ยิ้ม..สู้ชีวิต
ในปัจจุบัน เรามักจะได้ยินหรือได้อ่านเกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ชนะกันที่จุดเริ่มต้น แต่วัดกันที่..การแก้ปัญหาในเวลาที่เจอจุดพลิกผันหรือวิกฤต
อาจเป็นเพราะมุมมองที่มีต่อชีวิตของคนเรานั้นเริ่มเปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากชีวิตมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ถึงแม้บางคนจะตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่อาจควบคุมปัจจัยแทรกซ้อนได้เลย
จึงเกิดการพลิกผันหรือก่อให้เกิดปัญหาตามมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็อยู่ที่ว่าจะตั้งหลักกันอย่างไร
สำหรับผมแล้ว ชีวิตมีความสุขกว่าเมื่อก่อน ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับสิ่งใดๆ ห่วงใยแต่สุขภาพตัวเองเท่านั้น รักตัวเองมากขึ้นและอยากจะโอบกอดตัวเอง ขอบคุณที่คิดดี ทำดี ไม่มีความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม
ถึงแม้วันเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็ปล่อยมันไป ทำเท่าที่ทำได้ กับการอ่านและเขียนหนังสือ ทำสวน ปลูกต้นไม้ และไปประชุมตามที่องค์กรนัดหมาย เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนน้อยลง แต่ก็เก็บพี่เพื่อนน้องบางคนเอาไว้ในหัวใจ เพื่อนำเรื่องราวและบทเรียนมาแลกเปลี่ยนกัน ประสานเยื่อใยเอาไว้ในความทรงจำ
บางครั้งช่องว่างของชีวิตที่แตกต่างกัน การแบ่งปัน “น้ำใจ” แม้เพียงคำพูด ก็ช่วยให้ใครบางคนอิ่มเอมกับความสุขได้ เหมือนกับที่ผมกำลังประสบพบเจอกับตัวเองในตอนนี้.....
เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นครูบำนาญเหมือนกัน โทรมาเพื่อบอกเล่าความทุกข์ยาก ผมนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
“พี่ใช้ชีวิตแบบพอเพียงเหมือนกับเธอนั้นแหละ ทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ใช้ชีวิตเรียบง่ายและพึ่งพาตนเอง ไม่ไปรบกวนลูกๆที่เขาแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว”
“ดีมากเลยครับ ผมเคยไปดูงานเกษตรอินทรีย์บ้านพี่ ยังได้นำมาใช้ในโคกหนองนาของผม ว่าแต่ว่าพี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงของพี่ไม่ค่อยดี ไม่สบายหรือเปล่าครับ”
พี่สบายดี แต่ลูกคนเล็กพี่ป่วยหนัก ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว หมอบอกเป็นภูมิคุ้มกันต่ำ และค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้งก็สูงมาก พี่เหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็สู้นะ”
พี่เล่าเรื่องการ “สู้ชีวิต”ที่พลิกผันให้ผมฟังอย่างยืดยาว ล้วนแต่แก้ปัญหาและพึ่งพาตนเอง ไม่จมปลักอยู่กับความทุกข์ระทม ไม่บ่น ไม่ท้อ ต่อลมหายใจให้ชีวิตกับภารกิจเล็กๆในสวนข้างบ้าน
“พี่ทำน้ำยาอเนกประสงค์จำหน่าย ช่วยประชาสัมพันธ์ให้พี่ด้วยนะ”
“ได้ครับ”
ผมรับปากพี่ แต่ยังไม่มีเวลาได้โฆษณา แต่สั่งซื้อมาใช้เอง ๒ รอบแล้ว แบ่งให้ลูกหลานและญาติมิตรได้ใช้กัน ต่างพูดเป็นเสียงกันว่าของเขาดีจริงๆ นำไปใช้ล้างจาน ซักผ้าและทำความสะอาดทั่วไปได้ดีเลย
ผมจึงอดไม่ได้ที่จะต้องถามแรงบันดาลใจ ทำไมพี่จึงลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้ และมีวิธีการทำอย่างไร?
พี่บอกว่าผลผลิตในสวนมีมาก และประกอบกับทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงคิดทำจำหน่าย เพื่อลดรายจ่าย เผื่อว่าจะเพิ่มรายได้ขึ้นมาบ้าง และที่สำคัญก็คือลูกป่วยด้วยภูมิคุ้มกันต่ำ จึงทำสำหรับซักผ้าล้างจาน แบบที่ต้องหลีกเลี่ยงสารเคมี
วิธีทำที่ผมอยากเรียนรู้ก็คือ นำมะนาวหรือมะกรูด ประมาณ ๒ กก. ใบเตยกำใหญ่ๆ มะละกอดิบ ๑ ผล มาล้างให้สะอาด เติมน้ำ ๑๕ ลิตร ต้มให้สุก ต้มเคี่ยวไว้ ๒๐ นาที นำมากรองทิ้งไว้ให้เย็น
นำแบรคกิ้งโซดาและเกลืออย่างละ ๑ กก. ตีจนเกลือละลายเข้ากัน ใส่น้ำที่รอไว้ให้เย็น ค่อยๆคนผสม ปล่อยทิ้งไว้ ๖ ชม.กรอกใส่ขวด ทุกขั้นตอนต้องสะอาด ไม่ใช้มือคนหรือบีบคั้น ต้องใส่ถุงมืออย่างดี
พี่ไม่ใช้สารกันบูดหรือกลิ่นสีใดๆ จึงสามารถใช้ทำความสะอาดได้หลากหลาย คืออเนกประสงค์จริงๆ
ผมประทับใจในความพยายามของพี่คนนี้ รู้สึกได้ถึงการทำงานอย่างมีความสุข ทำด้วยรอยยิ้ม นี่ล่ะ คือแบบอย่างของคนสู้ชีวิต ที่ผมคิดว่าเริ่มจะหายากมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่ากระนั้นเลย ผมรีบสั่งซื้อให้โรงเรียนน่าจะดีกว่า ใครสนใจทักมาหลังไมค์ได้เลย นะครับ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๔ มีนาคม ๒๕๖๙




