บทความทางวิชาการเรื่อง พฤติกรรมเชิงทำนาย: การบริหารจัดการข้าราชการประจำโดยนักการเมืองไทยสมัยใหม่เพื่อเร่งรัดผลสัมฤทธิ์ของนโยบายและผลการดำเนินงานระยะสั้นในศตวรรษที่ 21 ** Predictive Behavior: Management Administration of Career Civil Servants by Thai Modern Politicians for Accelerating Policy Outcomes and Short-Term Performance in the 21st Century** ……………………………………………………………………………………………………………………………………

บทคัดย่อ

ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองที่ทวีความเข้มข้นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมุ่งเน้นการแสดงผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม นักการเมืองไทยสมัยใหม่ได้พัฒนาแนวทางเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “พฤติกรรมเชิงทำนาย” (Predictive Behavior) เพื่อใช้ในการบริหารจัดการระบบข้าราชการประจำ แนวทางดังกล่าวเป็นรูปแบบการกำกับดูแลเชิงรุกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคาดการณ์ล่วงหน้า (Ex-Ante Anticipation) ต่อปฏิกิริยา อุปสรรค และข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นจากระบบราชการ อันนำไปสู่การออกแบบมาตรการแทรกแซงเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเร่งรัดกระบวนการดำเนินนโยบายสาธารณะให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็ว กลไกสำคัญประกอบด้วย (1) การจัดตั้งโครงสร้างองค์กรคู่ขนาน เช่น คณะกรรมการเฉพาะกิจ ศูนย์บัญชาการ หรือหน่วยงานพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าและความเฉื่อยของระบบราชการตามปกติ และ (2) การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์แบบเลือกสรร โดยใช้แรงจูงใจเฉพาะบุคคลเพื่อสร้างความร่วมมือจากข้าราชการระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบาย

แม้ว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวจะสามารถลดความไม่แน่นอนและเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ก่อให้เกิดต้นทุนทางสถาบันหลายประการ ได้แก่ การบั่นทอนระบบคุณธรรม (Merit System) การลดทอนความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการประจำ ตลอดจนการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐให้มุ่งตอบสนองต่อโครงการที่มีความเร่งด่วนทางการเมืองมากกว่าการให้บริการสาธารณะตามภารกิจประจำและการพัฒนาในระยะยาว ดังนั้น อนาคตของการบริหารภาครัฐไทยจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างดุลยภาพที่ยั่งยืนระหว่างความต้องการผลสัมฤทธิ์ระยะสั้นทางการเมืองกับการธำรงรักษาคุณค่าหลักของระบบราชการสมัยใหม่ อันจำเป็นต้องอาศัยกรอบการกำกับดูแลภาครัฐรูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ และภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม เพื่อให้สามารถบรรลุทั้งผลลัพธ์เชิงนโยบายในระยะสั้นและความเข้มแข็งของสถาบันภาครัฐในระยะยาวได้อย่างสมดุล