในหมู่บ้านพราหมณ์นามว่าโทณวัตถุ ไม่ไกลจากพระนครกบิลพัสดุ์. ในวันตั้งชื่อของเขา คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่า ปุณณะ.
         เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์โดยลำดับ ทรงเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นประทับอยู่ ปุณณมาณพบวชในสำนักของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ได้อุปสมบทแล้ว กระทำบุพกิจหมดทุกอย่างแล้ว ขวนขวายความเพียร ยังกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดแล้วเทียว คิดว่าเราจักไปสู่สำนักของพระทศพล แล้วได้ไปยังสำนักของพระศาสดา พร้อมกับพระเถระผู้เป็นลุง หยุดพักในที่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว กระทำกรรมในโยนิโสมนสิการ ขวนขวายวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานเลย.
         สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
         เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท อันศิษย์ห้อมล้อมแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษ. พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว ทรงประกาศกรรมของเราโดยย่อ เราได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดา ประคองอัญชลี มุ่งหน้าเฉพาะทิศทักษิณกลับไป ครั้นได้ฟังธรรมโดยย่อแล้วแสดงได้โดยพิสดาร ศิษย์ทั้งปวงพอใจฟังคำของเราผู้กล่าวอยู่ บรรเทาทิฏฐิของตนแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนเรา แม้ฟังโดยย่อก็แสดงได้โดยพิสดารฉะนั้น เราเป็นผู้ฉลาดในนัยแห่งพระอภิธรรม เป็นผู้ฉลาดในความหมดจดแห่งกถาวัตถุ ยังปวงชนให้รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
         ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้ปรากฏด้วยดี ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔.
         คุณพิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
         ก็กุลบุตรผู้บวชในสำนักของพระปุณณเถระนั้นได้มีประมาณ ๕๐๐ รูป. พระเถระสั่งสอนภิกษุแม้ทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ เพราะตัวท่านเองเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐. ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของท่านแล้ว บรรลุพระอรหัต. ภิกษุเหล่านั้นรู้ว่ากิจแห่งบรรพชิตของตนถึงที่สุดแล้ว จึงพากันไปหาพระอุปัชฌาย์ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กิจของกระผมทั้งหลายถึงที่สุดแล้ว ทั้งยังได้กถาวัตถุ ๑๐ อีกด้วย บัดนี้เป็นโอกาสที่พวกกระผมจะเข้าเฝ้าพระทศพล.
         พระเถระฟังคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วคิดว่า พระศาสดาทรงทราบข้อที่เราเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ เราเมื่อแสดงธรรมก็แสดงไม่ละทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ เลย เมื่อเราไป ภิกษุเหล่านี้แม้ทั้งหมดจักห้อมล้อมเราไป การเข้าไปเฝ้าพระทศพล โดยระคนด้วยหมู่คณะอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าก่อนเถิด ดังนี้ กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงล่วงหน้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า และจงถวายบังคมพระบาทของพระองค์ ตามคำของเราด้วย แม้เราก็จักติดตามไปตามทางที่ท่านทั้งหลายไปแล้ว.
         พระเถระเหล่านั้นแม้ทุกๆ รูปล้วนเคยอยู่ในแคว้นอันเป็นชาติภูมิของพระทศพล ทุกๆ รูปล้วนมีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐ รับโอวาทของพระอุปัชฌาย์ของตนๆ แล้ว ไหว้พระเถระ เที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงทางประมาณ ๖๐ โยชน์ ตรงไปยังเชวตวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ ถวายบังคมพระบาทของพระทศพลแล้ว นั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
         ก็การต้อนรับปราศรัยกับภิกษุผู้อาคันตุกะทั้งหลาย เป็นธรรมเนียมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายสั่งสมแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพออดทนได้หรือ ดังนี้แล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เธอทั้งหลายมาจากไหน? ครั้นเมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบถึงชาติภูมิแล้ว จึงรับสั่งถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้เป็นเพื่อนพรหมจารีผู้มีชาติภูมิอยู่ในถิ่นกำเนิดทั้งหลาย ใครหนอแลที่ถูกยกย่องว่า มีความปรารถนาน้อยด้วยตน และบอกสอนความปรารถนาน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย.
         แม้ภิกษุก็พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระปุณณมันตานีบุตรนามว่าปุณณะ พระเจ้าข้า.
         ท่านพระสารีบุตรฟังคำนั้นแล้วได้มีความประสงค์จะพบพระเถระ (ปุณณะ).
         ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จจากกรุงราชคฤห์ไปยังพระนครสาวัตถีแล้ว. แม้พระปุณณเถระทราบว่า พระศาสดาเสด็จมาในที่นั้น แล้วไปด้วยคิดว่า เราจักเฝ้าพระศาสดา เข้าเฝ้าพระตถาคตเจ้า ภายในพระคันธกุฎีทีเดียว.
         พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ. พระเถระฟังธรรมแล้วถวายบังคมพระทศพล ไปสู่ป่าอันธวัน เพื่อหลีกเร้น แล้วนั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่ง.
         แม้พระสารีบุตรเถระทราบการมาของพระปุณณเถระ ไปจากสถานที่ซึ่งเคยมองดูอยู่เป็นประจำ สบโอกาสแล้วจึงเข้าไปหาพระปุณณเถระผู้นั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้ สังสนทนากับพระเถระแล้ว จึงสอบถามถึงวิสุทธิกถา ๗ กะท่าน.
         แม้พระเถระก็พยากรณ์ปัญหาที่พระสารีบุตรนั้นถามแล้วๆ ยังจิตของพระสารีบุตรให้ยินดีด้วยข้ออุปมาด้วยสถานที่ซึ่งจะนำไปถึงได้ด้วยรถ. ท่านทั้งสองนั้นต่างฝ่ายต่างชื่นชมภาษิตของกันและกัน.
         ครั้นในเวลาต่อมา พระศาสดาประทับ ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึกทั้งหลาย ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปุณณะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้กล่าวธรรม ดังนี้.
         ในวันหนึ่ง ท่านพิจารณาถึงวิมุตติสมบัติของตนเกิดปีติและโสมนัสว่า เราและสัตว์เหล่าอื่นเป็นอันมากอาศัยพระบรมศาสดา หลุดพ้นจากสังสารทุกข์แล้ว การคบหาท่านผู้เป็นสัตบุรุษมีอุปการะมากหนอดังนี้ กล่าวคาถาที่ระบายกำลังของปีติออกไป ด้วยสามารถแห่งอุทานว่า
          บุคคลควรสมาคมกับสัตบุรุษ ผู้เป็นบัณฑิตชี้แจงประโยชน์เท่านั้น เพราะธีรชนทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ประมาท เห็นประจักษ์ด้วยปัญญา ย่อมได้บรรลุถึงประโยชน์อย่างใหญ่ ประโยชน์อย่างลึกซึ้ง เห็นได้ยาก ละเอียด สุขุม ดังนี้.
         คาถานี้ของพระเถระก็จัดเป็นคาถาพยากรณ์อรหัตผลโดยการแสดงถึงปฏิเวธธรรม ฉะนี้แล.