ก็พระเถระนี้ในเวลาที่เป็นปุถุชน ปรากฏนามว่า "กังขาเรวตะ" เพราะความเป็นผู้มากไปด้วยความสงสัย. ภายหลังแม้ในเวลาที่เป็นพระขีณาสพ คนทั้งหลายก็เรียกท่านอย่างนั้นเหมือนกัน.

กังขาเรวตเถรคาถา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๓. กังขาเรวตเถรคาถา

ภาษิตของพระกังขาเรวตเถระ

        ทราบว่า ท่านพระกังขาเรวตเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

        [๓] เชิญท่านดูพระปัญญาของพระตถาคตทั้งหลาย

              ผู้ประทานแสงสว่างและประทานดวงตา (ปัญญา)

              ย่อมชื่อว่าทรงกำจัดความสงสัย

              ของเหล่าเวไนยสัตว์ ผู้พากันมาเฝ้าเสียได้

              เหมือนแสงไฟที่เจิดจ้าในเวลาค่ำคืน

-----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถากังขาเรวตเถรคาถา

เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
         ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ แม้พระเถระนี้ก็เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงหงสาวดี.
         วันหนึ่งในเวลาแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เขาไปวิหารพร้อมกับมหาชนโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ยินดีในฌาน คิดว่า ในอนาคตแม้เราก็ควรเป็นเช่นกับภิกษุรูปนี้ดังนี้
         ในเวลาจบเทศนา นิมนต์พระศาสดา กระทำมหาสักการะโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยการกระทำอธิการนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น ก็นับแต่นี้ไปในวันสุดท้ายของวันที่ ๗ พระองค์ตั้งภิกษุรูปนั้นไว้ในตำแหน่งของภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เพ่งฌานฉันใด ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เพ่งฌาน ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ดังนี้แล้วตั้งความปรารถนาไว้.
         พระบรมศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาลแล้ว ทรงเห็นความสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตมะ จักเสด็จอุบัติในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคตกาลดังนี้ แล้วเสด็จหลีกไป.
         เขากระทำแต่กรรมดีจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดเวลาแสนกัป บังเกิดในตระกูลที่มีสมบัติมาก ณ กรุงสาวัตถี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ไปสู่วิหารพร้อมด้วยมหาชนผู้เดินไปเพื่อฟังธรรม ภายหลังภัตร ยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมกถาของพระทศพลแล้ว ได้เฉพาะซึ่งศรัทธา บวชแล้วได้อุปสมบทแล้ว ให้อาจารย์บอกกัมมัฏฐาน กระทำบริกรรมฌาน เป็นผู้ได้ฌาน กระทำฌานให้เป็นบาทแล้วบรรลุพระอรหัต.
         โดยมากท่านจะเข้าสมาบัติที่พระทศพลทรงเข้า ได้เป็นผู้มีชำนาญที่สั่งสมแล้วในฌานทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน.
         ครั้งนั้น พระศาสดาทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุผู้เพ่งฌานทั้งหลาย โดยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระกังขาเรวตะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เพ่งฌาน ดังนี้.
         สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
         ในกัปที่แสนนับแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นนายก มีพระหนุเหมือนราชสีห์ มีพระสุรเสียงเหมือนพรหม มีสำเนียงคล้ายหงส์และกลองใหญ่ เสด็จดำเนินเยื้องกรายดุจช้าง มีพระรัศมีประหนึ่งรัศมีของจันทเทพบุตรเป็นต้น มีพระปรีชามาก มีความเพียรมาก มีความเพ่งพินิจมาก มีพละมาก ประกอบด้วยพระมหากรุณา เป็นที่พึ่งของสัตว์ กำจัดความมืดใหญ่ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
         คราวหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าไตรโลก เป็นมุนี ทรงรู้วารจิตของสัตว์ พระองค์นั้นทรงแนะนำเวไนยสัตว์เป็นอันมาก ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ พระพิชิตมารตรัสสรรเสริญภิกษุผู้เพ่งพินิจ ยินดีแล้วในฌาน มีความเพียรสงบระงับ ไม่ขุ่นมัวในท่ามกลางบริษัท ทรงทำให้ประชาชนยินดี.
         ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์เรียนจบไตรเพท อยู่ในพระนครหงสาวดี ได้สดับพระธรรมเทศนาก็ชอบใจจึงปรารถนาฐานันดรนั้น ทีนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นสังฆปริณายกยอดเยี่ยมได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางสงฆ์ว่า จงดีใจเถิดพราหมณ์ ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถปรารถนา ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคตมะ ผู้สมภพในวงศ์ของพระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นพระโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่า "เรวตะ"
         เพราะกรรมที่ทำไว้ดี และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
         ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดในตระกูลกษัตริย์อันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมายในโกลิยนคร ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสในพระสุคตเจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
         ความสงสัยของเราในสิ่งที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะนั้นๆ มีมากมาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัยทั้งปวงนั้น ต่อแต่นั้น เราก็ข้ามพ้นสงสารได้ เป็นผู้ยินดีความสุขในฌานอยู่
         ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัสพุทธภาษิตนั่นว่า
          ความสงสัยในโลกนี้หรือโลกอื่น ในความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปกติเพ่งพินิจ มีความเพียรเผากิเลสประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละได้ทั้งสิ้น.
         กรรมที่ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เราในอัตภาพนี้ เราพ้นกิเลสแล้วเหมือนลูกศรที่พ้นจากแล่ง ได้เผากิเลสของเราเสียแล้ว
         ลำดับนั้น พระมุนีผู้มีปรีชาใหญ่ เสด็จถึงที่สุดของโลก ทรงเห็นว่าเรายินดีในฌาน จึงทรงแต่งตั้งว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ได้ฌาน
         เราเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกพัน ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว คุณพิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
         ก็พระมหาเถระนี้ผู้กระทำกิจเสร็จแล้วอย่างนั้น พิจารณาดูข้อที่ตนมีความคิดสงสัยอยู่เป็นปกติ และข้อที่ตนปราศจากความสงสัยได้โดยประการทั้งปวง ในบัดนี้ บังเกิดความพอใจเป็นอันมากว่า อานุภาพของพระศาสดาของเราน่าชื่นใจนัก ด้วยอานุภาพของพระองค์นั้นทำให้เราปราศจากความสงสัย มีจิตสงบระงับแล้วในภายในอย่างนี้ ดังนี้
         เมื่อจะสรรเสริญปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถานี้ว่า
         ท่านจงดูปัญญานี้ของพระตถาคตเจ้าทั้งหลายดังไฟอันรุ่งเรือง ในเวลาพลบค่ำ พระตถาคตเหล่าใดย่อมกำจัดความสงสัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลายผู้มาเฝ้าถึงสำนักของพระองค์ พระตถาคตเหล่านั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ให้แสงสว่าง เป็นผู้ให้ดวงตา ดังนี้.

 แม้คาถานี้ก็จัดเป็นคาถาพยากรณ์อรหัตผลของพระเถระ โดยประกาศถึงการก้าวล่วงความสงสัยของตน.
         ก็พระเถระนี้ในเวลาที่เป็นปุถุชน เป็นผู้มีความรังเกียจแม้ในของที่เป็นกัปปิยะ จึงปรากฏนามว่า "กังขาเรวตะ" เพราะความเป็นผู้มากไปด้วยความสงสัย. ภายหลังแม้ในเวลาที่เป็นพระขีณาสพ คนทั้งหลายก็เรียกท่านอย่างนั้นเหมือนกัน.