บทความใน University World News เรื่อง Universities have no credible strategies for their survival  เขียนโดยสองนักบริหารนโยบายและกลยุทธอุดมศึกษาชาวดัทช์   อ่านแล้วน่าตกใจในความท้าทายที่มหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญ    และอดหวนคิดถึงมหาวิทยาลัยไทยไม่ได้    ผมจึงขอให้สหายเอไอช่วยสรุปประเด็นของบทความ รวมทั้งบทความฉบับเต็มที่เขาอ้างถึง   และขอนำคำตอบของ Gemini มาลงไว้ดังนี้

 

Gemini

บทความ "Universities have no credible strategies for their survival" (มหาวิทยาลัยไม่มีกลยุทธ์ที่น่าเชื่อถือในการเอาตัวรอด) ที่ตีพิมพ์ใน University World News ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัย (Wake-up call) ที่สะเทือนวงการอุดมศึกษาอย่างมากครับ    โดยเฉพาะเมื่อบริบทของเนเธอร์แลนด์ที่เคยได้รับการยกย่องว่ามีระบบอุดมศึกษาที่แข็งแกร่ง กำลังเผชิญกับวิกฤตที่ผู้บริหารยังหา "ทางออกที่แท้จริง" ไม่เจอ

นี่คือสรุปประเด็นสำคัญจากบทความ และความเชื่อมโยงที่สะท้อนกลับมาถึง "ความอยู่รอดของอุดมศึกษาไทย" ครับ

สรุปประเด็นสำคัญจากบทความ (บริบทเนเธอร์แลนด์)

ผู้เขียนชาวดัตช์ได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของมหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ แต่กลับไม่มี "แผน B" ที่ใช้งานได้จริง ดังนี้:

1. วิกฤตจากการพึ่งพานักศึกษาต่างชาติ และนโยบายรัฐที่พลิกผัน    มหาวิทยาลัยดัตช์พึ่งพารายได้จากนักศึกษาต่างชาติอย่างหนักเพื่อหล่อเลี้ยงระบบ    แต่เมื่อกระแสการเมืองเปลี่ยน    รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีนโยบายตัดลดงบประมาณอุดมศึกษาอย่างรุนแรง และออกกฎหมายจำกัดจำนวนนักศึกษาต่างชาติ (จำกัดหลักสูตรภาษาอังกฤษ)    ทำให้รายได้หลักของมหาวิทยาลัยหายไปอย่างกะทันหัน

2. มหาวิทยาลัยมีลักษณะ "เหมือนกันไปหมด" (Lack of Differentiation)    แทนที่มหาวิทยาลัยจะหาจุดเด่นหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทุกแห่งกลับพยายามทำตัวเป็น "มหาวิทยาลัยวิจัยแบบครบวงจร" (Comprehensive Research Universities) เหมือนกันหมด     เมื่อเค้กก้อนเล็กลง แต่ทุกคนใช้โมเดลเดียวกันแย่งเค้กชิ้นเดียวกัน จึงนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะพังทลายทั้งระบบ

3. ภาวะปฏิเสธความจริง (Denial) และกลยุทธ์ที่เลื่อนลอย    ผู้บริหารมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังคงตั้งความหวังลึกๆ ว่า "เดี๋ยวรัฐบาลก็เปลี่ยนใจ" หรือใช้วิธีตัดลดงบประมาณแบบผิวเผิน (เช่น ชะลอการจ้างงาน ลดงบซ่อมบำรุง) แต่ไม่ได้ "รื้อโครงสร้างหรือเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ" อย่างแท้จริง     ผู้เขียนบทความวิจารณ์ว่า กลยุทธ์เหล่านี้ไม่ใช่การเอาตัวรอด แต่เป็นการ "รอวันตาย

 

 ความเชื่อมโยงและบทเรียนสู่อุดมศึกษาไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ    ในทางกลับกัน มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน แต่อาจจะรุนแรงกว่าในมิติของ "โครงสร้างประชากร" ดังนี้:

1. สึนามิประชากรศาสตร์ (The Demographic Cliff)   เนเธอร์แลนด์เจอปัญหารัฐตัดงบ    แต่ไทยเจอ "เด็กเกิดน้อยลงอย่างน่าใจหาย"   จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยไทยมีมากกว่าจำนวนเด็กจบ ม.6 หลายเท่า    มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งยังคงบริหารงานด้วย "ความหวัง" ว่าจะมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็ม    ทั้งที่ตัวเลขสถิติชี้ชัดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ กลยุทธ์รอคอยเด็ก ม.6 จึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

2. ฟองสบู่นักศึกษาต่างชาติ (โดยเฉพาะจีน)    เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยดัตช์ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งแก้ปัญหาขาดแคลนนักศึกษาด้วยการพึ่งพา "นักศึกษาจีน" เป็นท่อน้ำเลี้ยงหลัก    หากวันหนึ่งรัฐบาลจีนเปลี่ยนนโยบายการส่งออกนักศึกษา หรือเศรษฐกิจจีนชะลอตัว มหาวิทยาลัยไทยที่พึ่งพารายได้ส่วนนี้เป็นหลักโดยไม่มีแผนสำรอง จะเผชิญภาวะช็อกทางการเงินทันที

3. กับดักการพยายามเป็น "มหาวิทยาลัยวิจัย" เหมือนกันหมด    ระบบประเมินและการให้ทุนของไทย ทำให้มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง (ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มราชภัฏ ราชมงคล หรือมหาวิทยาลัยเอกชน) พยายามวิ่งตามเกณฑ์การจัดอันดับโลก (World Ranking) และเน้นการตีพิมพ์งานวิจัย    แทนที่จะสร้างจุดเด่นเฉพาะตัว (Differentiation) เช่น การเป็นเลิศด้านการผลิตคนตอบโจทย์ท้องถิ่น หรือการเน้นทักษะวิชาชีพขั้นสูง    การเป็นเป็ดที่พยายามทำทุกอย่าง จะทำให้มหาวิทยาลัยขาดจุดขายในยุคที่ผู้เรียนเลือกได้

4. การปรับตัวสู่ Lifelong Learning ที่ยังเป็นแค่ "ป้ายโฆษณา"    แม้ทุกมหาวิทยาลัยไทยจะพูดถึง Reskill / Upskill / Lifelong Learning และ Micro-credentials    แต่โครงสร้างการบริหารจริงยังคงติดหล่มกฎระเบียบราชการ การอนุมัติหลักสูตรที่ล่าช้า และอาจารย์ส่วนใหญ่ยังคุ้นชินกับการสอนเด็ก ปริญญาตรี 4 ปี มากกว่าการสอนวัยทำงาน    ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง

บทสรุป: ทางรอดที่มหาวิทยาลัยไทยต้องกล้าตัดสินใจ

บทความนี้สะท้อนให้เห็นว่า "การทำแบบเดิมให้ดีขึ้น" ไม่ใช่กลยุทธ์การเอาตัวรอดอีกต่อไป     มหาวิทยาลัยไทยต้องใช้กลยุทธ์ที่กล้าหาญ (Credible Strategies) เช่น:

  1. กล้าควบรวมกิจการ (Mergers) หรือยุบหลักสูตร ที่ซ้ำซ้อนและไม่มีผู้เรียน 
  2. หาจุดยืนที่แตกต่างอย่างชัดเจน (Niche Specialization)    เลิกพยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน
  3. รื้อโครงสร้างการเรียนการสอน  ให้มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อเจาะตลาดคนวัยทำงานและภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง

หากอุดมศึกษาไทยยังคงมองความท้าทายนี้เป็นเพียง "พายุที่เดี๋ยวก็พัดผ่านไป"    เราอาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญชาวดัตช์เตือนไว้ นั่นคือการพังทลายลงของสถาบันที่ปรับตัวไม่ทัน

เป็นคำเตือนที่น่ารับฟัง และนำไปดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง

วิจารณ์ พานิช

๒๗ เม.ย. ๖๙