พระเถระให้วิสัชนาพุทธพจน์ด้วยคำประมาณเท่านี้. ไม่พึงเป็นผู้ท่องตลอดกาลเป็นนิตย์.

สัชฌายสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๑๐. สัชฌายสูตร

ว่าด้วยภิกษุผู้สาธยายธรรม

             [๒๓๐] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล สมัยนั้น ภิกษุนั้นเมื่อก่อนสาธยายมากจนเกินเวลา สมัยต่อมา ท่านขวนขวายน้อย อยู่เฉยๆ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้นไม่ได้ฟังธรรมของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุนั้นถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวกับภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า

                          ภิกษุ เพราะเหตุไร ท่านเมื่ออยู่ร่วม

                          กับภิกษุทั้งหลาย จึงไม่สาธยายบทแห่งธรรม

                          เพราะบุคคลฟังธรรมแล้ว ย่อมเลื่อมใส

                          และสรรเสริญในปัจจุบัน

             ภิกษุนั้นได้กล่าวคาถานี้ว่า

                          ความพอใจในบทแห่งธรรมทั้งหลาย

                          ได้มีแล้วในกาลก่อน จนถึงเวลาที่เรามาอยู่ร่วม

                          กับบุคคลผู้ปราศจากราคะ

                          และเพราะตั้งแต่เรามาอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ปราศจากราคะ

                          สัตบุรุษทั้งหลายรู้ทั่วถึงรูป เสียง กลิ่น รส

                          และโผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว

                          จึงได้กล่าวถึงการปล่อยวางอารมณ์นั้นๆ

สัชฌายสูตรที่ ๑๐ จบ

---------------------

อรรถกถาสัชฌายสูตรที่ ๑๐

          ความว่า เมื่อท่องอยู่ด้วยอำนาจแห่งนิสสรณะและปริยัติ คือท่องตลอดเวลามากกว่า.
         ได้ยินว่า ภิกษุนั้นปัดกวาดที่พักกลางวันของอาจารย์แล้วยืนดูอาจารย์. เมื่อเห็นอาจารย์นั้นกำลังเดินมา จึงลุกขึ้นไปรับบาตรและจีวร. เมื่ออาจารย์นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ก็เอาพัดใบตาลพัดให้ บอกน้ำฉันให้ ล้างเท้า ทาน้ำมัน ไหว้แล้วยืนเรียนอุเทศทำการท่องตลอดถึงพระอาทิตย์ตก. ภิกษุนั้นเอาน้ำเข้าไปตั้งไว้ในซุ้ม จุดไฟในเตาก่อน.
         เมื่ออาจารย์อาบน้ำมาแล้ว ก็เช็ดน้ำที่เท้า นวดหลัง ไหว้แล้วเรียนอุเทศ ทำการท่องในปฐมยาม พักผ่อนร่างกายในมัชฌิมยาม ลุกขึ้นในปัจฉิมยาม เรียนอุเทศทำการท่องจนถึงอรุณขึ้นแล้ว จึงพิจารณาเสียงที่ดับไปแล้ว โดยความสิ้นไป. เจริญวิปัสสนาในขันธ์ ๕ คืออุปาทายรูปที่เหลือจากนั้น ภูตรูป นามรูปแล้วบรรลุพระอรหัต.

          อธิบายว่า พระเถระให้วิสัชนาพุทธพจน์ด้วยคำประมาณเท่านี้. ไม่พึงเป็นผู้ท่องตลอดกาลเป็นนิตย์. แต่ว่าภิกษุนั้นท่องแล้วรู้ว่า เราสามารถเป็นผู้ทรงจำอรรถหรือธรรมประมาณเท่านี้ ดังนี้แล้ว พึงปฏิบัติเพื่อทำที่สุดแห่งวัฏฏทุกข์.