วิถีแห่งข้า ( My Way - ตอนที่ 17 )
บทที่ 1: ผลัดแผ่นดิน ย้ายสมรภูมิ
ปลายปีพุทธศักราช 2541…
เงาร่างหนึ่งควบขับพาหนะเหล็ก ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากดินแดนระนอง มุ่งหน้าสู่แผ่นดินแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ในตำแหน่งหน้าที่เดิม
ก่อนวันเดินทางเจ็ดราตรี ในอกพลันบังเกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ดินแดนในฝันอันสงบงาม ทีมงานผู้องอาจเข้มแข็งและเปี่ยมน้ำใจ… ทั้งหมดนี้คล้ายภาพมายาที่ต้องจากจร ข้าพเจ้าจึงขับพาหนะคู่ใจ ทะยานผ่านผืนแผ่นดินต่าง ๆ เพื่อสลักภาพเหล่านั้นไว้ในส่วนลึกของดวงจิต!
เป็นขุนนางฝ่ายศึกษา… นับว่ายากเย็นแสนเข็ญ!
เป็นผู้ช่วยศึกษา… ยิ่งยากลำบากกว่าสามเท่าทวี!
ผู้บังคับบัญชา ณ สมรภูมิใหม่นี้ มิใช่คนอื่นไกล หากแต่เป็นผู้บริหารสูงสุดคนเดิมแห่งประจวบคีรีขันธ์—นามถวัลย์ สนธิอนุเคราะห์! ท่านผู้นี้เป็นยอดคนรอบทิศ เป็นอัจฉริยะทุกด้าน เมื่อข้าพเจ้ามาอยู่ในฐานะผู้ช่วย บทบาทการนำจึงต้องลดทอนลงไปเก้าในสิบส่วน
แผ่นดินแม่กลองนี้ เล็กกระจ้อยร่อยยิ่งนัก เล็กกว่าเกาะภูเก็ตเสียอีก! ยามขับรถหากจิตใจเผลอไผลลอยล่องเพียงชั่วประกายไฟพริบตาเดียว ร่างพลันถลันเข้าสู่เขตแดนของสำนักอื่นทันที ไม่ว่าเป็นราชบุรี สมุทรสาคร หรือเพชรบุรี!
บทที่ 2: มรดกวัฒนธรรม และ คัมภีร์ลับสายคอมพิวเตอร์
อันเมืองแม่กลอง เป็นแหล่งรวมอารยธรรมและยอดฝีมือเชิงศิลป์ วิถีชีวิตชาวสวนสอดคล้องกับหลักปรัชญาพอเพียง “หน้างอคอหัก” เป็นเอกลักษณ์แห่งปลาทูแม่กลอง ขนมโบราณรสเลิศมีอยู่ครบครัน แถบอัมพวายังมีตำนานหิ่งห้อยพราวแสงนับหมื่นแสนกับต้นลำพูที่ผู้คนต้องมาทัศนา แต่คำล่ำลือที่ว่า “ฆ้องปากแตก ระฆังดี ต้องมีผู้เคาะตีจึงจักกังวาน” จะเป็นของแผ่นดินนี้หรือไม่? มิอาจทราบได้เปรียบ!
ที่นี่…ข้าพเจ้ายังได้ศึกษาเคล็ดวิชาซ่อมสร้างคอมพิวเตอร์ (กลไกสมองกล) จาก คุณธวัชชัย คำอาจ นักวิชาการศึกษา ผู้นับเป็นอาจารย์คนที่สองในสายวิชานี้ ส่วนอาจารย์คนแรกผู้เบิกเนตรให้ข้าพเจ้ารู้จักกลไก “วินโดวส์ 98” จนสามารถเล่นเกมสำราญใจได้ คือ คุณภิญโญ ปิยะภิญโญวุฒิกุล แห่งระนอง วิชานี้ติดตัวข้าพเจ้ามา ดุจดังกระบี่วิเศษที่ใช้แก้ไขวิกฤตและต่อยอดจนถึงปัจจุบัน!
บทที่ 3: สัจธรรมแห่งทำเนียบขุนนาง และ การประลองยุทธ์ 700 ต่อ 15
ข้าพเจ้าจมปลักในตำแหน่งผู้ช่วยอยู่หลายหนาว…
เหตุเพราะปลัดกระทรวงในยุคนั้น ออกคำสั่งประกาศรายชื่อผู้สอบคัดเลือกตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด แช่แข็งบัญชีไว้จนกว่าจะแต่งตั้งหมดสิ้น! จากเดิมที่เคยปฏิบัติมาคือครบสองปีต้องล้างกระดานโค่นบัญชีทิ้ง เรียกว่าเป็นการโอบอุ้มทุกคนในทำเนียบ ยามนั้นไม่มีผู้ใดเข้าใจเจตนารมณ์ คิดเพียงว่านี่นับเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง… แต่หากเป็นยุคนี้ สมัยนี้…ข้าพเจ้าย่อมเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว!
ปีพุทธศักราช 2542 ตลาดประลองยุทธ์เปิดขึ้นอีกครา!
คราวนี้เปิดโอกาสให้ยอดฝีมือจากกรมกองอื่นเข้ามาร่วมหักหาญ ยอดฝีมือทั่วแผ่นดินหลั่งไหลมาสมัครถึงเจ็ดร้อยกว่าคน! แต่ทำเนียบต้องการเพียงสิบห้าคน เพื่อไปรวมกับกลุ่มคัดเลือกอีกสิบห้าคน รวมเป็นสามสิบคนในบัญชีทองคำ
ข้าพเจ้าหักด่านอรหันต์ ติดหนึ่งในสิบห้าคนนั้น!
ยามสอบสัมภาษณ์ นับเป็นการเผชิญหน้ากับสามยอดฝีมือ: ท่านไพบูลย์ เสียงก้อง (รองปลัดกระทรวง), ท่านนิพนธ์ แก้วสุทธา (ผู้อำนวยการสำนัก) และ ดร.จำลอง นักฟ้อน (ผู้เชี่ยวชาญ)
คำถามที่พุ่งเข้าใส่ ช่างสั้นกระชับและเฉียบคมยิ่งนัก:
“หากกระทรวงมอบหมายให้เจ้าเป็นหมายเลขหนึ่ง… เจ้าเป็นได้หรือไม่?”
ข้าพเจ้าประสานมือ ตอบวาจาเด็ดเดี่ยว: “เป็นได้ครับ!”
กรรมการโบกมือตัดบท: “ไปได้!”
ข้าพเจ้าเดินออกมาด้วยความมึนงงกึ่งหนึ่ง! แต่เมื่อจัดลำดับหลังสิ้นสุดการฝึกปรือ ณ สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ผลลัพธ์ปรากฏว่าข้าพเจ้าได้ลำดับที่ 24 การบรรจุจึงมิได้รวดเร็วปานกามนิตหนุ่มเหมือนกาลก่อน
ทว่า ในการประลองศาสตร์แห่งวาจา (วิชาการพูด) ข้าพเจ้าคว้าอันดับยอดเยี่ยมคู่กับ คุณศลใจ วิบูลกิจ โดยข้าพเจ้าหยิบยกหัวข้อ “ความเชื่ออันลึกล้ำที่ผิดพลาด” พร้อมนิทานเปรียบเปรยตบท้าย…
บทที่ 4: นิทานเปรียบเปรย: ตราบาปของขี้เมา
ยังมีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง ใช้ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ร่วมกันมาหลายหนาว เหตุเพราะฝ่ายสามีชมชอบการร่ำสุราดุจน้ำดื่ม ดื่มจนหน้าท้องบวมโตราวกับกลองเพล (โรคท้องมาน) ปวดร้าวแสนสาหัสต้องเข้าสถานเยียวยาอยู่ร่ำไป พออาการทุเลาก็กระดกเหล้าเข้าปากอีก จนท่านหมอใหญ่เกิดความระอา
วันหนึ่ง ท่านหมอและเหล่านางพยาบาลจึงวางกลอุบายร่วมกัน…
เมื่อไอ้ขี้เมาคลานซมซานมาพบพยาบาลตรวจเช็กเสร็จสรรพ พลันเอ่ยปาก: “ตาเฒ่า… หากท่านเป็นสตรี ชีพจรเต้นระรัวเช่นนี้ ข้าพเจ้าต้องบอกว่าท่านกำลังตั้งครรภ์!”
ขี้เมาตาขวาง ตวาดลั่น: “เหลวไหล! ทะลึ่งบัดซบ!”
เมื่อเข้าพบหมอใหญ่ หมอใหญ่ตรวจดูอาการพลันถอนหายใจ: “ตาเฒ่า ท่านท้องแล้วจริง ๆ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงหัวใจทารกเต้นตูมตาม จงไปรับยาบำรุงครรภ์เสีย หากข้องใจจงไปหาหมอสูติฯ ห้องถัดไป”
ขี้เมาสมองหมุนคว้าง ผู้ชายท้องได้อย่างไร? เพื่อความแน่ใจจึงดิ่งไปหาหมอสูติฯ หมอสูติฯ ที่เตี๊ยมกันไว้แล้วก็ยืนยันเป็นเสียงเดียว: “มิผิด! ท่านท้องแน่!”
ขี้เมาซึมเซาราวกับวิญญาณออกจากร่าง หอบหิ้วยา (ซึ่งความจริงคือยารักษาโรคท้องมาน) เดินคอตกกลับถึงตึกราม
ฝ่ายภรรยาเห็นสามีนั่งหน้าคล้ำดำเครียดไม่เอ่ยวาจา จึงเอ่ยถาม: “วันนี้เป็นอันใดไป? เหตุใดนั่งซึมกระทือ หมอว่าอย่างไรบ้างเล่า?”
ไอ้ขี้เมาเงยหน้า มองภรรยาด้วยดวงตาแดงฉานดุจสายเลือด ตวาดคำรามด้วยความโกรธแค้นว่า:
“หมอว่ากูท้องนะสิ ก็กูห้ามมึงแล้วใช่ไหม… ว่าอย่าขึ้นมาอยู่ข้างบน!”
บทที่ 5: นครชุมพร และ วันบ้านแตกสาแหรกขาด
วันที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2545…
ราชโองการแต่งตั้งพุ่งตรงลงมา! ข้าพเจ้าได้รับการบรรจุเป็น ศึกษาธิการจังหวัดชุมพร (ขุนนางระดับ 8)
รับเงินเบี้ยหวัด 25,970 บาท พ่วงด้วยเงินประจำตำแหน่งและเงินตอบแทนอีกอย่างละ 5,600 บาท!
ยามนั้นข้าพเจ้าอายุได้ 44 ปี 2 เดือน กับอีก 9 วัน
นี่นับเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมสารปรับเปลี่ยนยุทธจักรการศึกษา (ปฏิรูปการศึกษา)
แต่นี่ยังมิใช่ขบวนรถไฟสายสุดท้าย… เพราะหลังจากนั้น ยังมีขบวนยุทธจักรรถไฟซัดส่ายตามมาอีกหลายระลอก
ก่อนจะดิ่งมาถึง วันที่ 7 กรกฎาคม พุทธศักราช 2546…
วันแห่งความวินาศสันตะโร! วันที่แผ่นดินถล่มทลาย บ้านแตกสาแหรกขาดอย่างแท้จริงของเหล่าขุนนางในกระทรวงศึกษาธิการ!