ครูชำนาญการ
หลายคนเคยบอกผมว่า อย่าไปเป็นเลย อ.ก.ค.ศ. เพราะเป็นองค์คณะบุคคลที่มีความยุ่งยากและทำงานในท่ามกลางความยากลำบาก
ภาพลักษณ์อันเป็นที่รู้กันดี ในกลุ่มข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของเขตพื้นที่ฯที่ผมสังกัดอยู่ ส่วนหนึ่งจะมีมุมมองต่อ อ.ก.ค.ศ.ไปในแนวนั้นเหมือนกัน
จนผมรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าผมจะกลัว แต่ผมไม่ชอบทำงานบนความขัดแย้ง จะนำพาให้ไม่มีความสุขในชีวิต ไม่อยากแบกรับความทุกข์ เพราะอายุก็มากแล้ว มันจะไม่คุ้มกับสุขภาพ
แต่พอไปนั่งทำงานจริงๆ นับตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๘ ผ่านการประชุมมาแล้วเกือบ ๒๐ ครั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิฯอย่างผมรู้สึกสบายใจทุกครั้ง มีความราบรื่นทุกครา ได้รับแง่คิดและประสบการณ์ความรู้อยู่ตลอด
จนทำให้ผมสามารถถอดเป็นบทเรียนเพื่อเผยแพร่สู่ลูกหลานและนักการศึกษาได้ไม่น้อยเลย
โชคดีที่สุดแล้ว ที่มีโอกาสได้ทำงานบริหารบุคคลกับ “คนเก่ง” และ “คนดี” ซึ่งมีพร้อมในที่ประชุม อ.ก.ค.ศ. สังเกตจากการเสนอข้อมูลและการแสดงความคิดเห็นของอนุกรรมการฯในที่ประชุม
โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายกฎหมายด้วยแล้ว เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ ท่านลุ่มลึกในข้อกฎหมาย ระเบียบและหลักเกณฑ์ มีบุคลิกท่าทางและท่วงทีวาจาเป็นที่ยอมรับของทุกคน
คือผมทำงานด้วยแล้วอุ่นใจยิ่งนัก เชื่อมั่นได้เลยว่า อนุฯท่านนี้จะพา อ.ก.ค.ศ.มั่นคงและยั่งยืน ไร้ข้อครหาใดๆทั้งสิ้น เพราะท่านตรงไปตรงมา คอยชี้แนะ บอกกล่าวและเตือนว่าอะไรดีไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก
บางเรื่องราวต้องปรับปรุงและแก้ไขตรงไหน เรื่องใดต้องค่อยๆทำ ทำไปตามกระบวนการและขั้นตอนไม่ต้องรีบเร่ง ที่สำคัญก็คือ ถ้าจะต้องแก้ไขตรงไหนให้สมบูรณ์ ท่านจะบอกเลยโดยที่ไม่มีการเพิกเฉยแต่อย่างใด
เพราะผมเองก็ทำการบ้านเหมือนกัน อ่านวาระการประชุมล่วงหน้า ๓ วัน ทำความเข้าใจตลอดแนว พบเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก กลับได้รับการคลี่คลายและหายสงสัยไปหมดสิ้นเมื่ออยู่ในที่ประชุม
อย่างวันนี้ที่มีการประชุมฯครั้งที่ ๓/๒๕๖๙ เรื่องสำคัญคือการพิจารณาย้ายครูไปต่างเขตพื้นที่ฯ ที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ อนุกรรมการฝ่ายกฎหมายเน้นย้ำให้ระมัดระวังเรื่องการย้ายสับเปลี่ยน
เพราะอาจจะมีการ”ฮั้ว”กัน มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผมกับอนุฯทุกคนก็ดูแล้วอย่างละเอียดว่าวิชาเอกของครูนั้นตรงกัน ผมจะดูถึงภูมิลำเนาของครูด้วย เรื่องแบบนี้ดูข้อมูลได้ไม่ยาก
การประชุม”กลั่นกรอง”การย้ายครูภายในเขตคราวหน้า ผมจะต้องดูให้ละเอียดและรอบคอบที่สุด อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะย้ายครูหรือผู้บริหารครั้งที่ผ่านมา ผมสบายใจ ไม่มีใครเลยสักคนที่โทรมาหาผม
วันนี้มีเรื่องพิจารณาการขอมีวิทยฐานะของครู”ชำนาญการ”หลายท่าน มีครูท่านหนึ่งไม่ผ่าน
ผมรู้สึกเศร้าและเจ็บปวดลึกๆ ครูที่ไม่ผ่านน่าจะรู้สึกไม่แตกต่างไปจากผมมากนัก กล่าวคือ กรรมการผู้ประเมินผลงาน ๓ ท่าน ให้คะแนนไม่ผ่าน ๒ ท่าน เพราะคะแนนไม่ถึงร้อยละ ๖๕
แต่คะแนนย้อนแย้งกันมากเกินไป คนที่ ๑ ให้ร้อยละ ๖๐ คนที่ ๒ ให้ร้อยละ ๗๒ คนที่ ๓ ให้ร้อยละ ๒๗ มันตลกมาก ครูทั่วประเทศพบเรื่องแบบนี้มาเยอะแล้ว แต่ ก.ค.ศ.ก็ทำอะไรไม่ได้
ทั้งที่ ก.ค.ศ.เป็นคนคัดเลือกคณะกรรมการมาตรวจผลงานของครู แม้จะไม่รู้ว่ากรรมการท่านใดได้อ่านผลงานใคร(สุ่ม)แต่คุณวุฒิและวุฒิภาวะของกรรมการคนที่ ๒ กับ ๓ ไม่น่าจะแตกต่างกันได้ขนาดนั้น
อย่าลืมนะว่า แผนการเรียนรู้ของครู ผอ.รร.เขาพิจารณาแล้วว่าสอนได้ และบริบทโรงเรียน ธรรมชาติของผู้เรียนแตกต่างกัน ห้องเรียนไม่เหมือนกัน อย่าเอาแต่งานกระดาษมาชี้วัดคุณค่าความสำเร็จเลย
ครูเขาต้องเจออะไรมาบ้าง ทั้งภาระงาน งานโครงการ งานพิเศษ งานเยี่ยมบ้านเด็กและครอบครัว
ที่สำคัญครูเขามีประสบการณ์ ๖ ปีเป็นเพียงชำนาญการ ไม่ใช่ชำนาญการพิเศษหรือเชี่ยวชาญ ยังพัฒนาได้ ทำไมถึงไม่ให้ขวัญกำลังใจครู
ค่าวิทยฐานะชำนาญการ ๓,๕๐๐ บาท อย่างน้อยก็เป็นค่าน้ำมันรถ ค่าเช่าบ้าน ค่านมลูก และเงินใส่ซองช่วยงานชุมชน ทำไมกรรมการผู้ทรงเกียรติไม่คิดบ้าง จะเอาเป็นเอาตายกับครูซะเหลือเกิน
ทีกับนักการเมืองเน่าๆกลับไปยอมเขาทุกอย่าง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรเลยด้วยซ้ำ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙






