ว่าด้วยทานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ มีผลมาก

อิสสัตถสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๔. อิสสัตถสูตร

ว่าด้วยทานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ มีผลมาก

             [๑๓๕] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

             พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลควรให้ทาน ณ ที่ไหน”

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “มหาบพิตร จิตเลื่อมใสในที่ใดล่ะ”

             “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานที่ให้ในที่ไหนจึงมีผลมาก”

             “มหาบพิตร บุคคลควรให้ทานในที่ไหน นั่นประการหนึ่ง และทานที่ให้ในที่ไหนจึงมีผลมาก นั่นประการหนึ่ง ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมาก ทานที่ให้ในผู้ทุศีลไม่มีผลมาก ด้วยเหตุนั้น อาตมภาพจักย้อนถามพระองค์ในปัญหาข้อนั้นบ้าง พระองค์พอพระทัยอย่างใดพึงชี้แจงอย่างนั้น พระองค์จะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร ณ ที่นี้การยุทธ์พึงปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ สงครามพึงประชิดกัน ถ้ากษัตริย์หนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ฝึกปรือ ไม่มีความชำนาญ ไม่ได้ประลองการยิง เป็นคนขลาด หวาดสะดุ้ง มักวิ่งหนี มาอาสา พระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือ และพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ”

             “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงคนนั้น และข้าพระองค์ไม่ต้องการคนเช่นนั้นเลย”

             “ถ้าพราหมณ์หนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าแพศย์หนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าศูทรหนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ มาอาสา พระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือ และพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ”

             “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงคนนั้น และข้าพระองค์ไม่ต้องการคนเช่นนั้นเลย”

             “มหาบพิตร พระองค์จะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร ณ ที่นี้การยุทธ์พึงปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ สงครามพึงประชิดกัน ถ้ากษัตริย์หนุ่มเป็นผู้ศึกษาดีแล้ว ได้ฝึกปรือแล้ว มีความชำนาญ ได้ฝึกการยิงมาแล้ว ไม่เป็นคนขลาด ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่หลบหนี มาอาสา พระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือ และพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ”

             “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้น และข้าพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้น”

             “ถ้าพราหมณ์หนุ่มเป็นผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าแพศย์หนุ่มเป็นผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าศูทรหนุ่มเป็นผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ มาอาสา พระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือ และพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ”

             “ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร แม้หากว่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตจากตระกูลใด และกุลบุตรนั้นเป็นผู้ละองค์ ๕ เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้นจากตระกูลนั้น ย่อมมีผลมาก”

             องค์ ๕ อะไรบ้างอันกุลบุตรนั้นละได้ คือ

                          ๑. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) อันกุลบุตรนั้นละได้

                          ๒. พยาบาท (ความคิดปองร้าย) อันกุลบุตรนั้นละได้

                          ๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) อันกุลบุตรนั้นละได้

                          ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) อันกุลบุตรนั้นละได้

                          ๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) อันกุลบุตรนั้นละได้

             องค์ ๕ นี้แลอันกุลบุตรนั้นละได้

             กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อะไรบ้าง 

             คือ กุลบุตรนั้น

                          ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยสีลขันธ์ของพระอเสขะ

                          ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ของพระอเสขะ

                          ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ของพระอเสขะ

                          ๔. เป็นผู้ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์ของพระอเสขะ

                          ๕. เป็นผู้ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ของพระอเสขะ

             กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้ละองค์ ๕ ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมมีผลมาก”

             พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

                          ศิลปะธนู กำลัง และความเพียร (หมายถึงความเพียรทางกายและทางจิต) มีอยู่ในชายใด

                          พระราชาผู้ทรงการยุทธ์พึงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้เช่นนั้น

                          ไม่พึงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้ไม่กล้าหาญ

                          เพราะเหตุแห่งชาติ ฉันใด

                          ธรรมคือขันติและโสรัจจะ (ขันติ ในที่นี้หมายถึงอธิวาสนขันติ โสรัจจะ ในที่นี้หมายถึงพระอรหัต) ตั้งอยู่ในบุคคลใด

                          บุคคลพึงบูชาบุคคลนั้นผู้มีปัญญา

                          มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ

                          แม้มีชาติตระกูลต่ำ ฉันนั้นเหมือนกัน

                          บุคคลพึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์

                          อาราธนาพระพหูสูตทั้งหลายให้อยู่ ณ ที่นั้น

                          พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ

                          และสร้างสะพานในที่เป็นหล่ม

                          พึงถวายข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้าและเสนาสนะ

                          ในท่านผู้ซื่อตรงทั้งหลาย ด้วยใจอันเลื่อมใส

                          เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ

                          มียอดตั้งร้อย คำรามอยู่ ตกรดแผ่นดิน

                          ทำที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม แม้ฉันใด

                         ทายกผู้มีศรัทธา เป็นบัณฑิตได้ฟังแล้ว

                          ตกแต่งโภชนาหาร เลี้ยงวณิพกด้วยข้าวน้ำให้อิ่มหนำ

                          เที่ยวไปในโรงทาน สั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้

                          และทายกนั้นบันลือเสียงเหมือนเมฆคำราม

                          เมื่อฝนกำลังตก สายธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น

                          ย่อมหลั่งรดทายกผู้ให้ ฉันนั้น

อิสสัตถสูตรที่ ๔ จบ

-------------------------

อรรถกถาอิสสัตถสูตรที่ ๔

         ได้ยินว่า ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์มีลาภสักการะเกิดขึ้นเป็นอันมาก. เหล่าเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ ก็เที่ยวพูดไปในตระกูลทั้งหลายอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมกล่าวอย่างนี้ว่า พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่พวกอื่น พึงให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่เหล่าสาวกของพวกอื่น ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ทานที่ให้แก่พวกอื่นไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ทานที่ให้แก่เหล่าสาวกของพวกอื่นไม่มีผลมาก. แม้ทั้งที่ตนเองก็ยังอาศัยภิกขาจาร ควรละหรือที่มาทำอันตรายแก่ปัจจัย ๔ ของพวกอื่นซึ่งก็อาศัยภิกขาจารเหมือนกัน พระสมณโคดมทำไม่ถูก ไม่สมควรเลย ถ้อยคำนั้นก็แผ่กระจายไปถึงราชสกุล.
         พระราชาทรงสดับแล้ว ทรงพระดำริว่า มิใช่ฐานะเลย (เป็นไปไม่ได้) ที่พระตถาคตจะพึงทรงทำอันตรายแก่สาวกของคนพวกอื่น มีแต่คนอื่นเหล่านั้นกระเสือกกระสน เพื่อไม่ให้มีลาภ เพื่อไม่ให้มียศแก่พระตถาคต ถ้าเรายังอยู่ในที่นี้แหละ ก็จะพึงพูดว่า พวกท่านอย่าพูดอย่างนี้ พระศาสดาย่อมไม่ตรัสอย่างนั้น ถ้อยคำนั้นไม่พึงถึงความไม่มีมลทินโทษ เราจักทำถ้อยคำนั้นให้หมดมลทิน ในเวลาที่มหาชนนี้ชุมนุมกัน จึงทรงนิ่งรอคอยวันมหรสพวันหนึ่งอยู่.
         สมัยต่อมา เมื่อมหาชนชุมนุมกัน พระราชาทรงพระดำริว่า เวลานี้เป็นกาลแห่งมหรสพนี้ แล้วโปรดให้ตีกลองประกาศไปในพระนครว่า คนทั้งหลายไม่ว่ามีศรัทธาหรือไม่มีศรัทธา เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ ยกเว้นเด็กหรือสตรีเฝ้าเรือน ต้องไปยังพระวิหาร ผู้ใดไม่ไปจะต้องถูกปรับไหม ๕๐ กหาปณะ.
         แม้พระองค์เองก็ทรงสรงสนานแต่เช้าตรู่ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับพระองค์ด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แล้วได้เสด็จไปยังพระวิหาร พร้อมด้วยหมู่ทหารหมู่ใหญ่ เมื่อกำลังเสด็จ ทรงพระดำริว่า เราจักทูลถามปัญหาที่ไม่ควรจะถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เขาว่าพระองค์ตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ฯลฯ ทานที่ให้แก่เหล่าสาวกของคนพวกอื่น ไม่มีผลมาก ดังนี้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาของเรา ก็จักทรงทำลายวาทะของเหล่าเดียรถีย์ได้ในที่สุด ท้าวเธอเมื่อทรงทูลถามปัญหา จึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลควรให้ทานในที่ไหนหนอ.
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า จิตเลื่อมใสในบุคคลใด พึงให้ทานในบุคคลนั้น หรือพึงให้แก่บุคคลนั้น. พระราชาก็ทอดพระเนตรดูเหล่าผู้คนที่บอกกล่าวคำของเหล่าเดียรถีย์. ผู้คนเหล่านั้นพอสบพระเนตรพระราชา ก็เก้อเขิน ก้มหน้ายืนเอาหัวนิ้วเท้าขุดพื้นดิน. พระราชาเมื่อจะทรงประกาศแก่มหาชน ก็ได้ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง บทเดียวเท่านั้นว่า พวกเดียรถีย์ถูกขจัดแล้ว. ครั้นตรัสพระดำรัสอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขึ้นชื่อว่าจิตย่อมเลื่อมใสในเหล่านิครนถ์อเจลกและปริพาชกเป็นต้นเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ทานที่ให้แล้วในคนพวกไหนเล่ามีผลมาก.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร มหาบพิตรตรัสถามครั้งแรกอย่างหนึ่ง ครั้งหลังก็ทรงกำหนดอีกอย่างหนึ่ง แม้การตอบปัญหานี้ ก็เป็นภาระหน้าที่ของอาตมภาพ จึงตรัสว่า การยุทธ์พึงปรากฏต่อมหาบพิตรในที่นี้ ฯ.
                  ในบททุกบท ก็นัยนี้.