เช้าวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ผมออกไปเดินออกกำลังพร้อมกับฟังยูทูปเรื่อง From Polycrisis to Polyunity with Yuen Yuen Ang  รู้สึกประทับใจในความเป็นนักวิชาการ (ด้านสังคมศาสตร์) ของศาสตราจารย์ Yuen Yuen Ang   และได้รู้จักเอกสารของ UNDP เรื่อง Turning Polycrisis into Polyunity,  Yuen Yuen Ang    นำผมสู่ความท้าทายที่คนเราจะเข้าถึงความจริงแท้ในสังคม    ว่าเราทุกคนตกอยู่ภายใต้การครอบงำกระบวนทัศน์ โดยหลากหลายปัจจัย    เช่นการครอบงำโลกโดยขบวนการอุตสาหกรรมและจักรวรรดิ์นิยมตะวันตก    โดยลัทธิทุนนิยมบริโภคนิยม ตะวันตกนิยม     

ศ. YY Ang เสนอ AIM political economy (Adaptive, Inclusive and Moral)   โดยมีเครื่องมือระบุคอร์รัปชั่น และหาทางป้องกันและกำจัดเชิงระบบ  ภายใต้แนวคิดเชิงบวก ว่ามองมุมหนึ่งเป็นวิกฤติ มองอีกมุมหนึ่งเป็นโอกาสใหญ่   พหุวิกฤติ คือโอกาสเข้าสู่การรวมพลังครั้งใหญ่ เพื่อสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ สร้างระบบใหม่ของโลก   

 ศ. YY Ang เขียนหนังสือ ๒ เล่มคือ  How China Escaped the Poverty Trap (Cornell Studies in Political Economy)    และ China's Gilded Age: The Paradox of Economic Boom and Vast Corruption ที่ท่านเอ่ยถึงในรายการ From Polycrisis to Polyunity with Yuen Yuen Ang   

ผมอยากได้ความเห็นว่า ข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนระบบโลก ในรายการ เอกสาร และหนังสือดังกล่าว มีประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกจริงไหม  เป็นไปได้ไหม    หากจะให้เกิดขึ้นจริงต้องทำและไม่ทำอะไรบ้าง โดยหน่วยงานใด   ประเทศไทยควรนำมาประยุกต์ใช้อย่างไรบ้าง 

 ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบน ไปถามแปดสหายเอไอ   ได้คำตอบไปในทางเดียวกันว่า ข้อเสนอนี้เป็นประโยชน์และเป็นไปได้ แต่ต้องใช้เวลานับ (กว่า) สิบปี   และต้องทำหลายด้านประกอบกัน   ขอนำคำตอบของ Qwen, Perplexity, Copilot และ ChatGPT มาลงไว้ดังต่อไปนี้ 

 

Qwen:

คำถามของคุณลึกซึ้งและครอบคลุมหลายมิติ – ทั้งเชิงโครงสร้างระบบโลก เชิงจริยธรรมการเมืองเศรษฐกิจ และเชิงกลยุทธ์ระดับชาติ โดยเฉพาะในบริบทไทย ซึ่งสอดคล้องกับความสนใจของคุณในประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความยุติธรรมทางสังคม และการปฏิรูประบบโครงสร้าง ดังนั้น ผมจะตอบโดยแบ่งเป็น 4 ส่วนหลัก:

 

 1. ข้อเสนอของ Yuen Yuen Ang มีประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือไม่

     ใช่ — และมีศักยภาพสูงมาก

กรอบ AIM Political Economy (Adaptive, Inclusive, Moral) ของ Prof. Yuen Yuen Ang ท้าทายมุมมองเดิมที่มอง "การทุจริต" หรือ "ความซับซ้อนของระบบ" เป็นเพียงความล้มเหลว แต่กลับมองว่าระบบนั้นสามารถ ปรับตัวได้ (adaptive) หากมีการออกแบบที่ ครอบคลุมทุกฝ่าย (inclusive) และวางอยู่บนฐาน จริยธรรม (moral)

 

- เอกสาร UNDP Turning Polycrisis into Polyunity ชี้ว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต (polycrisis)   – ทั้งสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ ระบบประชาธิปไตยเสื่อมถอย AI ไร้การกำกับ – ไม่สามารถแก้แบบแยกส่วนได้ 

- ทางออกคือ “Polyunity” หรือ “การรวมพลังหลากหลายเพื่อเป้าหมายร่วม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ระบบซับซ้อนเชิงบวก และ การพัฒนาแบบองค์รวม ที่คุณให้ความสำคัญ (เช่น VASK, IDG, SEP)

 

ดังนั้น ข้อเสนอนี้ ไม่เพียงแต่ “มีประโยชน์” แต่อาจเป็นหนึ่งในกรอบที่จำเป็นที่สุดในยุคปัจจุบัน

 

 2. เป็นไปได้จริงหรือไม่

     เป็นไปได้ – แต่ไม่ง่าย และต้องเริ่มจาก “ระดับกลาง” (meso-level)

ระบบโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงจาก “ด้านบนลงล่าง” (top-down) อย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การรวมพลังของเครือข่ายพลเมือง สถาบันท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และรัฐที่กล้าคิดใหม่

ตัวอย่างที่ใกล้เคียง:

- นิวซีแลนด์ ใช้ “Wellbeing Budget” แทน GDP เป็นตัวชี้วัดหลัก

- Costa Rica ยกเลิกกองทัพ แล้วลงทุนด้านการศึกษา-สิ่งแวดล้อม

- บางรัฐในแอฟริกาและลาตินอเมริกา ใช้ “participatory budgeting” และ “anticorruption co-design” โดยมีประชาชนร่วมตรวจสอบ

ข้อจำกัดหลักคือ: ความกลัวการสูญเสียอำนาจของชนชั้นนำ (elites) และระบบราชการที่เฉื่อยชา รวมถึง “ความเคยชิน” กับกระบวนทัศน์เก่า (เช่น GDP = ความก้าวหน้า)

 

3. เพื่อให้เกิดขึ้นจริง: ต้องทำอะไร / ไม่ทำอะไร / ใครทำ

 

ควรทำ หลีกเลี่ยง ผู้มีบทบาท
ออกแบบระบบตรวจสอบความโปร่งใส            แบบเปิด (open data + citizen audit) สร้างระบบ “anti-corruption” ที่เน้นลงโทษ   แบบเผด็จการ รัฐร่วมกับภาคประชาสังคม
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนใน      นโยบายสาธารณะ ใช้แนวคิดพัฒนาแบบ top-down โดยไม่ฟัง    เสียงท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
สร้างการศึกษาเชิงวิพากษ์ ที่ท้าทายกระบวน    ทัศน์บริโภคนิยม ส่งเสริมการศึกษาแบบจำ-ท่อง-เชื่อ ครู นักการศึกษา สถาบันอุดม   ศึกษา
เชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) กับ โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy ยึดติดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ GDP-centric หน่วยงานนโยบาย (สภาพัฒน์, สศช.)
ใช้ AI เพื่อเสริมการตัดสินใจเชิงจริยธรรม –     ไม่ใช่แทนมนุษย์ ใช้ AI เพื่อควบคุมหรือสร้าง  dependency นักพัฒนา AI ร่วมกับนัก   จริยธรรม/ครู

 

 

 4. ประเทศไทยควรประยุกต์ใช้อย่างไร

                      ก. ระดับนโยบายชาติ

  • ปรับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ให้สะท้อนแนวคิด Polyunity โดยผสาน **IDG + SEP + SDGs
  • สร้าง “Thai Anti-Corruption Observatory” แบบเปิด ที่ใช้ข้อมูลจริง + AI เพื่อวิเคราะห์รูปแบบคอร์รัปชันเชิงระบบ – แบบที่ YY Ang เสนอ
  • สนับสนุน Local Innovation Hubs ในพื้นที่ต่างๆ ที่ทดลองระบบการเมืองเศรษฐกิจแบบ AIM (เช่น ชุมชนที่ใช้เศรษฐกิจแบ่งปัน + การตัดสินใจร่วม)

      ข. ระดับการศึกษา

  • บูรณาการ “Critical Systems Thinking” และ “Narrative of Alternatives” (แทนการเล่าเรื่องความสำเร็จแบบตะวันตก) ลงในหลักสูตร
  • ส่งเสริมครูให้เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่แค่ผู้ถ่ายทอดความรู้ – โดยใช้กรอบ VASK ที่คุณให้ความสำคัญ

      ค. ระดับชุมชน/บุคคล 

  • ส่งเสริม Green Wellbeing ผ่านการปลูกต้นไม้ การใช้ชีวิตเรียบง่าย (ซึ่งคุณปฏิบัติอยู่แล้ว!)
    • สร้าง “ชุมชนเรียนรู้” ที่อภิปรายประเด็นเช่น “ความจริงแท้ในยุค AI” หรือ “อำนาจรู้ (epistemic justice)” – สะท้อนความกังวลของคุณเรื่องกระบวนทัศน์ที่ถูกครอบงำ

 

 สรุป: 

ข้อเสนอของ Yuen Yuen Ang ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยหรู แต่เป็นกรอบการคิดที่ “ปรับใช้ได้จริง” ถ้าเรายอมรับว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาจากการปฏิวัติ แต่จากการทดลองซ้ำ ๆ ในระดับรากหญ้า

และสำหรับประเทศไทย – ซึ่งมีทั้งภูมิปัญญา เศรษฐกิจพอเพียง และความท้าทายเชิงโครงสร้าง – การผสมผสาน AIM กับ SEP อาจเป็นทางรอด ที่ทั้งตอบโจทย์โลก และรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง

 

หากคุณสนใจ ผมสามารถช่วยสรุปกรอบการประยุกต์ใช้ในบริบทโรงเรียน ชุมชน หรือแม้แต่ระดับครัวเรือนได้เพิ่มเติมครับ

 

Perplexity:

ข้อเสนอของศาสตราจารย์ Yuen Yuen Ang ในเรื่อง AIM Political Economy (Adaptive, Inclusive, Moral) และแนวคิด "Turning Polycrisis into Polytunity" ที่เสนอในเอกสารของ UNDP รวมทั้งในหนังสือ How China Escaped the Poverty Trap และ China's Gilded Age นั้น มีประโยชน์และน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกจริง

ประโยชน์ของข้อเสนอ AIM และ Polytunity ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • AIM Political Economy เสนอว่า ระบบเศรษฐกิจและการเมืองเป็นระบบที่ซับซ้อนและปรับตัวได้ (Adaptive) จึงต้องหยิบยกความเป็นพื้นถิ่นและการมีส่วนร่วมของชุมชนในท้องถิ่นมาใช้ (Inclusive) และต้องตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมทางอำนาจและคุณธรรม (Moral) ในการกำหนดนโยบายและการวางระบบyuenyuenang+4
  • แนวคิดนี้แทนที่กระบวนทัศน์แบบอุตสาหกรรมและจักรวรรดิ์นิยมที่มองโลกเป็นระบบเครื่องจักร ทำให้สามารถรับมือกับวิกฤติซ้อนทับหลากหลาย (polycrisis) ได้ด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ที่เปิดรับความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลาย ซึ่งให้มุมมองบวกเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้ง (polytunity)undp+1
  • หนังสือ How China Escaped the Poverty Trap ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จคือการใช้องค์ความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นผ่าน "directed improvisation" หรือการผสมผสานนวัตกรรมเฉพาะท้องถิ่นกับกรอบนโยบายระดับประเทศ ไม่ต้องรอให้มีสถาบันหรือระบบที่ "สมบูรณ์แบบ" ตามแบบตะวันตกก่อนcountercurrents
  • หนังสือ China's Gilded Age แสดงว่าการคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเดียว แต่มีหลายรูปแบบ และบางรูปแบบของการคอร์รัปชันที่มีโครงสร้าง มีนิยามและความซับซ้อนเชิงสังคมที่ต่างกัน จึงต้องมีเครื่องมือวัดและแนวทางจัดการแบบแยกรูปแบบ (unbundled corruption) เพื่อสร้างความเข้าใจและนโยบายที่เหมาะสมncuscr

ความเป็นไปได้และแนวทางปฏิบัติ

  • องค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNDP ที่ศ. Ang ทำงานร่วม มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดนี้ในระดับโลก โดยต้องขยายการนำ AIM ไปใช้เป็นแนวทางวิจัยและนโยบายที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างจริงจังsnfagora.jhu+1
  • รัฐบาลและนโยบายประเทศต่างๆ ต้องเปลี่ยนมุมมองจากระบบแบบเดิมที่เป็นเชิงเครื่องจักร (mechanical) ไปสู่ระบบที่ยืดหยุ่น เปิดรับนวัตกรรมพื้นที่ และตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ และต้องมีการพัฒนาวิธีวัดผลและจัดการคอร์รัปชันที่ละเอียดกว่าเดิม เช่น การแยกรูปแบบของคอร์รัปชันsnfagora.jhu+1
  • ประเทศไทยควรนำแนวทาง AIM มาประยุกต์โดยเริ่มจากการสนับสนุนการพัฒนานโยบายและโครงการที่ยืดหยุ่นตามบริบทท้องถิ่น (adaptive) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากชุมชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (inclusive) และเน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการจัดการปัญหาคอร์รัปชันระดับโครงสร้าง (moral)
  • ควรสร้างนิสัยการวิจัยและนโยบายที่มีพลวัตสูง วิเคราะห์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดแบบแผนเดิม และสนับสนุนการจัดการแบบแยกรูปแบบคอร์รัปชันที่สอดคล้องกับบริบทที่ต่างกันในสังคมไทย
  • ร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในสังคมว่าการจัดการโลกหลัง polycrisis ต้องใช้มุมมองใหม่และรวมพลังหลายภาคส่วนundp+1

สรุป

ข้อเสนอ AIM และแนวคิด polytunity ของ ศ. Yuen Yuen Ang ช่วยเปิดทางสู่โมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะกับโลกยุคความซับซ้อนและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว    เป็นกรอบแนวคิดที่น่าจะส่งเสริมการปฏิรูปนโยบายและองค์ความรู้ในระดับประเทศและนานาชาติได้จริง    โดยประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ทั้งในแง่การออกแบบนโยบาย การจัดการท้องถิ่น และการต่อสู้กับคอร์รัปชันเชิงระบบได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตyuenyuenang+4

  1. https://www.yuenyuenang.org
  2. https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2025-06/undp-turning-polycrisis-into-politunity.pdf
  3. https://snfagora.jhu.edu/our-work/labs/the-polytunity-project/turning-polycrisis-into-polytunity/
  4. https://www.yuenyuenang.org/aim
  5. https://polycrisis.org/resource/turning-polycrisis-into-polytunity/
  6. https://countercurrents.org/2024/11/how-china-escaped-the-poverty-trap-by-yuen-yuen-ang/
  7. http://www.ncuscr.org/video/china-gilded-age/
  8. https://www.youtube.com/watch?v=H1Rm5JonycY
  9. https://snfagora.jhu.edu/resources/adaptive-political-economy-toward-a-new-paradigm/
  10. https://scholar.google.com/citations?user=IlT_EGEAAAAJ&hl=en
  11. https://www.soas.ac.uk/about/news/adaptive-political-economy-yuen-yuen-ang-delivers-dlds-inaugural-annual-lecture

 

Copilot:

ข้อเสนอของศ. Yuen Yuen Ang โดยเฉพาะแนวคิด “Polytunity” และกรอบ AIM Political Economy มีศักยภาพสูงในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก—หากได้รับการนำไปใช้เชิงระบบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย

 

 ประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก

ข้อเสนอของศ. YY Ang มี คุณูปการสำคัญ ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติหลัก:

  • เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส (Polytunity)
    เธอเสนอให้มอง “Polycrisis” ไม่ใช่แค่ความล่มสลาย แต่เป็น จุดเปลี่ยนเชิงระบบ ที่เปิดโอกาสให้ตั้งคำถามต่อกระบวนทัศน์อุตสาหกรรม-จักรวรรดิ์นิยม และสร้างระบบใหม่ที่เหมาะกับโลกปัจจุบัน
  • กรอบ AIM Political Economy (Adaptive, Inclusive, Moral)
    เป็นแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ ยืดหยุ่น ต่อบริบท, ครอบคลุม ผู้มีส่วนได้เสีย และ มีจริยธรรม โดยเฉพาะการจัดการคอร์รัปชันแบบไม่ใช้กรอบตะวันตกอย่างเดียว
  • การเรียนรู้จากจีน
    หนังสือ How China Escaped the Poverty Trap และ China’s Gilded Age แสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจและการจัดการคอร์รัปชัน สามารถเกิดร่วมกันได้ หากมีการออกแบบเชิงระบบที่เหมาะสม

 

           เป็นไปได้ไหม และต้องทำ/ไม่ทำอะไรบ้าง

เป็นไปได้ หากมีการดำเนินการในระดับ สถาบัน และ ข้ามภาคส่วน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ:

สิ่งที่ต้องทำ

  • UNDP, ธนาคารโลก, OECD และองค์กรระดับโลก
    ต้อง สนับสนุนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โดยไม่ยึดติดกับโมเดลตะวันตก และส่งเสริม AIM Political Economy ในการออกแบบนโยบาย
  • รัฐบาลและภาคประชาสังคม
    ต้อง เปิดพื้นที่ให้การตั้งคำถามเชิงระบบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มชายขอบ
  • มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย
    ควร บูรณาการแนวคิด Polytunity และ AIMเข้ากับการเรียนการสอนและการวิจัย เพื่อสร้างนักคิดเชิงระบบ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • ไม่ควรใช้กรอบการพัฒนาแบบ “copy-paste” จากตะวันตก
    เพราะอาจไม่เหมาะกับบริบทท้องถิ่น และอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ
  • ไม่ควรมองคอร์รัปชันแบบ “zero tolerance” อย่างเดียว
    เพราะอาจทำให้มองไม่เห็นโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดคอร์รัปชัน และพลาดโอกาสในการออกแบบระบบที่ยืดหยุ่นและมีจริยธรรม

 

 ประเทศไทยควรประยุกต์ใช้อย่างไร

ประเทศไทยมีโอกาสสูงในการนำแนวคิดนี้มาใช้ โดยเฉพาะในบริบทของการปฏิรูปการศึกษาและธรรมาภิบาล:

  • สร้าง “Polytunity Platform” ระดับชาติ
    เป็นพื้นที่ตั้งคำถามต่อกระบวนทัศน์เดิม เช่น การศึกษาแบบเน้นสอบ, การพัฒนาแบบ top-down และเปิดให้เกิดการออกแบบระบบใหม่ร่วมกัน
  • นำ AIM Political Economy ไปใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ
    เช่น การจัดการคอร์รัปชันในระบบราชการ, การกระจายอำนาจ, การออกแบบงบประมาณแบบมีส่วนร่วม
  • ส่งเสริมการเรียนรู้แบบตั้งคำถามและเชื่อมโยงกับบริบทจริง
    โดยเฉพาะในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างพลเมืองที่มี “Superagency” และสามารถเป็นผู้ออกแบบระบบใหม่ได้

 

หากคุณสนใจ ผมสามารถช่วยออกแบบกรอบการประยุกต์ใช้ Polytunity และ AIM สำหรับประเทศไทยในระดับนโยบาย, การศึกษา หรือการพัฒนาเยาวชนได้ครับ

Sources:
UNDP: Turning Polycrisis into Polytunity
SNF Agora Institute: Polytunity Project
YouTube: From Polycrisis to Polytunity with Yuen Yuen Ang

 

ChatGPT:

ดีครับ — อ่านข้อความคุณแล้ว ได้บริบทชัดเจน ผมสรุปความเห็นอย่างเป็นระบบ พร้อมแหล่งอ้างอิง แล้วปิดด้วย “รายการทำ / หยุดทำ” แบบใช้ได้จริงสำหรับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางที่ประเทศไทยนำไปประยุกต์ได้ทันที

สรุปสั้น ๆ ก่อนลงรายละเอียด

ข้อเสนอของ ศ. Yuen Yuen Ang — การมองช่วงเวลาปัจจุบันว่าเป็น “polytunity” (โอกาสจากพหุวิกฤติ) และกรอบแนวคิด AIM: Adaptive, Inclusive, Moral (ปรับตัวได้ ครอบคลุม เป็นธรรม) — มีความเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพราะช่วยชี้แนวทางเชิงโครงสร้าง (systems) และเชิงจริยธรรมในการออกแบบนโยบายและสถาบันที่จะตอบปัญหาแบบข้ามมิติ (climate, inequality, governance, เทคโนโลยี ฯลฯ) แทนการแก้ปัญหาเป็นรายกรณีหรือแบบ “business as usual”. (UNDP)

นัยสำคัญคือ: ข้อเสนอ ให้แนวคิดและเครื่องมือเชิงนโยบาย ที่ใช้งานได้จริง (เช่น กรอบปฏิบัติการเพื่อจัดการคอร์รัปชันเชิงระบบ, การออกแบบสถาบันที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม) แต่เพื่อให้เกิดผลจริง ต้องแปลงแนวคิดเป็น “การปฏิบัติที่จับต้องได้” ผ่านการปฏิรูปสถาบัน นโยบายสาธารณะ และการลงทุนในกำลังคน/ระบบข้อมูล. (SSRN)

 

เหตุผลที่ข้อเสนอมีประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (หลัก ๆ 4 ข้อ)

  1. เชื่อมปัญหาเชิงข้ามมิติ (systems thinking) — AIM กระตุ้นให้มองปัญหาสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการเมืองเป็นเครือข่ายเชื่อมโยง ไม่แยกเป็น silo ซึ่งจำเป็นต่อ SDGs ที่เป็นเป้าหมายแบบข้ามสาขา. (YY+Ideas)
  2. เน้นความยืดหยุ่นและการปรับตัว (adaptive governance) — ข้อเสนอส่งเสริมสถาบันที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องและปรับนโยบายได้เมื่อเผชิญช็อก (เช่น climate shock, pandemic) ซึ่งสำคัญต่อการบรรลุเป้าระยะยาว. (SSRN)
  3. วางจริยธรรมและความครอบคลุมเป็นแกนกลาง — ไม่เพียงมองการเติบโต แต่ยังตั้งคำถามเรื่อง “ใครได้ ใครเสีย” และเสนอวิธีจัดการคอร์รัปชันเชิงระบบเพื่อไม่ให้ความไม่เป็นธรรมกัดกร่อนผลประโยชน์สาธารณะ. (UNDP)
  4. เชิงปฏิบัติ (actionable) — Ang และเอกสารที่เกี่ยวข้องเสนอทั้งกรอบคิด งานวิจัย และแนวทางทดลอง เช่น sandbox/ pilot, audit frameworks, และเครื่องมือวิจัย — ทำให้ไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแปลงเป็นนโยบายได้จริง. (UNDP)

 

เป็นไปได้ไหมที่จะเปลี่ยนระบบโลกตามแนวนี้ (คำตอบแบบตรงไปตรงมา)

เป็นไปได้ แต่ไม่ง่าย และต้องใช้เงื่อนไขหลายประการ — คือมีความเป็นไปได้เชิงเทคนิคและเชิงความคิด (intellectual feasibility) เพราะกรอบ AIM ให้ทิศทาง แต่การเปลี่ยนเชิงระบบระดับโลกต้องการ:

  • ผู้นำเชิงนโยบายที่กล้าปฏิรูป (political will),
  • ความร่วมมือพหุภาคีระหว่างประเทศและข้ามภาคส่วน (multi-stakeholder),
  • การลงทุนระยะยาวในสถาบัน สาธารณูปโภคข้อมูล และกำลังคน,
  • กลไกจัดการผลประโยชน์ (to handle vested interests) — หากไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงจะติดขัดหรือถูกกลืนคืนด้วยผลประโยชน์เก่า. (SSRN)

 

หากจะให้เกิดขึ้นจริง — “ต้องทำ” และ “ไม่ทำ” อะไรบ้าง (เชิงปฏิบัติ)

ด้านล่างแยกตามระดับ: ระหว่างประเทศ/ระหว่างหน่วยงาน ระดับชาติ (รัฐ/ไทย) และระดับองค์กร/ชุมชน

A. ในเวทีนานาชาติ / หน่วยงานระหว่างประเทศ

ต้องทำ

  • ผลักดันกรอบร่วม (shared frameworks) เช่น AIM เป็นส่วนหนึ่งของวาระการพัฒนาโลก (UNDP, WHO, World Bank forums) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนบทเรียนและการทดลองนโยบายร่วม. (UNDP)
  • สนับสนุนเครือข่าย  pilot projects ข้ามประเทศ (policy labs) ที่ทดสอบสถาบันใหม่และแบ่งปันผล (e.g., adaptive governance pilots). (SSRN)
  • สร้าง  incentive/finance mechanisms ที่สนับสนุนการปฏิรูปสังคมที่ครอบคลุม (เช่น ODA-linked governance reform grants)

ไม่ทำ

  • หวังพึ่งเฉพาะเครื่องมือทางเทคนิคหรือการเงิน โดยไม่แก้โครงสร้างอำนาจ/ผลประโยชน์
  • ใช้ภาษากดดันทางการเมืองมากเกินไปจนลดโอกาสร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ

B. ระดับประเทศ — รัฐ/หน่วยงาน (สำหรับประเทศไทย)

หน่วยงานนำ: สำนักงานนายกฯ (policy coordination), กระทรวงการต่างประเทศ (การประสานข้ามประเทศ), กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการคลัง, สำนักงาน ป.ป.ช./สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน, สถาบันวิจัย/มหาวิทยาลัย, ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนที่มีความรับผิดชอบทางสังคม

ต้องทำ (Thailand-specific)

  1. แปล AIM เป็นนโยบายทดสอบ (policy pilots) — เลือก 2–3 ประเด็น เช่น การจัดการภัยพิบัติร่วมกับระบบสาธารณสุขเชิงพื้นที่, การป้องกันคอร์รัปชันในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่, หรือการขยายบริการสุขภาพผ่านนวัตกรรมชุมชน — ทำเป็น pilot ในจังหวัดที่หลากหลาย (เมืองใหญ่/ชนบท/ชายแดน).
  2. ตั้ง “Polytunity Lab” ในระดับชาติ — เป็นศูนย์กลางทดลองออกแบบนโยบายข้ามภาคส่วน รวบรวมนักวิจัย นโยบายเมกเกอร์ และชุมชน เพื่อ rapid prototyping ของสถาบันใหม่.
  3. เสริมระบบข้อมูลและความโปร่งใส — สร้าง Health & Social Data Platform ที่คุ้มครองข้อมูล แต่เปิดให้ใช้เพื่อวางนโยบาย (with privacy-preserving mechanisms).
  4. ปฏิรูปกลไกต่อต้านคอร์รัปชันเชิงระบบ — ใช้แนวคิดจาก China's Gilded Age เพื่อจำแนกชนิดของคอร์รัปชันและออกมาตรการต่างกัน (เช่น speed money vs access money) แทนการใช้เครื่องมือเดียวสำหรับทุกแบบ. (Cambridge University Press & Assessment)
  5. ลงทุนในกำลังคน — เพิ่มหลักสูตร AIM/Adaptive governance ในสถาบันนโยบายสาธารณะและคอร์สอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำชุมชน.
  6. ส่งเสริมเวทีสาธารณะและการมีส่วนร่วมของชุมชน — ให้ชุมชนร่วมออกแบบ/ประเมินนโยบาย (participatory policy design) เพื่อเพิ่มความชอบธรรมและความครอบคลุม.

ไม่ทำ

  • ใช้แนวคิดนี้เป็น “คำนิยามสวยงาม” แล้วไม่ลงมือทำ pilot หรือไม่เปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน
  • ปล่อยให้ความพยายามกลายเป็น “เครื่องมือการเมือง” ที่ทำเพื่อหน้าตาแต่ไม่เปลี่ยนระบบผลประโยชน์

C. ระดับองค์กร / โรงพยาบาล / ชุมชน

ต้องทำ

  • ทดลองระบบข้อมูลเชื่อมโยงและการตัดสินใจแบบ  adaptive (เช่น real-time dashboards ที่ผสานข้อมูลสุขภาพ สภาพอากาศ และเศรษฐกิจท้องถิ่น)
  • ขับเคลื่อนโครงการเล็ก ๆ ที่ผสานนวัตกรรมชุมชน เช่น กลุ่มผู้สูงอายุใช้เทคโนโลยีเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพแบบร่วมกัน
  • ตั้งกลไกตรวจสอบอิสระ (ethics & audit committees) สำหรับนวัตกรรมที่เสี่ยงต่อความไม่เป็นธรรม

ไม่ทำ

  • นำเทคโนโลยีมาใช้แทนการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการหรือชุมชน

 

ตัวอย่างกิจกรรมเชิงนโยบาย 12–24 เดือน (Roadmap สั้น ๆ สำหรับประเทศไทย)

  1. เดือน 0–3: ตั้ง “Polytunity Taskforce” ภายใต้สำนักนายกฯ + แต่งตั้ง advisory board (นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน)
  2. เดือน 3–9: เลือก 2 pilot projects (เช่น การจัดการน้ำและสุขภาพชุมชน, และการป้องกันคอร์รัปชันโครงการก่อสร้างสาธารณะ) + ออก TOR สำหรับ Polytunity Lab.
  3. เดือน 6–18: ดำเนิน pilot พร้อมการประเมินแบบ mixed-methods และเผยแพร่ผลลัพธ์สู่สาธารณะ
  4. เดือน 12–24: ขยายผลที่สำเร็จเป็นนโยบายระดับชาติ ปรับกฎหมาย/ระเบียบถ้าจำเป็น

 

ความเสี่ยงหลักและแนวทางลดความเสี่ยง

  • Resistance จากผู้มีผลประโยชน์ (vested interests): ต้องมีการออกแบบ incentives/penalties, และสร้างพันธมิตรระหว่างภาคประชาสังคมกับสถาบันระหว่างประเทศเพื่อลดแรงต้าน.
  • การใช้คำว่า “โอกาส” ให้กลายเป็นข้ออ้างลดมาตรฐาน: ต้องยึดหลักความโปร่งใส การประเมินอิสระ และตัวชี้วัดด้านความเป็นธรรม.
  • ความไม่สอดคล้องเชิงนโยบาย: ใช้  Polytunity Lab เป็นตัวประสาน และทำ policy coherence checks ก่อนขยายผล.

 

ข้อสรุปและคำแนะนำสั้น ๆ สำหรับคุณ

  • ข้อเสนอของศ.  Ang มีคุณค่าเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติสำหรับการผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืน — โดยเฉพาะการผลักดันการปฏิรูปสถาบันและวางจริยธรรมเป็นแกนกลางของนโยบาย. (UNDP)
  • หากคุณสนใจ ผมสามารถช่วย (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง):
    1. ร่าง brief (2–4 หน้า) สำหรับผู้นำหน่วยงานไทย (สำนักนายกฯ / กระทรวง) เพื่อแนะนำ pilot AIM/Polytunity;
    2. ออกแบบ TOR สำหรับ Polytunity Lab (AIM Lab) ที่ระบุหน้าที่ สมาชิก ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และตัวชี้วัด;
    3. ทำ แผนงาน 12–24 เดือนฉบับละเอียด สำหรับ pilot ด้านสาธารณสุข/การป้องกันคอร์รัปชัน ที่เหมาะกับบริบทไทย.

บอกผมได้เลยว่าอยากให้ผมทำแบบไหน — ผมจะร่างให้เป็นฉบับพร้อมส่งต่อหน่วยงานจริงทันที (ฉบับย่อเพื่อชวนคุย หรือฉบับเต็มสำหรับการประชุมเชิงนโยบาย).

อ้างอิงหลักที่ใช้ (อ่านเพิ่มเติม)

  • UNDP — Turning Polycrisis into Polytunity (Yuen Yuen Ang). (UNDP)
  • Yuen Yuen Ang — AIM (Adaptive, Inclusive, Moral) Political Economy (SSRN / project pages). (SSRN)
  • Johns Hopkins / SNF Agora — Polytunity project materials / summaries. (snfagora.jhu.edu)
  • Yuen Yuen Ang — China’s Gilded Age (on corruption types and policy implications). (Cambridge University Press & Assessment)

อยากให้ผมเริ่มจากแบบไหนต่อ — brief สำหรับผู้บริหาร / TOR Lab / แผน pilot ฉบับละเอียด — ผมจะร่างให้ทันทีครับ (พร้อมรูปแบบ A4 ถ้าต้องการแจกประชุม)

 

นี่คือแนวทางมองวิกฤติเป็นโอกาส    สร้างกลไกเชิงระบบเพื่อหาโอกาสในวิกฤติ    ผมเชื่อว่าทำได้ หากเราทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องนานพอ  รวมทั้งต้องอดทนต่อแรงต้านได้   

วิจารณ์ พานิช

 ๑๐ พ.ย. ๖๘