วิถีแห่งข้า (ตอนที่ 18)
วจีของประธานผู้คัดเลือกคนกล้ายังคงดังก้องโสตประสาท
“หากราชสำนักแต่งตั้งให้ท่านเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งกองกำลัง ท่านจะแบกรับไหวหรือไม่”
บัดนี้ ส่วนกลางเชื่อมั่นในวาจา “ย่อมได้” ของข้าพเจ้าแล้ว จึงสะบัดพู่กันตราตั้ง ส่งตัวข้าพเจ้ามารับตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งแห่งสำนักศึกษาธิการค่ายชุมพร ข้าพเจ้าจำเป็นต้องปักหลักให้มั่นคง ดำรงตนมิให้เสียทีที่เสี่ยงชีวิตฝ่าฟันมา
ชุมพร…ก็มิได้ต่างจากระนองเท่าใดนัก ดินแดนแถบนี้คือลานประลองที่มักใช้แจ้งเกิดให้แก่ขุนพลป้ายแดง สันดานมนุษย์ย่อมแปรเปลี่ยน ต่างกันเพียงแค่ขุนพลที่นี่อาจรั้งตำแหน่งนานกว่าชั่วหม้อข้าวเดือด ก่อนจะยื่นฎีกาขอย้ายสับเปลี่ยนตามใจปรารถนา
สำหรับข้าพเจ้า…ในใจตั้งปณิธานเด็ดเดี่ยว ข้าพเจ้าคือบุตรหลานชาวใต้ แต่ที่ผ่านมากลับมีโอกาสทดแทนคุณแผ่นดินเกิดน้อยยิ่งนัก เมื่อฟ้านำพาโอกาสมาถึง มือนี้จะทุ่มเทจนสุดกำลัง เวลาทุกชั่วยามจะมอบให้แก่หน้าที่ แม้ข้าพเจ้ามิอาจเป็นประทีปส่องทางให้ผู้ใดเดินตาม แต่อย่างน้อย…จะมิยอมให้ผู้ใดมาชี้หน้าด่าทอตามหลัง ข้าพเจ้าจะกอบกู้เกียรติยศและศักดิ์ศรีของเหล่าผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ให้ฟื้นคืนมาในยุคสมัยของข้าพเจ้าให้จงได้!
ศึกในบ้านและสหายร่วมรบ
จวนใหญ่ศูนย์ราชการชุมพร…ตระหง่านงามอยู่บนเนินเขาเสมือนป้อมปราการเหล็ก ตัวตึกสี่เหลี่ยมจัตุรัสโอบล้อมสนามหญ้า ค่าก่อสร้างปาไปถึงสี่ร้อยล้านตำลึงทอง ใหญ่โตจนข้าพเจ้าขนานนามมันว่า “ทำเนียบห้าเหลี่ยมแห่งชุมพร” ท่านเจ้าเมืองผู้ครองชีพที่นี่ ก็มิใช่คนแปลกหน้า สหายเก่าตั้งแต่นามข้าพเจ้าย่างกรายเป็นขุนนางอำเภอหัวหิน ยามนั้นท่านยังดำรงตำแหน่งปลัดเมือง
พรรคพวกในสำนัก…ย่อมมีธรรมดาของโลกีย์ คลื่นใต้น้ำแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถมึงทึงเข้าหากัน ข้าพเจ้าใช้เวลาจัดระเบียบไม่นาน ด้วยเคล็ดวิชาจำพวกรวดเร็วและเด็ดขาด!
ข้าพเจ้าทำตนเป็น ‘คันชั่งเหล็ก’ อันเที่ยงตรง ไม่เอนเอียงตามกระแสลม ถูกคือถูก ผิดจำแนกชัดแจ้ง ตรงไปตรงมา เลิกเกรงใจคนพาลและคนชั่วสิ้น…
เมื่อศึกในบ้านสงบระงับ ศึกนอกบ้านย่อมกลายเป็นเรื่องระเบียบรอย
เพียงชั่วเวลาสองสามเดือนผ่าน สำนักศึกษาธิการทั้งจังหวัดและอำเภอก็หลอมรวมเป็นหนึ่งดั่งปราการเหล็ก ภาพลักษณ์อันมัวหมองสลายไป สหายศึกอย่าง ส.ส. ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ยื่นมือเข้าหนุนช่วย เชิญข้าพเจ้าไปร่ำสุราชาคุยข่าวรุ่งอรุณทุกสัปดาห์ ส่วน ผอ. วิไล เกษสยม ยอดหญิงแห่งสามัญศึกษาจังหวัด ก็ทำตนเป็นพี่สาวผู้ผลักดันผู้นำอย่างข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ ด้วยห้องฝึกปรือฝีมืออยู่ติดกัน ลมปราณย่อมเกื้อหนุน พลอยทำให้เหล่าอาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมทั้งหลายตบเท้าเข้ามาร่วมวงไพบูลย์อย่างใกล้ชิด
ในส่วนของกองกำลังประถมศึกษา ข้าพเจ้ากุมตราตั้งเป็นกรรมการจัดระเบียบบุคคลโดยตำแหน่ง ยามที่เหล่าขุนพลอำเภอต้องประเมินเลื่อนขั้น ข้าพเจ้านั่งแท่นเป็นผู้ชี้ชะตา…และแน่นอน ข้าพเจ้าปล่อยผ่านให้ทุกคนได้เสวยสุข!
แผนปฏิรูปและลมมรสุม
ราชสำนักส่วนกลางคงเข้าใจผิดคิดว่าข้าพเจ้าเป็นอัจฉริยะผู้รอบรู้ จึงแต่งตั้งข้าพเจ้าให้เป็นกรรมการเตรียมปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงขนานใหญ่ ข้าพเจ้าต้องควบม้าเหล็กขึ้นล่อง กรุงเทพฯ-ชุมพร เป็นว่าเล่นทุกสัปดาห์
แต่ในความโชคร้ายยังมีโชค บังเอิญข้าพเจ้ามีสหายที่เคยร่วมหัวจมท้าย ท่องยุทธจักรเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา บัดนี้กระจายอยู่ทั้งพรรคกระยาจกฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลนับสิบชีวิต แม้แต่สภาอาวุโสบางส่วนก็คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยามตรากฎหมายแผ่นดิน บางท่านคือศิษย์พี่ใหญ่ในสมรภูมิปลดแอกครูประชาบาล กินข้าวหม้อเดียวกันมา ท่ามกลางกระแสปฏิรูปที่สั่นคลอนแผ่นดิน ข้าพเจ้าจึงยังพออุ่นใจในบุญเก่าที่เคยสร้างสมมา…ฟ้าคงมิใจร้ายเกินไปนัก
วันที่ 1 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2545 ชุมพรต้อนรับเจ้าเมืองคนใหม่…“เมฆินทร์ เมธาวิกูล” บุรุษผู้ไร้เงาฮูหยินข้างกาย วาจาพาทีสนุกสนานเป็นกันเองยิ่ง ยุคนี้สามเสือแห่งศธจ. พยายามทะลวงคอขวดเพื่อปรับระดับขั้นเป็นจอมยุทธ์ระดับ 9 ฝ่าฟันข้อกฎหมายจนถึงขั้นเข้าสู่ทำเนียบเสนาบดี แต่กลับถูกตีตก!
ข้าพเจ้ารับบัญชาเข้าชี้แจงต่อปราชญ์ผู้เฒ่า “มีชัย ฤชุพันธ์” ผู้เป็นตัวแทนตรวจสอบกฎหมาย ท่านกล่าวคำคมคายอย่างเฉียบขาดว่า…
“จบแล้ว…เมื่อเสนาบดีบอกให้ไปทบทวน ย่อมแปลความได้ว่า…พวกเจ้ามิได้สิ่งใด!”
นี่คือบทเรียนใหม่ในโลกขุนนางที่ข้าพเจ้าต้องจดจำ
คำค่อนแคะที่ว่า “ศึกษาธิการจังหวัด เป็นเพียงยักษ์ที่ไร้กระบอง ขาดพาหนะและไพร่พล” ย่อมใช้ไม่ได้กับข้าพเจ้า ขุนพลอำเภอทั้งแปดคือสายสืบชั้นยอดในการเฟ้นหาคนดี และเมื่อท่านขวัญแก้ว วัชโรทัย นำขบวนสำนักราชประชานุเคราะห์เหยียบแดนชุมพร ครั้งใดมักจะชวนเจ้าเมืองและข้าพเจ้าร่วมโต๊ะร่ำน้ำชา เล่าความหลังครั้งเก่าก่อนให้ฟังเสมอ จน ผอ. สนาน ธรรมวุฒิ ถึงกับเอ่ยปากเย้าข้าพเจ้าว่า… “พลังฝีมือของท่านช่างยาวไกล ลากตั้งแต่หาดทรายรีไปถึงแยกปฐมพร และคงจะกลืนไปถึงระนองเป็นแน่!”
ไก่ในเข่ง และค่ำคืนที่สถานีรถไฟ
เปิดศักราชใหม่ ปี พ.ศ. 2546 เสียงปี่กลองรบศึกปฏิรูปดังระงม โครงสร้างเก่ากำลังจะล่มสลาย แม้ข้าพเจ้าจะเป็นหนึ่งในคณะทำงาน แต่ความลับของสวรรค์ย่อมมิอาจแพร่งพราย ข่าวลือจึงสะพัดไปทั่วหล้า เหล่าศิษย์ในสังกัดต่างๆ ชิงไหวชิงพริบ หวังปักธงรบของตนตามกระแสลม สภาพของผู้บริหารในยามนั้น…
มิธรรมดายิ่งนัก! ต่างฝ่ายต่างเหมือน “ไก่ที่ถูกขังอยู่ในเข่งใบเดียวกัน” จิกตีกันเองรัวๆ เพื่อแย่งชิงเศษอาหาร โดยมิรู้เลยว่าวันพรุ่งนี้…ตนเองกำลังจะถูกลากไปเชือด! เป็นเช่นนี้ทั้งจอมยุทธ์ระดับบนและปลายแถว
ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายศึกชิงอำนาจ จึงสมัครใจปลีกตัวไปเตรียมตั้งสำนักเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 2 ที่อำเภอหลังสวน เมืองเก่าอันทรงเกียรติ คนที่นี่ทรนงในศักดิ์ศรี หากมีผู้ถามจะประกาศก้องว่า “ข้าคือคนหลังสวน” มิยอมเอ่ยว่าตนคือคนชุมพร ที่นั่นอุดมด้วยผลไม้และมัจฉาในท้องทะเล อาหารรสเลิศ โดยเฉพาะ ‘หมูค้อง’ ที่ข้าพเจ้ารสยมติดใจยิ่งนัก ยามนั้นข้าพเจ้าได้อาศัยบารมีธรรมของพระเฒ่าเจ้าคณะจังหวัดวัดขันเงิน และวัดนอก เป็นที่พึ่งทางใจ
และแล้ว…วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2546 ก็มาถึง!
หลายแสนชีวิตในยุทธจักรการศึกษาต่างรอลุ้นจนใจระทึก มันคือวันบ้านแตกสาแหรกขาด หรือวันฝีแตกขนานแท้! เป็นวันแรกที่โครงสร้างเก่าถูกทุบทำลาย ยุบเลิกหน่วยงานเดิมจนสิ้น จะมีผู้สมหวังได้นั่งเก้าอี้ประมุขเขตเพียง 175 คนเท่านั้น นอกนั้นขวัญกระเจิง กำลังใจแตกซ่าน บางคนถึงกับคร่ำครวญว่า นี่คือการทำลายล้างทรัพยากรบุคคลครั้งใหญ่ที่สุดในปฐพี!
ยามเที่ยง…สาส์นด่วนจากเสนาบดีบดีปองพล อดิเรกสาร ถูกส่งมาทางมนต์โทรเลข (แฟกซ์) ประกาศนามผู้คุมเขต ผลปรากฏว่าค่ายกลพลิกผัน! นามของข้าพเจ้าถูกดีดจากเขต 2 มาผงาดที่เขต 1 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ความจริงมันเป็นไปตามคัมภีร์ที่พวกเราเคยท่องจำเพื่อสอบเป็นผู้นำนั่นแล…
“นายดึง สหายประคอง ลูกน้องดัน!”
ยามว่าง…สถานที่ที่ข้าพเจ้าชอบไปยืนทอดถอนใจคือ ‘สถานีม้าเหล็กชุมพร’
กลางวันแสนสงัด แต่กลางคืนกลับคึกคักด้วยม้าเหล็กขาล่องและขาขึ้น ในอดีตยามข้าพเจ้าเดินทางจากพัทลุงสู่เมืองหลวง มักจะมาถึงที่นี่ในยามดึกสะงัด ต้องซื้อไข่หวาน เต้าส่วน กล้วยเล็บมือประทังชีพ มันเป็นธรรมชาติของม้าเหล็กสายใต้…ที่จะต้องล่าช้าและเสียเวลาจนเป็นเรื่องคุ้นชินของสามัญชน
คืนหนึ่ง…ผู้โดยสารหนาแน่นรอคอยด้วยความอัดอั้น ทันใดนั้น เสียงหวูดม้าเหล็กแผดร้องก้องกังวาน หัวรถจักรสีเหลืองแล่นตะบึงมาแต่ไกล ทุกคนในสถานีต่างพร้อมใจกันปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น!
นายสถานีเฒ่าเดินออกมา ขมวดคิ้วมุ่นพลางถามว่า “พวกเจ้าโห่ร้องด้วยเรื่องอันใดกัน?”
จอมยุทธ์นักเดินทางผู้หนึ่งยืดอกตอบอย่างภาคภูมิว่า “ข้าพเจ้านั่งม้าเหล็กสายนี้มาสิบปีเต็มๆ มีเพียงวันนี้เท่านั้นที่มันแล่นมาถึงตรงเวลาฟ้ากำหนด!”
นายสถานีเฒ่าถอนหายใจยาว แววตาสมเพชแกมขบขัน ก่อนสะบัดธงสัญญาณแล้วเอ่ยปากว่า…
“พวกเจ้าอย่าเข้าใจผิดไป…นั่นมันขบวนของเมื่อวานนี้!”
สนุกค่ะ