"ดังนั้นในสถานการณ์การจ้างงานที่เปลี่ยนไป จึงจำเป็นที่จะต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าใจเงื่อนไขดังกล่าว และต้องรู้จักการวางแผนทางการเงินหรือการออมเงินตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน รวมทั้งต้องเข้าใจวิธีที่จะทำให้เงินผลิดอกออกผลอยู่ตลอดเวลา หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “การบริหารความมั่งคั่ง” หรือ Wealth Management"

                                                                                                                                  อรรถการ สัตยพาณิชย์

          วิกฤตการณ์ทางการเงินหรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อ ปี 2540 นับเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของมนุษย์เงินเดือนในหลาย ๆ ด้าน ด้านหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคเอกชน จะมีการจ้างงานที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น และถ้าเมื่อไรก็ตาม องค์กรประสบปัญหาทางการเงิน หรือตัวพนักงานเงินเดือนสูงกว่าความสามารถ บริษัทจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะ “เลิกจ้าง” หรือ “Lay off” พนักงานออก พร้อมกับจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย 

          นั่นหมายความว่าการทำงานถึงวันเกษียณ จากที่เคยเกษียณตอนอายุ 55 ปี หรือ 60 ปี โอกาสที่ไปไม่ถึงช่วงเวลาที่กำหนดนั้นก็มีมากขึ้น สิ่งที่จะส่งผลกระทบตามมาก็คือ ถ้าไม่รู้จักวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า หรือไม่รู้จักการออมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ ก็อาจจะเจอปัญหาในการดำเนินชีวิตเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ที่หลายคนสุขภาพดี และตายช้าลง

สังคมลูกน้อย: จะมาหวังอะไรให้ลูกเลี้ยงดูพ่อแม่

          คนไทยเริ่มมีลูกเฉลี่ยครอบครัวละ 1-2 คน มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 ถึง 2530 ถ้าสมมติเหตุการณ์แบบเลวร้ายที่สุด   ถ้าลูกชายคนเดียวของบ้าน มาแต่งงานกับลูกสาวคนเดียวของบ้านเหมือนกัน (เท่ากับ 2 คน) และพ่อ-แม่ของทั้งสองฝ่ายยังอยู่ครบ (เท่ากับ 2+2=4 คน) และถ้าให้ฉากทัศน์นี้เลวร้ายมากขึ้นไปอีก ทั้ง 4 คน ไม่มีรายได้หรือไม่มีเงินเก็บ มีแต่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่จะได้ประมาณ 600-1,000 บาท (จ่ายเป็นขั้นบันไดตามอายุ) และถ้าลูกชาย-ลูกสาว มีลูกอีก 1 คน เท่ากับครอบครัวนี้ ลูกชาย-ลูกสาวต้องดูแลสมาชิกทั้งหมด 7 คน 

          ต่อให้ลูกชาย-ลูกสาวมีรายได้เดือนละ 100,000 บาท ถ้าต้องอยู่ในเมือง รายได้หลักแสนที่ดูเหมือนจะเยอะ แต่การที่ชีวิตอยู่ในช่วงวัยของการก่อร่างสร้างตัว ที่มักจะต้องก่อหนี้ตามสภาพ ไม่ว่าจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ นับว่าไม่ง่ายเลยที่สามี-ภรรยาคู่นี้จะตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ครั้นจะหวังให้ลูกชายลูกสาวเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเองให้อยู่ดี กินดี มีความสุข ก็นึกไม่ออกเลยว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

          เมื่อฉายภาพการสร้างครอบครัวของรุ่นลูกไปแล้ว ต้องกลับมาฉายภาพทางฝั่งพ่อ-แม่ของทั้ง 2 ฝ่ายกันบ้าง   การที่พ่อแม่ของทั้งสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีเงินหล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างเพียงพอ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการขาดการวางแผน หรืออาจจะมีข้อจำกัดอื่นที่ทำให้วางแผนทางการเงินไม่สามารถทำได้

          ดังนั้นในสถานการณ์การจ้างงานที่เปลี่ยนไป จึงจำเป็นที่จะต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าใจเงื่อนไขดังกล่าว และต้องรู้จักการวางแผนทางการเงินหรือการออมเงินตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน รวมทั้งต้องเข้าใจวิธีที่จะทำให้เงินผลิดอกออกผลอยู่ตลอดเวลา หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “การบริหารความมั่งคั่ง” หรือ Wealth Management

การจ้างงานตลอดชีวิตมีน้อยลง

          องค์การเพื่อความร่วมมือการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือ OECD มีรายงานออกมาว่าโครงสร้างการจ้างงานในทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่าสัดส่วนงานชั่วคราว สัญญาจ้าง รวมทั้งงานแบบพาร์ทไทม์ รับเหมาช่วง และทำงานบนแพลตฟอร์มมีมากขึ้น ปัจจุบันญี่ปุ่น ประเทศที่เคยขึ้นชื่อในเรื่องการจ้างงานตลอดชีวิตก็เปิดรับคนที่มีประสบการณ์ให้ย้ายมาทำงานในบริษัทของตนเองมากขึ้น

          ส่วนปัจจัยการเลิกจ้างหรือ Lay off พนักงานนั้น ก็มาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ตั้งแต่การปรับโครงสร้างธุรกิจ การลดต้นทุน ปัจจัยเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยทำงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเทียบกับในอดีตแล้ว ปัจจุบันการ Lay off พนักงานสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพการเมือง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เทคโนโลยี ฯลฯ

          ตัวอย่างอาชีพหนึ่งที่การจ้างงาน และรายละเอียดในงานที่ทำเปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากกลุ่มลูกค้าหลักเปลี่ยน ก็คือ พนักงานธนาคาร 

          ในช่วงก่อน ปี 2540 พนักงานธนาคารเป็นอาชีพในฝันของหลายคน หนุ่มแบงก์ สาวแบงก์ส่วนใหญ่มีเงินเดือน โบนัส สวัสดิการดี เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงสูง ยิ่งใครเป็นผู้จัดการธนาคาร ลูกค้าที่เป็นเจ้าของบริษัท ห้างร้านต่างก็อยากรู้จัก เพราะในสมัยก่อนธนาคารพาณิชย์จะเน้นการปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกค้าที่เป็นบริษัท หรือที่เรียกว่า ธนาคารเพื่อลูกค้ารายใหญ่ หรือ Wholesale Banking กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็จะเป็น บริษัทมหาชน กลุ่มอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และลูกค้ารายได้สูงบางกลุ่ม 

          แต่หลังจากปี 2540 เป็นต้นมา ธนาคารก็หันมาให้ความสำคัญกับลูกค้าบุคคลทั่วไปและครัวเรือน หรือ Retail Banking โดยเน้นกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีจำนวนมาก แต่วงเงินที่ให้กู้ก็ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการปล่อยกู้ให้แก่บริษัทห้างร้าน ประกอบกับปัจจุบันการที่ธนาคารมีทั้งแอปพลิเคชันที่สามารถทำ Mobile Banking ได้  รวมทั้งมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ๆ มาใช้แทนพนักงานในงานที่ทำซ้ำ ๆ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พนักงานเยอะเหมือนสมัยก่อน

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ สายงานหลักของธนาคารยังคงมีพนักงานประจำ แต่การจ้างงานของพนักงานบางส่วนก็จะเป็นการจ้างแบบสัญญาจ้างหรือการเอาต์ซอร์ซที่จะต้องหารายได้ให้ธนาคารจากการเป็น Retail Banking ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขบัญชีเงินฝาก สินเชื่อบุคคล/บัตรเครดิต สินเชื่อที่อยู่อาศัย/รถยนต์ ประกัน-การลงทุนรายย่อย ฯลฯ พนักงานธนาคารจึงเป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกกดดันด้วยยอดขายหรือจำนวน KPI ที่ธนาคารกำหนดให้

การบริหารความมั่งคั่ง: เรื่องที่ทุกคนควรรู้

          ช่วงก่อนปี 2540 ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้ผู้ที่มีเงินฝากจำนวนมาก ๆ เพราะในขณะนั้นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารบ้านเรา เฉลี่ย 8-12% แต่หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ดอกเบี้ยทั้งตลาดเหลือเฉลี่ยประมาณ 1.2-1.5% ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยออมทรัพย์ทั่วไปของแบงก์ใหญ่ ๆ จะประมาณ 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยไม่สามารถยึดเป็นสรณะในการสร้างรายได้ได้อีกต่อไป บวกกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น  อีกทั้งยังต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีก ถ้าเงินในบัญชีไม่มากพอจริง ๆ ยิ่งฝากก็ยิ่งขาดทุน

          ดังนั้นการเรียนรู้เรื่อง “การบริหารความมั่งคั่ง” หรือ Wealth Management จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ เพราะการบริหารความมั่งคั่งนั้นจะเป็นการดูแลภาพรวมทางการเงินทั้งชีวิตแบบบูรณาการ ไม่ใช่แค่การเลือกวิธีการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมในเรื่องการวางแผนกระแสเงินสด-งบส่วนบุคคล การบริหารหนี้ การออมและการลงทุนตามเป้าหมายที่ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งการทำประกัน เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง และการวางแผนในเรื่องภาษี 

ไม่มีความมั่นคง ท่ามกลางความยากจน

          การสร้างคนรุ่นใหม่ให้เรียนรู้ในเรื่อง “การหาเงิน” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบนิเวศที่หล่อหลอมหรือส่งเสริมให้เกิดสังคมผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) หรือการมีงานที่สองเป็นงานเสริมอาชีพหลัก ก็นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ๆ ขณะเดียวกัน เมื่อรายได้ไหลเข้ามาแล้ว ก็ต้องสอนให้คนรุ่นใหม่รู้จักลงทุน หรือทำให้เงินต่อเงิน เพื่อให้เงินงอกเงย ควบคู่ไปกับการที่ต้องมีการวางแผนการใช้จ่าย และการออมเพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณไม่เดือดร้อน รวมทั้งไม่ต้องพึงพาลูกหลานมากจนกระทบต่อการสร้างครอบครัวของพวกเขา

          อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสอนคนรุ่นใหม่ก็คือ ชีวิตจะไม่มีความมั่นคง ถ้าเราไม่มีเงินหรือไม่มีวินัยทางการเงิน จนทำให้เรายากจนในระยะยาว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมทุนนิยมทุกอย่างต้องใช้เงิน และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี มีความมั่นคง และถ้ามีเงินมากพอ พ่อแม่หลายคนก็อยากจะส่งลูกไปเรียนต่อเมืองนอก เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ลูก 

          ลองสังเกตดี ๆ ผู้ที่รู้จักวางแผนและมีวินัยทางการเงิน ส่วนใหญ่จะมีเงินที่กันไว้ เพื่อไว้จ่ายเมื่อเข้าสังคม หรือเมื่อพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง คนที่ใช้เงินเป็นมักจะเป็น “เสือปืนไว” ในยามที่ต้องจ่าย และจะไม่เป็น “สิงห์ปืนฝืด” ที่ควักช้า จ่ายช้าทุกงาน เพราะคนที่ใช้เงินเป็น เมื่ออยู่คนเดียวก็จะเป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย ไม่ติดหรู อยู่สบาย  

          การใช้เงินให้เป็น นับเป็น “ทักษะชีวิตด้านการเงิน” ที่จะต้องมีความรู้เท่าทันในการใช้เงินหรือ Financial Literacy รวมทั้งมีความรู้ในเรื่องการเงินส่วนบุคคลหรือ Personal Finance ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังแนวคิดหรือหลักการนี้ทั้งในระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา และจะต้องเข้มข้นมากขึ้นเมื่อเรียนในระดับมหาวิทยาลัย รวมทั้งในระดับครอบครัวที่ทุกคนต้องไม่ละเลยในเรื่องนี้

          แม้เงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคน แต่ละครอบครัวอาจจะไม่เหมือนกัน อีกทั้งความสามารถในการหาเงินของคนเราก็ไม่เท่ากัน และไม่มีใครอยากจะมีชีวิตที่ลำบาก แต่การใช้เงินแบบมัธยัสถ์ ไม่เกินตัว และใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาการพัฒนาและการดำเนินชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทย ก็ยังคงน้อมนำมาใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย 

          เพราะความพอเพียงที่แท้จริงคือ การเติบโตอย่างพอดีและยั่งยืน และความพอเพียงไม่ใช่การประหยัดสุดขีด แต่ทุกอย่างต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า และความสามารถในการแบกรับความเสี่ยงในสิ่งที่เราทำหรือลงทุน  และแม้การลงทุนอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่การลงทุนที่ไม่ใช่การพนัน แบบประเภทที่เทหน้าตักเล่น อย่างน้อยเงินที่เสียไป ก็ยังต้องมีเงินเหลือ เพื่อให้ชีวิตเดินต่อไปได้ 

          ต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างในชีวิตของคนเรา เมื่อได้อะไรมา ย่อมต้องเสียอะไรไป หรือ Trade off ดังนั้น “สติ” และ “ความมีเหตุมีผล” ในทุกการกระทำ รวมทั้งการพัฒนาตนเองในเรื่องการทำงาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการหาเงิน และการรู้จักวิธีออมเงิน รวมถึงการต่อเงินเพื่อสร้างรายได้ให้งอกเงย ก็จะเป็นเข็มทิศสำคัญที่นำพาชีวิตคนเราให้ผ่านพ้นวิกฤติในยุคที่มีความผันผวนสูงได้......