ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา มากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

นิสัยของพลเมือง ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง หนังสือแปล “๗ นิสัยเปลี่ยนระบบ พลังแห่งการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง” ที่แปลจากหนังสือ Everyday Habits for Transforming Systems: The Catalytic Power of Radical Engagement เขียนโดย Adam Kahane นำสู่บันทึกนี้ ที่ผมสะท้อนคิดว่า ๗ นิสัยที่เป็น “พลังเกื้อหนุน” (catalytic power) สู่การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นนิสัยของคนที่เป็น “ผู้ก่อการ” (agency) โดยนิสัยทรงพลังทั้ง ๗ คือ 1. ลงมือทำอย่างรับผิดชอบ (Act responsibly) 2. สร้างความสัมพันธ์แบบสามมิติ (Relating in three dimensions) ซึ่งได้แก่ มิติของผู้ลงมือทำ มิติของผู้มีผลประโยชน์ร่วม และมิติของคนรักชอบพอกัน 3. มองหาสิ่งที่ยังมองไม่เห็น (Looking for What’s Unseen) 4. ทำงานกับรอยร้าวของระบบ (Working with Cracks) 5. ลองก้าวเดินไปข้างหน้า (Experimenting a Way Forward) 6. ร่วมมือกับผู้แตกต่าง (Collaborating with Unlike Others) 7. ยืนหยัด และพักผ่อน (Persevering and Resting)

ผมเกิดข้อสงสัยว่า แนวคิดในหนังสือเล่มนี้ เอามาใช้กับคนไทยในยุคปัจจุบันได้อย่างไร เพื่อให้คนไทยร่วมกันทำ หน้าที่เปลี่ยนแปลงระบบการเมืองไทย จากระบบที่กำลังทำลายชาติ ทำลายสังคมไทยอยู่ในปัจจุบัน ด้วยพฤติกรรมโกงกินคอร์รัปชั่น ให้คนไทยหันมาเลือกพรรคการเมืองที่ซื่อสัตย์ มีวิธีชักชวนคนไทยในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เพื่อให้พรรคการเมืองที่ไม่โกงกินได้เป็นรัฐบาล

จึงนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามสหาเอไอ ขอนำคำตอบของ ChatGPT และ Gemini มาลงไว้ดังต่อไปนี้

ChatGPT: ประเด็นที่ท่านตั้งคำถาม มีคุณค่าเชิงจริยธรรมและการเรียนรู้เชิงระบบสูงมาก แต่จำเป็นต้องขอจัดกรอบคำตอบอย่างระมัดระวังให้ ไม่เป็นการชี้นำทางการเมืองหรือชักชวนการลงคะแนนให้พรรคใดพรรคหนึ่งโดยตรง ผมจะตอบในกรอบที่ เป็นการพัฒนาพลเมืองเชิงจริยธรรม (ethical civic agency) และ การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบ ซึ่งสอดคล้องกับสาระของหนังสือ Adam Kahane และสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทไทย

๑. แก่นของหนังสือ: การเปลี่ยนระบบเริ่มที่ “นิสัยของผู้ก่อการ” Adam Kahane ไม่ได้เสนอสูตรการเมือง แต่เสนอ การเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมนุษย์ที่อยู่ในระบบ ระบบเปลี่ยนได้ ต่อเมื่อ “คนในระบบ” เปลี่ยนวิธีคิด วิธีสัมพันธ์ และวิธีลงมือทำ ๗ นิสัย ที่ท่านสรุปไว้ จึงไม่ใช่เครื่องมือทางอำนาจ แต่เป็น คุณลักษณะของพลเมืองที่มี agency ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับสังคมที่ติดกับดักอำนาจ การโกง และความสิ้นหวัง

๒. ใช้กับคนไทยยุคปัจจุบันอย่างไร: จาก “ผู้รอ” สู่ “ผู้ร่วมก่อการ” ปัญหาหลักของสังคมไทยปัจจุบัน (เชิงระบบ) • ความเคยชินกับความไม่ถูกต้อง (normalized corruption) • การถอยหนีจากการเมือง (“ไม่เกี่ยวกับเรา”) • ความแตกแยกทางอารมณ์ มากกว่าการถกเถียงเชิงคุณค่า • การหวังพึ่ง “คนดี/ผู้นำ” แทนการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ๗ นิสัยนี้ช่วยแก้ตรงจุดเหล่านี้

๓. แปลง ๗ นิสัย เป็น “การปฏิบัติในชีวิตจริงของคนไทย” 1. ลงมือทำอย่างรับผิดชอบ (Act responsibly) ในบริบทไทย • เลิกพูดว่า “ทุกคนโกงเหมือนกัน” • กล้ายืนหยัดในพื้นที่เล็ก ๆ: ที่ทำงาน ชุมชน มหาวิทยาลัย ครอบครัว • ไม่สนับสนุนพฤติกรรมผิด แม้ได้ประโยชน์ นี่คือจริยธรรมเชิงการกระทำ ไม่ใช่เชิงคำพูด

  1. สร้างความสัมพันธ์แบบสามมิติ แทนการแบ่ง “ฝ่ายเรา–ฝ่ายเขา” • ฟังผู้มีผลประโยชน์ต่าง • ทำงานกับคนที่คิดไม่เหมือน แต่ยึดคุณค่าพื้นฐานร่วม • รักษาพื้นที่ของ “มิตรภาพมนุษย์” ไม่ให้ถูกการเมืองกลืนกิน นี่คือ การลดความเป็นศัตรู (de-polarization) ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนระบบ

  2. มองหาสิ่งที่ยังไม่เห็น ฝึกตั้งคำถามเชิงลึก เช่น • โครงสร้างใดเอื้อให้คนโกงแล้วยังอยู่ได้ • ระบบรางวัล–ลงโทษ ของสังคมเราบิดเบี้ยวอย่างไร • วัฒนธรรมใดที่เราส่งต่อโดยไม่รู้ตัว นี่คือ จริยธรรมเชิงปัญญา (moral intelligence)

  3. ทำงานกับรอยร้าวของระบบ ไม่รอ “การปฏิวัติ” แต่ • ใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่ยังมีความหวัง • โครงการเล็กที่โปร่งใส • ชุมชนเรียนรู้ทางจริยธรรม • สื่อพลเมืองคุณภาพ การเปลี่ยนระบบมักเริ่มจาก “รอยแตกเล็ก ๆ”

  4. ทดลองก้าวไปข้างหน้า • ทดลองรูปแบบการมีส่วนร่วมใหม่ ๆ • ทดลองกระบวนการตัดสินใจที่โปร่งใส • ทดลองวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ยอมรับการโกง ไม่ต้องสมบูรณ์ แต่ต้องเรียนรู้

  5. ร่วมมือกับผู้แตกต่าง การเมืองไทยติดกับดัก “ความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์” หนังสือเล่มนี้เสนอว่า ถ้าไม่ทำงานกับคนที่ไม่เหมือนเรา ระบบจะไม่เปลี่ยน เงื่อนไขคือ ยึดคุณค่าร่วม ไม่ใช่ผลประโยชน์ร่วม

  6. ยืนหยัด และพักผ่อน นี่คือข้อที่คนไทยมักละเลย • การต่อสู้เชิงจริยธรรมคือมาราธอน • ต้องดูแลใจ ไม่ให้โกรธ เกลียด หรือสิ้นหวัง • ความหวังต้องมีวินัย ไม่ใช่อารมณ์ชั่วคราว

๔. บทบาทของการเลือกตั้ง (ในกรอบจริยธรรม ไม่ชี้นำ) ในกรอบของหนังสือและจริยธรรมพลเมือง การเลือกตั้งไม่ใช่แค่การเลือกพรรค แต่คือ • การฝึกใช้วิจารณญาณ • การตรวจสอบนโยบายเชิงคุณค่า • การไม่ยอมรับว่าการโกงเป็นเรื่องปกติ • การเคารพเสียงที่ต่าง การลงคะแนนเป็น “การปฏิบัติทางจริยธรรมของพลเมือง” ไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางการเมือง

๕. สรุป: จากการเปลี่ยนการเมือง → การเปลี่ยนมนุษย์ คำถามของท่านสะท้อนแก่นเดียวกับหนังสือเล่มนี้อย่างลึกซึ้งว่า ระบบการเมืองที่ดี ไม่อาจเกิดจากคนที่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง แต่เกิดจากพลเมืองที่ฝึกนิสัยของผู้ก่อการอย่างสม่ำเสมอ หากท่านประสงค์ ผมสามารถ • แปลง ๗ นิสัยนี้เป็น หลักสูตรจริยธรรมพลเมือง • หรือเป็น กิจกรรมเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย / ชุมชน • หรือเชื่อมกับ Inner Development Goals / VASK เพื่อให้เป็นการเปลี่ยนจาก “ความคิด” สู่ “การปฏิบัติจริง” ได้ครับ

Gemini: กราบสวัสดีครับท่านอาจารย์วิจารณ์ หนังสือ “Everyday Habits for Transforming Systems” ของ Adam Kahane เล่มนี้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากครับ เพราะมันเปลี่ยนโฟกัสจาก “การรอให้ฮีโร่มาแก้ระบบ” มาเป็น “เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของระบบและปัญหานั้น” สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ท่านอาจารย์ระบุไว้ หากเราจะใช้ ๗ นิสัยนี้เป็น “ยุทธวิธี” ในการชักชวนคนไทยให้เปลี่ยนขั้วอำนาจจากระบบคอร์รัปชันสู่ความซื่อสัตย์ ผมขอเสนอแนวทางการแปลง “นิสัย” สู่ “การปฏิบัติการทางสังคม” (Social Action) ดังนี้ครับ

ยุทธวิธีเปลี่ยนระบบการเมืองไทย: ด้วย ๗ นิสัยผู้ก่อการ เราต้องเปลี่ยนจากการรณรงค์แบบเดิมที่เน้น “ด่าคนโกง” (ซึ่งมักสร้างกำแพงในใจผู้ฟัง) มาเป็นการ “สร้างความมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง” ดังนี้ครับ:

๑. ลงมือทำอย่างรับผิดชอบ (Act Responsibly) • โจทย์เดิม: เรามักโทษนักการเมืองว่าเลว และโทษประชาชนคนอื่นว่าโง่ที่ไปเลือก • จุดเปลี่ยน: ถามตัวเองว่า “ฉันมีส่วนอย่างไรที่ทำให้ระบบโกงกินนี้ยังอยู่?” เราเคยเพิกเฉยต่อการโกงเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่? • การกระทำ: ก่อนจะไปชวนคนอื่น ต้องเริ่มที่ “1 สิทธิ์ของฉัน” ที่ทรงพลัง ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนแต่นุ่มนวล (Assertiveness) ว่า ครั้งนี้ฉันจะไม่เลือกด้วยความเกรงใจ ไม่เลือกด้วยระบบอุปถัมภ์ แต่จะเลือกด้วยเกณฑ์ “ความซื่อสัตย์” เพียงอย่างเดียว เป็นตัวอย่างให้คนรอบข้างเห็น

๒. สร้างความสัมพันธ์แบบสามมิติ (Relating in Three Dimensions) • โจทย์เดิม: เรามองคนเห็นต่างเป็น “ศัตรู” หรือมองชาวบ้านเป็นแค่ “ฐานเสียง” ที่ถูกหลอก • จุดเปลี่ยน: เข้าหาพวกเขาให้ครบ 3 มิติ: 1. มิติคนรักชอบพอกัน: เข้าหาด้วยความเป็นพี่น้อง เพื่อนบ้าน (ลดอคติทางการเมืองลงก่อน) 2. มิติผู้มีผลประโยชน์ร่วม: ชี้ให้เห็นว่า “เราต่างก็เป็นเหยื่อ” ของถนนที่พัง โรงพยาบาลที่ยาขาดแคลน เหมือนกันเพราะงบประมาณถูกโกง 3. มิติของผู้ลงมือทำ: ชวนเขามาร่วมเป็น “ผู้กำหนดอนาคต” ร่วมกันในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ • การกระทำ: “สภากาแฟเปลี่ยนเมือง” ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว พูดคุยเรื่องปากท้องที่เชื่อมโยงกับการโกง โดยไม่เริ่มด้วยการโจมตีตัวบุคคลที่เขาชอบ แต่โจมตีที่ “ผลลัพธ์ของระบบ”

๓. มองหาสิ่งที่ยังไม่เห็น (Looking for What’s Unseen) • โจทย์เดิม: เรามองไม่เห็นว่าทำไมเขาถึงยังเลือกพรรคเดิมๆ (เราอาจคิดว่าเขาเห็นแก่เงินซื้อเสียง) • จุดเปลี่ยน: มองให้ลึกลงไปถึง “ความกลัว” และ “ความต้องการความมั่นคง” ของเขา บางทีเขาเลือกคนโกงเพราะคนโกงช่วยเหลือเขาในยามยากได้จริง (ระบบอุปถัมภ์) ในขณะที่ฝ่ายคนดีเข้าไม่ถึง • การกระทำ: รับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เพื่อเข้าใจเหตุผลเบื้องลึก แล้วนำเสนอทางเลือกใหม่ว่า “ความซื่อสัตย์กินได้จริง” อย่างไร เช่น ถ้างบไม่รั่วไหล สวัสดิการผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอขอทานจากนักการเมือง

๔. ทำงานกับรอยร้าวของระบบ (Working with Cracks) • โจทย์เดิม: เราพยายามชนกับกำแพงหนาของระบบอำนาจเก่า • จุดเปลี่ยน: หา “รอยร้าว” หรือจุดที่ระบบปัจจุบันล้มเหลวอย่างชัดเจนที่สุด • การกระทำ: ในช่วงปี ๒๕๖๙ นี้ มีวิกฤตอะไรที่เกิดจากการคอร์รัปชันอย่างชัดเจนบ้าง? (เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม, ค่าครองชีพ, โรคระบาด) ใช้รอยร้าวนั้นเป็นคานงัด ชี้ให้เห็นว่า “นี่คือราคาที่เราต้องจ่ายจากการเลือกคนโกง” เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นพลังในการโหวต

๕. ลองก้าวเดินไปข้างหน้า (Experimenting a Way Forward) • โจทย์เดิม: รอฟังนโยบายใหญ่ แล้วค่อยตัดสินใจ • จุดเปลี่ยน: ไม่ต้องรอ ลองทำกิจกรรมรณรงค์เล็กๆ ในชุมชน • การกระทำ: “ลองโหวตจำลอง” หรือจัดเวทีดีเบตเล็กๆ ในหมู่บ้าน ลองสื่อสารด้วยวิธีใหม่ๆ เช่น ทำคลิป TikTok สั้นๆ เล่าเรื่องโกงในท้องถิ่น หรือทำ Infographic ง่ายๆ ส่งในไลน์กลุ่มผู้สูงอายุ ลองผิดลองถูกว่า “สาร” แบบไหนที่กระตุ้นคนไทยได้ดีที่สุด

๖. ร่วมมือกับผู้แตกต่าง (Collaborating with Unlike Others) • โจทย์เดิม: จับกลุ่มคุยแต่กับคนคอเดียวกัน (Echo Chamber) • จุดเปลี่ยน: เราชนะไม่ได้ถ้าขาดเสียงจากอีกฝั่ง • การกระทำ: “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” คนที่ชอบพรรค A และพรรค B อาจจะเกลียดกัน แต่ทั้งคู่ “เกลียดการที่ลูกหลานติดยาเสพติด” เหมือนกัน หาประเด็นกลางที่เป็นศัตรูร่วม (Common Enemy) คือ “คอร์รัปชันที่ทำลายอนาคตลูกหลาน” แล้วชวนทุกคนมาร่วมมือกันขจัดสิ่งนี้ โดยไม่เกี่ยงสีเสื้อ

๗. ยืนหยัด และพักผ่อน (Persevering and Resting) • โจทย์เดิม: ไฟแรงช่วงแรก แล้วหมดไฟเมื่อเห็นโพลว่าฝ่ายคนโกงนำ • จุดเปลี่ยน: การเปลี่ยนระบบเป็นวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น • การกระทำ: ดูแลใจตัวเองและทีมงาน หากผลการเลือกตั้งวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ยังไม่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินทันที ก็ต้องไม่สิ้นหวัง แต่ถือว่าเราได้เริ่ม “ปลูกเมล็ดพันธุ์ทางความคิด” แล้ว พักผ่อน แล้วกลับมาทำงานทางความคิดต่อ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้จบแค่วันเลือกตั้ง

บทสรุปสู่การปฏิบัติ (Call to Action) สำหรับวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ท่านอาจารย์สามารถใช้แนวคิดนี้สร้างแคมเปญ: “๑ เสียงเปลี่ยนระบบ: เลือกเพื่อรอด เลิกเพื่อลูก” โดยเน้นการสื่อสารว่า: “เราไม่ได้มาขอคะแนนให้พรรคใด แต่เรามาขอชีวิตที่ดีกว่าคืนให้ตัวท่านเอง” ใช้ นิสัยข้อที่ ๒ (สัมพันธ์ ๓ มิติ) และ ข้อที่ ๓ (มองสิ่งที่มองไม่เห็น) เป็นหัวหอกในการเจาะเข้าถึงใจคนไทยที่ยังลังเล เพื่อให้เขาตระหนักว่า ปากกาในมือเขามีอำนาจที่จะหยุดยั้งหายนะของชาติได้จริงครับ

ถ้าไม่ระวัง เราจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา (part of the problem) เราต้องตั้งสติ และทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา (part of the solution) วิจารณ์ พานิช ๘ ม.ค. ๖๙ บยรถตู้ เดินทางไปนครราชสีมา