การพัฒนามิติด้านสังคม-อารมณ์ของเด็ก เป็นงานที่ซับซ้อน   กิจกรรมที่ซับซ้อนไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยมีสูตรหรือวิธีการสำเร็จรูป   ต้องทำไปเรียนรู้ไปปรับปรุงไป เป็นวงจร    ที่เรียกว่า วงจรเรียนรู้และพัฒนา (Learning and Development Cycle)   และเราสามารถนำเอาวิธีการวิจัยเข้ามาหนุนวงจรเรียนรู้และวิจัย    เป็นการทำงานวิจัยในงานประจำ    ซึ่งในที่นี้เป็นงานประจำของครู  ส่วนที่เน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของนักเรียน บูรณาการอยู่ในการเรียนของนักเรียนตามปกติ   

ได้มีการริเริ่มงานวิจัยในงานประจำขึ้นในประเทศไทย   เรียกชื่อว่า R2R – Routine to Research  (https://sites.google.com/mahidol.edu/sir2r)     ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในงานทุกชนิด    เพื่อใช้พลังของการวิจัย ช่วยหนุนการพัฒนาคุณภาพงาน   และในขณะเดียวกัน ก็เป็นกลไก หรือเครื่องมือ ของการพัฒนาบุคลากร (Human Resource Development) ด้วย 

เนื่องจากงานพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของนักเรียน มีผู้เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) มากกลุ่ม  งานวิจัยที่นำมาใช้หนุนจึงควรเป็น PAR – Participatory Action Research   คือเป็นงานวิจัยในการปฏิบัติ ร่วมกันทำโดยคนหลายคนหรือหลายกลุ่ม   ซึ่งจะช่วยผ่อนแรงครูได้ด้วย    

เนื่องจากการพัฒนามิติด้านสังคม-อารมณ์ของเด็กและเยาวชน เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศการดำรงชีวิตของเด็กในภาพรวม    ซึ่ง ๒/๓ ของเวลาอยู่นอกโรงเรียน  และในปัจจุบันระบบนิเวศดิจิทัลมีความสำคัญ   การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของนักเรียนจึงเป็นโจทย์สำคัญ    

บทนี้เน้น “หัวใจความเป็นครู” ที่ทั้งมุ่งหนุนการพัฒนาศิษย์เป็นรายคน และมุ่งพัฒนาระบบการเรียนรู้ของประเทศ   ที่ต้องพัฒนาไปอย่างเป็นวงจรยกระดับต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด    ที่ครูต้องร่วมมือกับภาคีหลากหลายฝ่าย ร่วมกันดำเนินการ 

การวิจัยทางการศึกษาและการเรียนรู้ ต้องไม่ขีดวงอยู่เฉพาะในกลุ่มนักการศึกษาเท่านั้น   ต้องเชื่อมโยงสู่นักมานุษยวิทยา  นักสังคมศาสตร์  นักจิตวิทยา นักมนุษยศาสตร์  นักเทคโนโลยี  นักรัฐศาสตร์  นักวิชาการด้านสุขภาวะ  นักวิชาการด้านผู้สูงอายุ  ฯลฯ   เพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลายและครบถ้วนมากขึ้น   เน้นที่มุมมองเชิงอนาคต    เพราะการศึกษา เป็นเรื่องของการวางรากฐานเพื่ออนาคตของบุคคล และของสังคม

รวมทั้งต้องคำนึงถึงมิติของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของคนที่สมัยนี้อายุยืนยาวขึ้น  เป็นสังคมสูงอายุ   การวิจัยการศึกษาหรือการเรียนรู้จึงต้องไม่จำกัดกลุ่มอายุ   และไม่จำกัดระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนเท่านั้น   ต้องครอบคลุมตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน   ครอบคลุมทุกระบบนิเวศชีวิตมนุษย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบคลุมสถานที่ทำงาน   

 

งานวิจัยของนักศึกษาครู ระดับปริญญาตรี

งานวิจัยของนักศึกษาครู ไม่ใช่แค่เป็นวิชาเรียน    แต่เป็น เครื่องมือพัฒนาคน–พัฒนาระบบ–พัฒนาสังคม    คือเป็นการปลูกฝังครูนักวิจัย   ผมเสนอให้เป็นกิจกรรมที่ไม่บังคับ  ชักชวนและส่งเสริมนิสิตนักศึกษาครูที่สนใจ   ให้ได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองในเรื่องที่ตนสนใจ รัก และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ครูในอนาคต  รวมทั้งจะได้มีโอกาสทำประโยชน์ในมิติที่กว้างกว่าการพัฒนานักเรียนเป็นรายคน    เป็นการสร้าง "DNA นักปฏิรูป" ให้กับว่าที่ครูรุ่นใหม่ แทนที่จะเป็นเพียง "ผู้รับคำสั่งนโยบาย" 

เป้าหมายของการวิจัยในที่นี้มี ๔ ส่วนคือ  (๑) ฝึกพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของนักศึกษาครู (๒) ฝึกทักษะการเป็นครูที่บูรณาการมิติด้านสังคม-อารมณ์ศึกษาเข้าในกระบวนการเรียนการสอนตามปกติ   (๓) ฝึกทักษะด้านการวิจัย  (๔) ฝึกทักษะเชื่อมโยงโรงเรียน ครู นักเรียน กับชุมชน   

สิ่งที่ต้องเตรียมการณ์เพื่อหนุนนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้คืออาจารย์ที่จะทำหน้าที่โค้ช  และมีระบบสนับสนุนทั้งในสถาบันผลิตครู  ในโรงเรียน และในพื้นที่   

ลงพื้นที่ฝึกหาโจทย์วิจัย

งานวิจัยของนักศึกษาครู ควรได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องมือพัฒนาคน ระบบ และสังคมไปพร้อมกัน   ไม่ใช่เพียงภาระทางวิชาการในรายวิชา    แต่เป็นกระบวนการบ่มเพาะ “ครูนักปฏิรูป” ที่มีหัวใจของนักเรียนรู้และนักพัฒนา     เรียนรู้ระบบนิเวศการเรียนรู้รอบตัวเด็ก เพื่อการพัฒนา TSEL   ที่มีทั้งปัจจัยบวก และปัจจัยลบ อย่างซับซ้อน    การฝึกให้นักศึกษาลงพื้นที่เพื่อหาโจทย์วิจัย จึงต้องเริ่มจากการปลูกกรอบคิดว่า “ไปเรียนรู้ ไม่ใช่ไปตัดสิน” และ “ไปสร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่ไปให้บริการชุมชน” 

การใช้เครื่องมือ ๗ ชิ้นสำหรับสำรวจชุมชน ของ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์   จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจบริบทชีวิต โรงเรียน และชุมชนอย่างลึกซึ้ง   ผ่านการทำ Timeline ชีวิต (ของโรงเรียน)   ผังเครือข่าย  แผนที่ปัญหา–ทรัพยากร  เรื่องเล่า วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   การค้นหารากเหง้า   และการวางแผนปฏิบัติการเรียนรู้    เครื่องมือเหล่านี้ทำให้นักศึกษาไม่มองปัญหาแบบผิวเผิน แต่เห็นระบบนิเวศการเรียนรู้ทั้งด้านบวกและลบ

ควรเสริมด้วยการเขียน Reflective Journal    วงสนทนาแบบสุนทรียสนทนา    และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างง่าย เพื่อพัฒนาทักษะด้าน SEL การคิดเชิงระบบ และการวิจัยไปพร้อมกัน    กระบวนการทั้งหมดนี้ ควรจัดเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่การเตรียมใจ ลงพื้นที่ ตีความข้อมูล และทดลองพัฒนาแบบ PAR

เมื่อดำเนินการอย่างเป็นระบบ    งานวิจัยจะกลายเป็นพื้นที่ฝึกความเป็นครูมืออาชีพ ที่เชื่อมโยงโรงเรียน ชุมชน และสังคม    นักศึกษาจะไม่เพียง “ทำวิจัยจบวิชา” แต่จะพัฒนาเป็นครูที่ฟังเป็น คิดเป็น ทำงานกับคนได้ และกล้าร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

 

บทบาทของอาจารย์โค้ชของสถาบันผลิตครู

การพัฒนางานวิจัยของนักศึกษาครูให้เป็น "เครื่องมือเปลี่ยนโลก" ไม่ใช่แค่วิชาเรียน    หัวใจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนบทบาทของคณาจารย์จาก "ที่ปรึกษา (Advisor)" ผู้คอยตรวจแก้รูปแบบวิชาการ    ไปสู่ "อาจารย์โค้ช (Coach)" ผู้เป็นเพื่อนร่วมทาง ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพและหล่อหลอม "DNA นักปฏิรูป" ให้แก่ว่าที่ครู     การโค้ชในมิตินี้ ไม่ได้เน้นที่การสั่งการ แต่เน้นการประคับประคองฉันทะ (Passion) และกระบวนการเรียนรู้    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้ง ๔ ด้าน คือ การพัฒนาทักษะสังคม-อารมณ์ (SEL)  การบูรณาการสู่ชั้นเรียน  การฝึกทักษะวิจัย  และการเชื่อมโยงชุมชน

สิ่งที่อาจารย์โค้ช "ควรทำ" คือการใช้คำถามปลายเปิด (Powerful Questioning) เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์และหาคำตอบด้วยตนเอง    พร้อมทั้งสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ที่เปิดรับฟังความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เพื่อช่วยพัฒนาสมรรถนะทางอารมณ์ของนักศึกษา    นอกจากนี้ อาจารย์ควรชวนถอดบทเรียน (AAR) อย่างสม่ำเสมอ     เป็นข้อต่อช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายทรัพยากรในพื้นที่    และคอยชวนคิดว่าสิ่งที่ค้นพบจากชุมชนจะนำกลับมาพัฒนารูปแบบการสอนในห้องเรียนได้อย่างไร

ในทางตรงข้าม สิ่งที่ "ไม่ควรทำ" คือการตีกรอบ หรือยัดเยียดโจทย์วิจัยที่ทำลายความสนใจดั้งเดิมของนักศึกษา     รวมถึงการด่วนให้คำตอบสำเร็จรูปเมื่อนักศึกษาเจอทางตัน     อาจารย์ไม่ควรยึดติดกับรูปแบบเล่มวิชาการ จนละทิ้งความสำคัญของ "ผลกระทบ (Impact)" ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่    ไม่ควรปล่อยให้นักศึกษาลงพื้นที่อย่างโดดเดี่ยวโดยไร้ระบบสนับสนุนจากสถาบัน     และไม่ควรประเมินผลเพียงความสำเร็จปลายทาง แต่ควรให้คุณค่ากับความพยายามในกระบวนการเรียนรู้

การสวมบทบาทอาจารย์โค้ช จึงเป็นงานที่ท้าทาย แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง    เพราะกระบวนการดูแลที่อาจารย์มอบให้ในวันนี้ คือต้นแบบที่ว่าที่ครูจะซึมซับและนำไปใช้บ่มเพาะนักเรียนของพวกเขาในวันข้างหน้า

บทบาทของโรงเรียนในพื้นที่วิจัย

โรงเรียนในพื้นที่วิจัยไม่ควรเป็นเพียง “สถานที่ฝึกสอน”    แต่ควรเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการสร้างครูนักพัฒนาและนักวิจัยเพื่อสังคม    บทบาทของโรงเรียนที่เข้มแข็ง จะช่วยให้การวิจัยของนักศึกษาครู เกิดคุณค่าต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริงและยั่งยืน

ประการแรก โรงเรียนควรเปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเป็นมิตร    เอื้อให้นักศึกษาครูกล้าลองผิดลองถูกอย่างมีการเรียนรู้ โดยไม่มองความผิดพลาดเป็นความล้มเหลว แต่มองเป็นโอกาสพัฒนา

ประการที่สอง ผู้บริหารและครูพี่เลี้ยงควรทำหน้าที่เป็น “โค้ชภาคสนาม”   ช่วยตั้งคำถาม ชี้แนะ และสะท้อนคิด มากกว่าสั่งการหรือควบคุม    เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพและจิตวิญญาณความเป็นครูไปพร้อมกัน

ประการที่สาม โรงเรียนควรสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลและบริบทจริง   ทั้งด้านนักเรียน ครอบครัว ชุมชน และวัฒนธรรมพื้นที่    เพื่อให้โจทย์วิจัยมีความหมายและเชื่อมโยงชีวิตจริงของนักเรียน

ประการที่สี่ ควรบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการพัฒนาโรงเรียน  นำผลการวิจัยมาใช้ปรับการสอน ระบบดูแลนักเรียน และกิจกรรมพัฒนา    ไม่ปล่อยให้ผลงานวิจัยจบลงเพียงรายงานบนชั้นเอกสาร หรือเพียงรายงานในวารสารวิชาการ

ประการที่ห้า โรงเรียนควรสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน    เปิดวงแลกเปลี่ยนระหว่างครู นักศึกษาครู  อาจารย์โค้ชจากสถาบันผลิตครู  และผู้บริหารโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา อย่างสม่ำเสมอ    เพื่อยกระดับเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างแท้จริง

ประการที่หก ควรช่วยเชื่อมโยงผู้ปกครองและชุมชนเข้ากับกระบวนการวิจัย    ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม รับรู้ และร่วมรับผิดชอบต่อการพัฒนาเด็ก

เมื่อโรงเรียนทำหน้าที่เป็น “พื้นที่บ่มเพาะปัญญาและคุณธรรม”    งานวิจัยของนักศึกษาครูจะกลายเป็นกลไกพัฒนาโรงเรียนและนักเรียน    สถาบันผลิตครูจะได้ข้อมูลป้อนกลับเชิงลึกเพื่อพัฒนาหลักสูตร    นักศึกษาครูจะเติบโตเป็นครูมืออาชีพที่เข้าใจชีวิตจริง ซึ่งรวมทั้งมิติด้านสังคมและอารมณ์     และนักเรียนจะได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างรอบด้าน

บทบาทของโรงเรียนเช่นนี้ คือหัวใจของการสร้างระบบผลิตครูที่มีชีวิต   และเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับการศึกษาไทยในระยะยาว

บทบาทของผู้นำชุมชน ในการหนุนงานวิจัยของนักศึกษาครู เพื่อพัฒนาคน ระบบ และสังคม

งานวิจัยของนักศึกษาครู มิใช่เพียงภารกิจทางวิชาการ    แต่เป็นกระบวนการบ่มเพาะ “ครูนักปฏิรูป” ที่เรียนรู้จากชีวิตจริงของเด็กและชุมชน    ผู้นำชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้งานวิจัยเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน มากกว่าการเก็บข้อมูลตามหน้าที่    ผู้นำควรมองนักศึกษาเป็น “ผู้ร่วมเรียนรู้” ไม่ใช่คนนอกที่เข้ามาตรวจสอบหรือประเมิน พร้อมเปิดพื้นที่ด้วยความไว้วางใจ    ให้สมาชิกของชุมชนกล้าเล่าความจริง ทั้งด้านสว่าง และด้านเปราะบางของชุมชน

ผู้นำควรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ระหว่างนักศึกษา ครู เด็ก และครอบครัว    สนับสนุนเวทีพูดคุยและวงสะท้อนคิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงลึกต่อระบบนิเวศการเรียนรู้     ผู้นำที่ดี จะกล้ายอมรับจุดอ่อนของชุมชน และร่วมออกแบบการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง     ขณะเดียวกัน ต้องไม่ใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ตนเอง หรือแก่ชุมชน  หรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อรักษาหน้า

สิ่งสำคัญคือ ผู้นำต้องยึดหลัก “ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อตัดสิน”    เปิดพื้นที่ให้เสียงของเด็กและกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนการทดลองเรียนรู้โดยไม่กลัวความล้มเหลว    เมื่อผู้นำทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบนิเวศการเรียนรู้เช่นนี้ งานวิจัยจะกลายเป็นพลังพัฒนาชุมชน โรงเรียน และตัวนักศึกษาไปพร้อมกัน และก่อให้เกิดครูรุ่นใหม่ที่มีทั้งปัญญา หัวใจ และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง

 

งานวิจัยระดับปริญญาเอก และโท ด้านการศึกษา

โจทย์วิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก (หรือโท)  ควรแตะประเด็น ๓ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ ห้องเรียน    ชั้นที่ ๒ โรงเรียน/ชุมชน   ชั้นที่ ๓  สังคม/วัฒนธรรม   อย่างเชื่อมโยงกัน   โดยคำนึงถึงระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็กไทย ทั้งเชิงลบ และเชิงบวก     ระบบนิเวศเชิงลบมีอยู่ในทุกระดับ   ได้แก่ ระดับครอบครัว  มีปัญหาครอบครัวแหว่งกลาง เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อม่   พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลาปฏิสัมพันธ์กับเด็ก    ความรุนแรงในครอบครัว   หนี้สิน    ระดับโรงเรียน  ปัญหาอำนาจนิยม  การเรียนแบบแข่งขัน  การติวสอบ   ระดับสื่อ  ปัญหาสื่อหลอกลวง ชักจูงไปในทางเสื่อม  เด็กติดจอ  การใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง  ระดับสังคม   ปัญหาสังคมลำดับชั้น   ระบบอุปถัมภ์  คอร์รัปชั่น   กลัวความต่าง   ระดับโครงสร้าง   ปัญหาการสอบ  การจัดลำดับ (ranking)   KPI   ปัจจัยลบเหล่านี้ส่งผลต่อเด็ก ทำให้เด็กเปราะบาง   ไม่กล้าริเริ่ม (ขาด agency)   กลัวผิด   ไม่กล้าคิด  ปัญหาเหล่านี้นำมาพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ได้ทั้งสิ้น   

ในขณะเดียวกัน ในสังคมไทย และระบบการศึกษาไทย ก็มีปัจจัยบวกอยู่ด้วย  เช่น  ในมิติของครู เรามีครูที่รักและเอาใจใส่นักเรียน   เป็นครูโค้ช  ในมิติชุมชน เรามีกลุ่มอาสาในชุมชน มีสมาชิกของธนาคารจิตอาสา (ที่มีจำนวนสมาชิกทั้งหมดทั่วประเทศ กว่า ๑ ล้านคน)   มีวัดที่ทำกิจกรรมเพื่อชุมชน   มีกิจกรรมจิตอาสาที่ครูริเริ่มให้นักเรียนดำเนินการในชุมชน   มีโรงเรียนที่เป็นชุมชนเรียนรู้   มีวัฒนธรรมเอื้อเฟื้อ เมตตา    โจทย์วิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์คือ  ทำอย่างไรให้เรื่องราวดีๆ เป็นเรื่องๆ  นำสู่การพัฒนาเป็นระบบ หรือเป็นวัฒนธรรม   

หลัก ๖ ประการ สำหรับตั้งโจทย์วิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ด้านการศึกษา 

  • แตะ “โครงสร้าง” ไม่ใช่กิจกรรมเดียว 
  • เปลี่ยนวิธีคิด/วัฒนธรรม (Transformative)   
  • คิดโจทย์ในบริบทไทย ไม่ลอกโมเดลต่างประเทศ (Contextualized)   
  • นักเรียน ครู ชุมชน เป็นผู้ร่วมสร้าง (Participatory)   
  • ทำต่อได้หลังจบงานวิทยานิพนธ์ (Sustainable)
  • สร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่รายงานผลการวิจัย (Knowledge-building)

วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของครู ไม่ควรอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ควร “เชื่อมสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ของสังคม”   

“แม่แบบโจทย์” สำหรับวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

แบบที่ ๑  พลิกโฉมห้องเรียน เชื่อมสู่สังคม (Transforming Classroom → Society)    การพัฒนาระบบ … ในห้องเรียน … เพื่อเสริมสร้าง … และส่งผลต่อ … ในชุมชน   ตัวอย่างโจทย์  “การพัฒนาระบบ PBL-SEL ในโรงเรียนชนบท  เพื่อเสริม agency ของนักเรียน   และลดความเหลื่อมล้ำการเรียนรู้”   “ระบบการเรียนรู้ร่วมบ้าน-โรงเรียน เพื่อพัฒนา resilience เด็กยากจนในเมือง”   

แบบที่ ๒  เยียวยาระบบนิเวศด้านลบ (Healing Negative Ecology)    การออกแบบระบบ …   เพื่อเยียวยาผลกระทบจาก …   ที่ส่งผลลบต่อพัฒนาการของเยาวชน    ตัวอย่างโจทย์   “ระบบฟื้นฟูสุขภาวะทางอารมณ์ของเด็กหลังน้ำท่วมใหญ่  ผ่าน PAR โรงเรียน-ชุมชน”,   “การออกแบบระบบ SEL ดิจิทัล  เพื่อรับมือวัฒนธรรมเสพติดสื่อ ของวัยรุ่นไทย”,   “การพัฒนานิเวศการเรียนรู้เชิงบวกในสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมเป้าหมายชีวิตที่เหนือกว่าตนเอง (Transcendent Purpose) สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา: การบูรณาการ TSEL และพุทธจิตวิทยาเชิงประยุกต์”  เพื่อศึกษาว่าการสร้างเป้าหมายชีวิตที่เชื่อมโยงกับชุมชน (Community Purpose) ช่วยลดภาวะซึมเศร้าและสร้าง Well-being ระยะยาวให้เด็กไทยได้อย่างไร

แบบที่ ๓  พลิกโฉมวัฒนธรรม (Cultural Transformation)    เปลี่ยนวัฒนธรรม …   สู่ …   ผ่านกระบวนการ …    ดังตัวอย่าง “การเปลี่ยนวัฒนธรรมอำนาจนิยม  สู่การเรียนรู้แบบสุนทรียเสวนา (dialogue) ในโรงเรียนมัธยมไทย”    “การเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการสอนแบบสั่งการ สู่การเรียนรู้เชิงเสมอภาค”  “พลวัตของชุมชนเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เน้นการฟังเชิงลึก เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ของครูประจำการ: การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิด SLC ของ Manabu Sato”  เพื่อวิจัยกระบวนการที่ครู "ดูแลใจกันเอง" ผ่านวง SLC  ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศในห้องเรียน (Classroom Climate) อย่างไร 

แบบที่ ๔   อุดช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ (Policy-to-Practice Gap)    ช่องว่างระหว่างนโยบาย … กับการปฏิบัติจริง   และแนวทางเชื่อมโยงด้วย …    ดังตัวอย่าง   “การแปลงนโยบายการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสู่ห้องเรียน  ผ่าน PLC-PAR”    “โมเดลการพัฒนา SEL ในโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง”   

แบบที่ ๕  ความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความเป็นพลเมือง (Resilience & Citizenship)     การพัฒนาความเข้มแข็งทางจิตสังคม   เพื่อเตรียมเยาวชนต่อ …    ดังตัวอย่าง “SEL เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัล ในยุคข่าวปลอม”    

 

งานวิจัยเพื่อพลิกโฉมการศึกษา (Transformative Research)

Transformative Research คือ งานวิจัยที่ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพื่อ "ทำความเข้าใจ" หรือ "ปรับปรุงให้ดีขึ้นทีละนิด" (Incremental improvement)    แต่มีเป้าหมายสูงสุดคือ "การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift)  ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน"    งานวิจัยประเภทนี้มักยืนอยู่บนฐานคิดของความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice)    การลดความเหลื่อมล้ำ และการคืนอำนาจ (Empowerment) ให้กับกลุ่มคนที่ถูกทำให้เป็นคนชายขอบ หรือถูกละเลยในระบบนิเวศนั้นๆ

วิธีวิทยาของ Transformative Research แตกต่างจากงานวิจัยทั่วไป    โดยของ Transformative Research นิยมใช้แนวทางผสม เช่น   Action Research, Participatory Research, Design-Based Research, Narrative Inquiry, Critical Research

ลักษณะสำคัญคือ  วิจัยไป → ปรับไป → ทดลองใหม่ → สะท้อนผล → พัฒนาอีก

ลักษณะที่ต่างจากงานวิจัยทั่วไป

มิติ วิจัยทั่วไป   Transformative Research

 

เป้าหมาย       สร้างความรู้ เปลี่ยนระบบ

 

บทบาท          ผู้สังเกต        ผู้ร่วมพัฒนา

 

ผู้ถูกวิจัย        วัตถุ              หุ้นส่วน

 

ผลลัพธ์            บทความ     การเปลี่ยนจริง

 

คุณค่า              วิชาการ       สังคม + มนุษย์

 

งานวิจัย R2R ของทีมงานครูประจำการ

R2R – Routine to Research เป็นงานวิจัยที่บูรณาการอยู่ในงานประจำ   แทบจะไม่มีงานเพิ่มจากที่ทำอยู่แล้ว   จึงเหมาะต่อครูไทยที่มีภารกิจมากอยู่แล้ว 

วิธีดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน

  1. เริ่มจาก "ปัญหาที่เจ็บปวด" (Pain Point)    อย่าเริ่มจากหัวข้อวิจัยที่หรูหรา แต่เริ่มจาก "ทำไมเด็กกลุ่มหลังห้องถึงไม่คุยกับเพื่อน" หรือ "ทำไมเด็กถึงไม่กล้าสบตาครู"
  2. ใช้ SLC/PLC เป็นฐาน    นำสิ่งที่สังเกตได้จากงานประจำมาแลกเปลี่ยนในวง SLC (School as Learning Community)    เพื่อให้เพื่อนครูช่วยสะท้อนคิด (Reflect)
  3. เก็บข้อมูลแบบ "จิ๋วแต่แจ๋ว" (Micro-data)    ไม่ต้องใช้แบบสอบถามยาวๆ แต่ใช้การสังเกต, ภาพถ่ายผลงานเด็ก, หรือการพูดคุยสั้นๆ
  4. เชื่อมโยงกับ PA (Performance Agreement)    สนับสนุนให้ครูใช้ผลจากการทำ R2R ด้าน TSEL นี้ไปขอเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อให้เห็นว่า "งานวิจัยเพื่อศิษย์" กับ "ความก้าวหน้าของครู" คือเรื่องเดียวกัน
  5. เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม-อารมณ์ของนักเรียน (Transformative Goal)    อย่าหยุดแค่เด็กเรียนเก่งขึ้น    แต่ต้องดูว่าเด็ก "ดูแลใจกันเก่งขึ้น" และ "เคารพความต่าง" มากขึ้นหรือไม่

ครูประจำการนักสร้างสรรค์ (Creator และ Co-creator)

การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (SEL) ได้พัฒนาสู่ Transformative SEL (TSEL) ใน Handbook of Social and Emotional Learning  เน้นบทบาทครูเป็น creator/co-creator ร่วมกับนักเรียน    เพื่อสร้างห้องเรียนที่ยุติธรรมและยั่งยืน  TSEL เปลี่ยนครูจากผู้ถ่ายทอดความรู้ฝ่ายเดียวสู่ผู้ร่วมสร้าง โดยดึงจุดแข็งทางวัฒนธรรมและชุมชนของนักเรียนมาปรับใช้ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

วิธีการปฏิบัติสำหรับครูผู้สร้างสรรค์

ครูเริ่มต้นด้วยการ co-create บรรทัดฐานห้องเรียน    ร่วมกับนักเรียนกำหนดกฎเกณฑ์ผ่าน dialogue  เช่น Socratic circles หรือ group contracts เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ    ต่อด้วยการ integrate TSEL competencies เช่น self-awareness ผ่าน การฝึกสติ (mindfulness activities)  และการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (project-based learning)    ที่นักเรียนนำเสนอไอเดีย  เพื่อฝึกสร้างความเป็นผู้ริเริ่ม (agency)    ใช้ restorative circles แทนการลงโทษ    เพื่อสร้างแบบอย่างของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) และความเท่าเทียม (equity)     มีการเขียนบันทึกสะท้อนตนเอง (reflective journaling) ทุกสัปดาห์    ปรับหลักสูตรให้เชื่อมโยงชีวิตจริง เช่น ผสาน SDGs เข้ากับ เรื่องราวในท้องถิ่น ในบริบทไทย   

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

จากการวิจัย พบว่าการเป็น co-creator สร้างบรรยากาศแห่งการยอมรับ (inclusive climate)  ลดความเครียดและอาการหมดไฟของครู ลง ๒๐ - ๓๐%     ส่งผลให้นักเรียนมีสุขภาวะ (well-being) สูงขึ้น   ผลสัมฤทธิ์วิชาการเพิ่ม และพัฒนาทักษะการแสดงออก (advocacy) ต่อเรื่องความเป็นธรรมในสังคม (social justice)    เกิดวงจรป้อนกลับเชิงบวก (Positive Feedback loop)  คือ ครูมีความยืดหยุ่น (resilient) เพิ่มขึ้น  นักเรียนได้รับการเอื้ออำนาจ (empowered)   ลดอคติ และบาดแผลทางใจ    ทำให้ ความแตกต่างลดลงในกลุ่มนักเรียนที่เปราะบาง 

เชื่อมโยงสู่งานวิจัยของครู

TSEL เป็นเครื่องมือวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) ที่สมบูรณ์แบบสำหรับครู    โดยใช้กระบวนการที่เป็นวงจรยกระดับ (cyclical process)    ได้แก่ plan (co-design intervention), act (implement ในชั้นเรียน), observe (เก็บข้อมูลจากการสอบถาม และการสังเกต), reflect (วิเคราะห์ด้วย CASEL framework)    ตัวอย่าง  ศึกษาผลค่านิยมใหม่  ด้านความเป็นผู้ริเริ่มของนักเรียน (student agency)    วัดด้วย pre-post mixed methods เช่น Likert scales และ narratives    นำไปตีพิมพ์ในวารสารสำหรับนักปฏิบัติ (practitioner journals)    เพื่อหาทางขยายผลงานอย่างมีข้อมูลหลักฐาน (evidence-based scaling)    ในไทย ครูเชื่อมกับ การปฏิรูปการศึกษา เช่นเรียนรู้เรื่อง สุขภาพโลก (planetary health)    โดยทดลอง TSEL ในโครงงานของนักเรียนที่ดำเนินการในชุมชน  วัด equity outcomes ผ่าน SDGs indicators    สร้าง portfolio งานวิจัยของนักเรียน  สำหรับเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา  

วิธีนี้ยกระดับครูสู่การเป็นนักปฏิบัติและวิจัย (researcher-practitioner)    สร้างผลกระทบที่ยั่งยืน   ยกระดับบทบาทเชิงนโยบายการศึกษาของครู   มีผลงานไปนำเสนอในการประชุมวิชาการ  และตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ    จะเห็นว่า TSEL ไม่ใช่แค่ เครื่องมือสอน   แต่เป็นตัวหนุนงานวิจัย  ที่เสริมพลังครูไทยให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง   

บทบาทเขตพื้นที่การศึกษาในการหนุน TSEL ผ่านการวิจัยโรงเรียน

เขตการศึกษาเป็นแกนกลางของการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ของ TSEL เพื่อพัฒนานักเรียน ครูและผู้เกี่ยวข้อง    เขตฯ ต้องกำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจน   สร้างแผนต่อเนื่องหลายปี  เชื่อมโยงแผนกต่างๆ  จัดสรรงบประมาณ และบุคลากรสำหรับการฝึกอบรมครูด้าน adult SEL   

การสนับสนุนการวิจัยระดับโรงเรียน

เขตพื้นที่การศึกษาสนับสนุนการร่วมกันทำงานวิจัยในโรงเรียน    โดยอำนวยความสะดวกโครงการร่วมทดสอบ TSEL ในห้องเรียน   เช่น การบูรณาการกับวิชาหลัก หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เท่าเทียม    แล้วเผยแพร่ผลผ่านรายงานสั้นๆ เพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง    เน้นการสะท้อน (reflect) ข้อมูล เช่น วิเคราะห์ผลลัพธ์ SEL จากการสำรวจ คะแนนเรียนและพฤติกรรม ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อหาทางขยายผล 

ผลกระทบต่อนักเรียน ครูและชุมชน

ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการและพฤติกรรมดีขึ้นสำหรับนักเรียน    ลดการลงโทษนักเรียน    และเพิ่มสุขภาวะ (well-being) ของครู    ในบริบทไทย เขตฯ สามารถหนุนการวิจัย TSEL เชื่อมโยง SDGs สร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อปฏิรูปนโยบาย  โดยใช้ mixed methods วัด equity outcomes   

เขตฯ จึงเป็น catalyst สำคัญ ในการยกระดับ TSEL สู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระบบการศึกษาไทย

บทบาทการวิจัยในโรงเรียนต่อการยกระดับ TSEL และความเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์

หนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning  ยืนยันบทบาทสำคัญของการวิจัยในโรงเรียนต่อการพัฒนา TSEL สำหรับนักเรียน ครูและผู้เกี่ยวข้อง   โดยเชื่อมโยงตรงกับธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์  ผ่านวิทยาศาสตร์การเรียนรู้ เช่น ประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาการพัฒนา

ด้านประสาทวิทยาศาสตร์และพัฒนาการสมอง

การวิจัยชี้ว่าสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ที่ปลอดภัยช่วยกระตุ้น neuroplasticity ในช่วงวิกฤตสมอง    โดยประสบการณ์ทางสังคมเสริม executive function และการควบคุมอารมณ์ใน prefrontal cortex    กิจกรรมด้าน SEL/TSEL เช่น การเจริญสติ (mindfulness)  ช่วยเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่าง ความรู้ความเข้าใจ กับ อารมณ์ (cognitive-emotional integration)    โรงเรียนควรทำงานวิจัยทดลองวัดผลผ่าน pre-post tests เพื่อยืนยันการเติบโตแบบองค์รวม

ด้านการพัฒนาและความเท่าเทียม

งานวิจัยในโรงเรียน เชื่อมโยง ศาสตร์การเรียนรู้ (Science of Learning)  เข้ากับ ศาสตร์การพัฒนามนุษย์ผ่านประสบการณ์    แสดงว่าการเรียนรู้ทั้งหมดเป็น social-emotional    การวิจัยโรงเรียนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ  สร้างความเป็นผู้ริเริ่ม (agency)  และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนและชุมชน (belonging)  ผ่านกิจกรรมร่วมเชิงวัฒนธรรม   ที่วัดผลที่สมรรถนะ    การวิจัยในโรงเรียนต้องเน้นการประเมินผลที่ พัฒนาการของมนุษย์

ด้านบูรณาการกับการเรียนวิชาการ

ผลงานวิจัยพบว่า TSEL เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ ร้อยละ ๑๑   โดยอารมณ์เป็นตัวหนุนการทำงานของสมองส่วนจัดการความรู้ความเข้าใจ   และผู้ใหญ่ช่วยเป็นต้นแบบของพฤติกรรมที่เหมาะสมด้านสังคมและอารมณ์ ร่วมกับนักเรียน     สร้างการเรียนรู้ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์   และฝึกใช้การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมตลอดชีวิต     เกิดความเข้าใจว่าความสัมพันธ์เชิงบวก (supportive) เป็นแกนกลางธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์

 

การวิจัยของนักเรียน

การที่ครูชักชวนและหนุนให้นักเรียนร่วมกันค้นหาโจทย์วิจัยปัญหาสังคม  นำมาทำ YPAR – Youth Participatory Action Research   เพื่อฝึกทำ CCI – Civic Critical Inquiry  และ CCA – Civic Critical Action  เพื่อฝึกกระบวนการคิด  ฝึกจิตสาธารณะหรือจิตอาสาเพื่อสังคม  มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา (๒๕๖๙) โดยวิจารณ์ พานิช 

การวิจัยเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน: พัฒนาการทั้งด้านทักษะสังคม-อารมณ์และวิชาการ

การวิจัยเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน คือกระบวนการที่นักเรียนลงมือค้นคว้าปัญหาจริงในชุมชน    โดยเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์แบบเปลี่ยนแปลง (TSEL) จาก Handbook of Social and Emotional Learning 2nd edition (2025) และแนวคิดจากหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา (๒๕๖๙) โดย วิจารณ์ พานิช  ช่วยให้นักเรียนพัฒนาทั้งวิชาการและจิตสาธารณะ ลดช่องว่างเหลื่อมล้ำ สร้างพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคม   

หลักการพื้นฐาน

หลักการสำคัญคือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory)    โดยใช้โจทย์จริงจากสังคม ผสาน TSEL 5 ทักษะหลัก เช่น การตระหนักรู้ตนเอง การจัดการอารมณ์ การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ กับการคิดวิเคราะห์วิชาการ เน้นความเท่าเทียมและความยั่งยืน เช่น   เชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)    มีกระบวนการวนซ้ำ (iterative cycle)    คือ วางแผน-ปฏิบัติ-สังเกต-สะท้อน เพื่อสร้างการเรียนรู้ลึกซึ้งและเชื่อมโยง   

วิธีการดำเนินการ

ใช้วิธี YPAR (วิจัยแบบมีส่วนร่วมของเยาวชน)    เริ่มจากระดมสมองทำความเข้าใจปัญหา เช่น มลพิษหรือความเหลื่อมล้ำในโรงเรียน  ทำ CCI – Critical Civic Inquiry (สอบถามแบบมีวิจารณญาณของพลเมือง)    เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์คนในชุมชน    แล้วดำเนินการ สร้าง CCA – Critical Civic Action (ลงมือแก้ปัญหาแบบมีวิจารณญาณพลเมือง)    เช่น รณรงค์ ผสาน การเจริญสติ (mindfulness) เพื่อจัดการอารมณ์ ของผู้ใหญ่ที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก   ปิดท้ายด้วยนำเสนอผลงาน และร่วมกันสะท้อนคิด เพื่อปรับปรุง    

บทบาทของนักเรียน ครู ผู้ปกครองและชุมชน

  1. นักเรียนเป็นนักวิจัยหลัก    ค้นหาโจทย์ เก็บข้อมูล วิเคราะห์และลงมือแก้ปัญหา สร้างความเป็นผู้ริเริ่ม (agency)  และพัฒนาอัตลักษณ์ทางสังคม (civic identity) ของตนเอง    
  2. ครูเป็นผู้ชักชวนและอำนวยความสะดวก (facilitator)    สอนเครื่องมือวิจัย สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยทางอารมณ์  และสะท้อนผลร่วมกัน    เพื่อนำสู่การเรียนรู้ทั้งเชิงหลักการ และวิธีการ   
  3. ผู้ปกครองและชุมชนเป็นพันธมิตร   ให้ข้อมูลจริง   ร่วมตรวจสอบ (validate) ผล    รองรับการลงมือปฏิบัติ เช่น จัดเวทีนำเสนอ 

ผลกระทบต่อทุกฝ่าย

นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์วิชาการสูงขึ้นร้อยละ ๑๑ - ๒๐   พัฒนาการคิดวิเคราะห์  จิตอาสา  และสุขภาวะ (well-being)  ลดบาดแผลทางใจ     ผลต่อครู ลดภาวะหมดไฟ  กลายเป็นนักวิจัยปฏิบัติ  ได้ผลงานวิจัยจากการปฏิบัติ สำหรับพัฒนาการสอน  และการเลื่อนวิทยะฐานะ    โรงเรียนเปลี่ยนเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน สร้างวัฒนธรรมการยอมรับนับถือ (inclusive)    ครอบครัวมีส่วนร่วมมากขึ้น    ชุมชนแก้ปัญหาจริงได้ยั่งยืน เช่น ลดความรุนแรงในโรงเรียนและในชุมชน

 

การวิจัยระบบการศึกษา

การวิจัยระบบการศึกษา: บูรณาการ TSEL สร้างพลเมืองไทยคุณภาพสูง

การวิจัยระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการศึกษาของชาติ โดยบูรณาการการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์แบบมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงคนและสังคมระดับรากฐาน (TSEL – Transformative SEL)    จากแนวทางใน Handbook of Social and Emotional Learning 2nd edition (2568)    เพื่อพัฒนาความสามารถทางสังคมและอารมณ์ (SEC – Social and Emotional Competencies) ให้สูงยิ่งขึ้น    สร้างพลเมืองไทยที่มีคุณภาพ มีจิตสำนึกสาธารณะและทักษะแห่งอนาคต

หลักการและความสำคัญของการวิจัยระบบการศึกษา

การวิจัยระบบการศึกษา มุ่งศึกษาความเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวม  ตั้งแต่ระดับโรงเรียน  เขตการศึกษา ไปจนถึงนโยบายชาติ    ตั้งแต่ระดับบุคคล  ครอบครัว ชุมชน  สังคม  ประเทศ และโลก   ครอบคลุมทั้งมิติด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์  มนุษยศสตร์  มานุษยวิทยา  เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ   โดยใช้แนวทางผสมผสาน เช่น การติดตามระยะยาว และการทดลองนำร่อง เพื่อวัดผลกระทบของ TSEL ต่อ SEC เช่น การตระหนักรู้ตนเอง การจัดการอารมณ์ และการตัดสินใจรับผิดชอบ ซึ่งช่วยลดช่องว่างเหลื่อมล้ำและเสริมความยืดหยุ่นทางจิตใจ

 

วิธีบูรณาการ TSEL เข้ากับการวิจัย

เริ่มด้วยการสร้างพันธมิตรวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียนและหน่วยงานรัฐ    พัฒนาฐานข้อมูลกลาง เก็บข้อมูล ตัวชี้วัด SEC   เช่น คะแนนการสำรวจ  การเข้าเรียน และพฤติกรรมพลเมือง    ทดสอบโปรแกรม TSEL ในโรงเรียนนำร่อง เชื่อมโยงกับหลักสูตรแกนกลางและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 4 คุณภาพการศึกษา    ใช้ กรอบ RE-AIM วัดความยั่งยืนของผลลัพธ์

ข้อเสนอแนะต่อการศึกษาไทย

เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งศูนย์วิจัย TSEL ระดับชาติ    ฝึกอบรมครูให้เป็นนักวิจัย สนับสนุนการวิจัยโรงเรียนที่เน้น SEC    เช่น โครงการเยาวชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาชุมชน    ทุก 3-5 ปีติดตามผลกระทบระยะยาว วัดการเพิ่มขึ้นของ SEC ผ่านแบบประเมินมาตรฐานสากล    สร้าง feedback loop ปรับนโยบายให้ตอบโจทย์บริบทไทย เช่น การผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นและ planetary health 

ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือพลเมืองไทยมี SEC สูง   มีความรับผิดชอบต่อสังคม   ลดปัญหาสุขภาพจิตและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการอย่างยั่งยืน     ยกระดับประเทศไทยสู่การศึกษาแบบเปลี่ยนแปลง    สร้างสังคมที่มีคุณภาพสูง

สถาบันวิจัยระบบการศึกษา

ประเทศไทยมี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕  ได้สนับสนุนการวิจัยเชิงระบบ สร้างวิวัฒนาการของระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้า ก่อประโยชน์ต่อพลเมืองไทยเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป    มีระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า   ระบบส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่ภาคประชาชน และภาคประชาสังคมมีบทบาทสูง   มีกลไกพัฒนานโยบายสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ฯลฯ   ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นระบบที่ดีเลิศ ติดอันดับ Top 5    หรือ Top 10 

ศ. นพ. ประเวศ วะสี ได้เสนอในสภาการศึกษาแห่งชาติให้ตั้งสถาบันวิจัยระบบการศึกษา  เมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน  แต่ข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในระบบการศึกษา    น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยมีคุณภาพด้อยลงเรื่อยๆ  โดยที่ระบบที่จัดการโดยรัฐได้รับการยอมรับนับถือลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับโรงเรียนเอกชน   

จึงน่าจะได้พิจารณาจัดตั้งสถาบันวิจัยระบบการศึกษา ของประเทศไทยขึ้น   เพื่อส่งเสริมการวิจัยเชิงระบบ   ที่จะนำสู่พัฒนาการเชิงระบบ   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการจัดการการศึกษาที่ควรต้องมีการกระจายความรับผิดชอบและอำนาจตัดสินใจ    และลดวัฒนธรรมอำนาจ   

 

สำนักงานขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา

ขับเคลื่อนให้กลไกคุณภาพที่ระดับปฏิบัติ  กับกลไกคุณภาพที่ระดับจัดการระบบ มาบรรจบกันและเสริมพลัง (synergy) กัน    โดยผมมีข้อเสนอว่า ไม่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่  แต่ปฏิรูป (แก้กฎหมาย) ให้ สมศ. เปลี่ยนเป็น สคศ. - สำนักงานขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา    ดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางหรือวิธีการที่มีอยู่แล้วในโรงเรียนไทย และพิสูจน์แล้วว่าได้ผลยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ครบด้าน (holistic)  ของนักเรียน    โดยส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้และพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน    นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน   และนำสู่ข้อเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนระบบจัดการการศึกษาของประเทศ   

อาจกำหนดให้ สคศ. ทำหน้าที่เป็นสถาบันวิจัยระบบการศึกษาไปด้วยเลย   เพื่อลดการทำงานซ้ำซ้อน   ที่สำคัญคือ ผู้อำนวยการ สคศ. ต้องมีความสามารถสูงมาก   และไม่ฝักใฝ่การเมืองเรื่องอำนาจและผลประโยชน์       

วิจารณ์ พานิช

๓ มี.ค. ๖๙  ปรับปรุง ๑๕ มี.ค. ๖๙