มีการประชุม National UHC Conference 2025 : การเงินการคลังเพื่อระบบสุขภาพไทย ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง  ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๘ สนับสนุนโดย ๑๗ หน่วยงาน   ที่โรงแรมพุลแมน ถนนรางน้ำ    ผมไปร่วมได้เพียงช่วงเช้าวันที่ ๑๒   ได้ไปเห็นการประชุมวิชาการเชื่อมนโยบายที่มีคุณภาพสูงยิ่ง นำโดย นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ 

ประเทศไทยได้รับการยกย่องว่ามีระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง   ติดอันดับหนึ่งในห้าหรือหนึ่งในสิบมานับสิบปี    ผมเคยคุยกับคนขับรถแท็กซี่อายุราวๆ ๕๐ ปี   ว่าเขาขับรถไปฟุบคาพวงมาลัยอยู่ริมถนน   ถูกนำเข้าโรงพยาบาลเอกชนใกล้ๆ   ได้รับการดูแลอยู่ ๓ วันแล้วย้ายไป รพ. ตำรวจ อยู่ใน รพ. ๑ เดือน ได้รับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ   ค่าใช้จ่ายที่ รพ. เอกชน ๓ แสนบาท และที่ รพ. ตำรวจ ๗ แสนบาท  เขาไม่ต้องจ่ายเลย   เขารู้สึกชื่นชมและขอบคุณระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าอย่างยิ่ง     

นี่คือระบบบริการสาธารณะที่มีส่วนเกื้อหนุนให้ประชาชนรักและหวงแหนประเทศและระบบสังคมของเรา    แต่ระบบนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพราบรื่น   แต่มีความท้าทายหรือความขรุขระในการดำเนินการสารพัดด้าน   ด้านหนึ่งคือเรื่องค่าใช้จ่ายหรือระบบการเงินการคลัง     การประชุมนี้ นำเอาปัจจัยลึกๆ และซับซ้อนด้านการเงินการคลังเพื่อระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้ามาถกทำความเข้าใจกัน   เพื่อหาทางร่วมกันรับมือหรือป้องกันปัจจัยท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า     

โดยการประชุมจับเรื่อง

  • ความสมดุลระหว่างค่าใช้จ่ายกับทรัพยากรที่มีอยู่
  • การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น    ลดการดูแลที่มีคุณค่าต่ำ   เพิ่มการดูแลที่มีคุณค่าสูง (high-value care)  ... เอาใจใส่ value-based healthcare
  • ระบบการเงินการคลังที่เหมาะสม
  • การกระจายทรัพยากร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ที่ประชุมย้ำว่า การคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า ต้องไม่ใช่เรื่องที่นักวิชาการและนักจัดการระบบสุขภาพเป็นเจ้าของ    ต้องให้ประชาชนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ    และช่วยกันปกปักรักษาระบบนี้ให้เข้มแข็งยั่งยืน    โดยทุกคนต้องดูแลสุขภาพ หรือสุขภาวะของตัวเองและของคนรอบข้าง ด้วยพฤติกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพ (health behavior)   ขจัดพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ  

นั่นคือ ทุกคนต้องเป็น ผู้ริเริ่ม (agency) กิจกรรมสุขภาพ    ไม่เป็นผู้ดูดายกิจกรรมสุขภาพ   คือดำเนินการกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมสุขภาพของตนเอง และคนรอบข้าง ด้วยพฤติกรรมสุขภาพ    และร่วมกันสร้างระบบนิเวศเพื่อสุขภาพ

ผมกลับมาสะท้อนคิดที่บ้าน ว่าสภาพดังกล่าวต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก  และระบบการศึกษา และการเลี้ยงดูลูก ต้องเป็นฐานของการริเริ่มดังกล่าว    เน้นที่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน  อาหารที่เหมาะสมต่อสุขภาพ   อารมณ์ที่มีการหล่อหลอมจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ให้เป็นอารมณ์บวก   สภาพแวดล้อมเชิงบวก เชิงสร้างเสริมสุขภาพ เช่นอากาศบริสุทธิ์ ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับคนรอบข้าง  เป็นต้น   

ระบบการศึกษา ที่มีเป้าหมายหนุนให้เด็กและเยวชนพัฒนาเติบโตขึ้นเป็นมนุษน์แห่งศตวรรษที่ ๒๑   ที่พัฒนาครบทุกด้าน (holistic development)   คือครบ VASK อย่างสมดุล    ต้องหนุนการพัฒนา VASK ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ (well-being) ของตนเอง ของคนรอบข้าง ของชุมชน ของสังคม และของโลก   

คือเป้าหมายของการพัฒนามนุษย์ในยุคนี้ ต้องไม่หลงตอบสนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และจีดีพีเท่านั้น    ต้องตอบสนอง สุขภาวะของบุคคล (ตนเอง) คนรอบข้าง ชุมชน สังคม  และโลกด้วย   

การศึกษา ต้องมองครอบคลุมการพัฒนามนุษย์ในทุกด้าน อย่างสมดุล และยั่งยืน    เชื่อมสู่การพัฒนาสังคม และโลก 

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ธ.ค. ๖๘