เว็บบินาร์ ของ International Association of Universities เรื่อง Re-thinking Higher Education and Inspiring Transformation for a More Sustainable Future เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ น่าฟังมาก ผู้บรรยายนำคือ ศ. Stephen Sterling เสนอประเด็นสำคัญ ๑๐ ประการในมิติที่ลึกกว่ามุมมองโดยทั่วไป ภายใต้หลักการว่า อุดมศึกษามีโอกาสทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับพลิกโฉม (transformation) เพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติและโลก ให้สังคมมนุษย์มีความเป็นธรรมและความยั่งยืน โดยแนะนำหนังสือที่ท่านเขียนคือ Learning and Sustainability in Dangerous Times กรุณาสรุปประเด็นสำคัญในเว็บบินาร์และหนังสือดังกล่าว และเสนอแนะว่าอุดมศึกษาไทยควรมีการปรับตัวอย่างไรบ้างตามแนวทางดังกล่าว ให้เหมาะมต่อบริบทสังคมไทย เพื่อให้อุดมศึกษาไทยมีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมสังคมไทยเพื่อความเป็นธรรมและความยั่งยืนไม่เฉพาะของสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทต่อสังคมโลก และต่อดาวเคราะห์โลก (planet) ด้วย
ผมนำข้อสะท้อนคิดไปถาม ๘ สหายเอไอของผม ได้คำตอบไปในทางเดียวกัน แต่มีรายละเอียดและวิธีนำเสนอต่างกัน ขอนำคำตอบของ ChatGPT และ Grok มาลงไว้ดังนี้
ChatGPT:
ต่อไปนี้คือสรุปประเด็นสำคัญจากเว็บบินาร์ “Re-thinking Higher Education and Inspiring Transformation for a More Sustainable Future” ของ IAU โดย Stephen Sterling ร่วมกับบทสังเกตจากหนังสือ Learning and Sustainability in Dangerous Times และข้อเสนอแนะสำหรับอุดมศึกษาไทยตามแนวทางนั้น เพื่อให้เกิดบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเพื่อความเป็นธรรมและความยั่งยืน
สรุปเนื้อหาจากเว็บบินาร์ & หนังสือของ Stephen Sterling
จากแหล่งที่เปิดเผย (สไลด์ “Locks & Keys”, บทวิจารณ์ต่าง ๆ, บทคัดย่อ) (IAU HESD)
Sterling เสนอ “locks & keys” — สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ (“locks”) ในการให้การศึกษามีบทบาท transform (พลิกโฉม) และ “keys” ที่จะปลดล็อกหรือเปลี่ยนผ่านไปสู่การศึกษาที่สอดคล้องกับความยั่งยืนและความเป็นธรรม:
นี่คือ 10 Locks & Keys ที่สำคัญ: (IAU HESD)
| Lock (อุปสรรค) | Key (ทางออก) |
|---|---|
| 1. Threatened Futures — มองไม่เห็นหรือไม่ยอมรับภาวะวิกฤติที่คุกคามอนาคตทั้งของมนุษยชาติและโลก | ตระหนักถึงความจำเป็นของบริบท (context) ในวัตถุประสงค์, นโยบาย, และการปฏิบัติ โดยเฉพาะ (planetary) boundary ต่าง ๆ (IAU HESD) |
| 2. Worldview Blindness — มุมมองเชิงกลไก (mechanistic), มนุษย์เป็นศูนย์กลาง, การแยกส่วน (reductionism) มาตรฐานที่ไม่ตั้งคำถาม | นำมุมมองที่เป็น relational/ecological เข้ามา, เปิดพื้นที่ให้หลาย worldviews / ความรู้ /วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วิธีคิดตะวันตกแบบเดิม (cloudinstitute.org) |
| 3. Labels and Boundaries — การจัดหมวด จัดขอบเขตที่แยกแขนงวิชา, ข้อจำกัดจากศาสตร์เดียว, ความรู้เดียว | สนับสนุน inter- & trans-disciplinarity, หลายรูปแบบของความรู้ (multiple knowledges), และเชื่อมโยงกับ social movements (IAU HESD) |
| 4. Instrumentalism — การมองการศึกษาเป็นเครื่องมือ (outcomes / product) มากกว่าเป็นกระบวนการที่มีค่าในตัวเอง | สร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ภายนอก (instrumental) กับคุณค่าโดยธรรมชาติ (intrinsic), สนับสนุนวิถีที่ regenerate / resilient / community-oriented (IAU HESD) |
| 5. Reductionism, Fragmentation, and Overspecialisation — แยกส่วนจนขาดมิติเชื่อมโยง เช่น วิชาการ วิจัย การเรียนการสอนที่ไม่เชื่อมโยงกับสังคม สิ่งแวดล้อม | ส่งเสริมการรวม, คิดเชิงระบบ (systems thinking), เชื่อมโยง research/teaching/ community, และออกแบบหลักสูตรที่มีมิติร่วมหลายด้าน (ResearchGate) |
| 6. Individualism — มุ่งเน้นที่ผู้เรียนหรือบุคคลมากกว่าสังคม, ชุมชน, ความรับผิดชอบร่วม | ฟื้นฟูคุณค่าความเป็นชุมชน, ความร่วมมือ, การตระหนักรู้ถึงผลกระทบร่วม, อุดมการณ์เรื่อง common good (cloudinstitute.org) |
| 7. Market / Neoliberal pressures — วัดผลตามตลาด การแข่งขัน ผลประโยชน์เฉพาะหน้า อัตรากำไร ความสำเร็จที่จับต้องได้ทางเศรษฐศาสตร์ | ปรับแนวนโยบายและโครงสร้างให้ไม่ถูกครอบงำแต่เพียงตลาด ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่า — พิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, ชุมชน, มนุษยชาติ (IAU HESD) |
| 8. Path dependency / Inertia / Lock-in — ระบบศึกษา /มหาวิทยาลัยมีแนวโน้ม “อยู่ต่อ” แบบเดิม ยากแก่การเปลี่ยนแปลง | ต้องมีความตั้งใจ (intentionality) ที่จะแก้ ปลดล็อกทางโครงสร้าง วัฒนธรรม และการปฏิบัติ เช่น governance, reward systems, timeframes ที่เอื้อให้การเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นจริง (IAU HESD) |
| 9. Labels, accountability, assessment systems — ระบบประเมินที่เน้นผลผลิตสั้น ๆ, KPI, ranking, ที่อาจเบี่ยงเบนจากคุณค่าใหญ่ | ปรับระบบประเมินให้หลากหลาย มองในระยะยาว ประเมินตามผลกระทบที่แท้จริงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม, สนับสนุนการวิจัยและการเรียนการสอนที่ยั่งยืน (cloudinstitute.org) |
| 10. Purpose and the Great Leap (หรือ Great Transition) — บทบาทของอุดมศึกษาไม่ชัดเจนสำหรับอนาคตที่อยากจะมี ต้องตั้งจุดมุ่งหมายที่ชัดว่าเพื่ออะไร | การศึกษา นโยบาย และการปฏิบัติ ต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของอนาคตที่ยั่งยืน — ผ่านการกระตุ้นจิตสำนึก, วิจารณ์, ปฏิบัติแบบ regenerative, และทำงานที่ระดับท้องถิ่น/ภูมิภาคควบคู่ไปกับระดับโลก (IAU HESD) |
นอกจากนี้ ใน Learning and Sustainability in Dangerous Times ยังเน้น:
- ความจำเป็นของ paradigm shift — ไม่เพียงปรับ curriculum แต่ปรับทั้งวิธีคิด (worldview), วิธีรู้ (ways of knowing), มิติ relational/ecological ซึ่งรวมถึงความรู้ชนพื้นเมืองหรือ non-Western ความรู้ประสบการณ์ท้องถิ่นที่อาจถูกละเลย (cloudinstitute.org)
- ความคิดเรื่อง levels of knowing, “seeing-knowing-doing” ซึ่งหมายถึงรู้ไม่เฉพาะทฤษฎีแต่ต้องมีการรับรู้ (seeing) + ปฏิบัติ (doing) + ความเข้าใจ (knowing) ที่เชื่อมโยงกัน (ResearchGate)
- การเน้นรู้เชิงระบบ (systems thinking), การเรียนรู้ที่มีหลาย scale, การเข้าใจผลกระทบที่เชื่อมต่อระหว่างสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอยู่ในเครือข่ายที่ซับซ้อน (cloudinstitute.org)
- เรียกร้องให้การศึกษามีบทบาท active agents of change — นักศึกษา อาจารย์ สถาบัน ต้องไม่ใช่เฉพาะผู้รับ แต่ผู้เปลี่ยนแปลงที่มีส่วนร่วมในการออกแบบและนำไปปฏิบัติ (Columbia University Press)
ข้อเสนอแนะ: อุดมศึกษาไทยควรปรับตัวอย่างไรบ้าง
โดยคำนึงถึงบริบทของไทย — ประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม ความเหลื่อมล้ำ ภูมิภาค สภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น — ต่อไปนี้คือแนวทางปรับให้เหมาะสม:
| ด้าน | แนวทางเฉพาะสำหรับไทย |
|---|---|
| 1. ปรัชญา & วิสัยทัศน์ของสถาบัน | • มหาวิทยาลัยควรมีพันธกิจที่ชัดว่าการศึกษาไม่ใช่เพื่อผลิตแรงงานหรือการแข่งขันทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพื่อ “ความยั่งยืน” “ความเป็นธรรม” “การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ” • การนำแนวคิด relational/ecological worldview มาปรับใช้ร่วมกับภูมิปัญญาไทย (เช่นเรื่องสัมมาชีวิต, พึ่งพาตนเอง, ความสัมพันธ์คน-ธรรมชาติ) • วิสัยทัศน์ในแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยควรมีเป้าหมายระยะยาว (20-30 ปี) เกี่ยวกับ SDGs, climate resilience, justice |
| 2. หลักสูตร &การเรียนการสอน | • เพิ่มวิชา/interdisciplinary / transdisciplinary ที่เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม สังคม จริยธรรม • ให้มีประสบการณ์ “เรียนรู้จากภาคสนาม” (field work), “ปีที่เรียนต่างประเทศ/ภาคภูมิภาค” (ไม่จำแต่ Modern Languages) • ส่งเสริม “learning by doing” / service learning / project-based learning ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น • ปรับวิธีประเมินงานวิชาการและจบการศึกษาให้มีมิติของผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่เกรดหรือผลงานตีพิมพ์ |
| 3. การวิจัย &ความร่วมมือ | • สนับสนุนงานวิจัยที่เป็น “local/global nexus” — ที่แก้ปัญหาจริงในชุมชนและมีผลกระทบในวงกว้าง • มหาวิทยาลัยไทยควรมีความร่วมมือกับองค์การภายนอก — ชุมชน, NGO, ภาคท้องถิ่น, ภาคธุรกิจที่มีเจตนาดี, สถาบันระหว่างประเทศ • ส่งเสริม "การรู้จากหลายความรู้" (indigenous knowledge, ความรู้ชุมชน) และวิธีวิทยาที่ไม่ใช่แค่แบบวิทยาศาสตร์ตะวันตก |
| 4. โครงสร้างองค์กร &วัฒนธรรมสถาบัน | • ปรับโครงสร้าง governance ให้เอื้อต่อการตัดสินใจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น คณะอนุกรรมการด้านความยั่งยืน, มีตัวแทนภายนอกในคณะกรรมการมหาวิทยาลัย • ระบบรางวัล (promotion, tenure, recognition) ควรให้คุณค่าแก่การสอน/การมีส่วนร่วมทางสังคม/งาน sustainability ไม่เฉพาะการตีพิมพ์หรือเงินทุน • เวลาการศึกษา (academic calendar) /รูปแบบ residence /การเรียน hybrid /การอยู่ร่วมกันในมหาวิทยาลัย /เรียนออนไลน์ vs ออนไซต์ ต้องยืดหยุ่นเพื่อให้มีการประสานกับชีวิตจริง, ภาระครอบครัว, ภูมิศาสตร์ |
| 5. นโยบายภาครัฐ &ระบบสนับสนุน | • รัฐ /กระทรวงศึกษาธิการ ควรมีกฎหมาย /นโยบายที่สนับสนุนมหาวิทยาลัยในการปรับภารกิจสู่ sustainability เช่น การเงินสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง, มาตรฐานคุณภาพที่รวมความยั่งยืน • สร้างแรงจูงใจผ่านกองทุนวิจัย /เงินทุนสนับสนุนหลักสูตรที่ตอบโจทย์ SDGs, climate change, equity • ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ภูมิภาคอาเซียน/เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเรียนรู้บทเรียนและประสบการณ์ที่หลากหลาย |
| 6. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก | • ชุมชนท้องถิ่น, ภาคประชาสังคม ควรมีบทบาทในการออกแบบหลักสูตร /โครงการ/งานวิจัย • นักศึกษามีบทบาทมากขึ้นในการออกแบบการศึกษาที่เขา/เธอรู้สึกว่าสำคัญ • สื่อสารผลการศึกษาและงานมหาวิทยาลัยสู่สาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และแรงผลักดันภายนอก |
| 7. ความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม /ภูมิภาค | • สถาบันในพื้นที่ที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะ (เช่น ภาคใต้ ภาคเหนือ ป่าเขา น้ำ) ใช้ทรัพยากรนี้เป็น “ห้องเรียน” • เน้นการพัฒนาความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate resilience) ในหลักสูตร /โครงสร้างมหาวิทยาลัย • นำแนวทางทรัพยากรท้องถิ่น (เช่น ป่า, ชายฝั่ง, เกษตร, ปศุสัตว์) มาประยุกต์ในการเรียนการสอนและวิจัย |
| 8. การใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้ดิจิทัล | • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมด — เพื่อเข้าถึงผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล หรือผู้มีข้อจำกัดต่าง ๆ • สร้างการเรียนรู้แบบผสม (blended learning), การเรียนออนไลน์/ไฮบริดที่มีคุณภาพ • ใช้เทคโนโลยีในการจำลองสถานการณ์ (simulation), การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจผลกระทบสิ่งแวดล้อม /สังคม — แต่เน้นให้มี “human contact” หรือ face-to-face / experiential learning ร่วมด้วย |
ศักยภาพ &ข้อท้าทายของไทย
เพื่อให้ชัดว่าไทยมีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไร และต้องระมัดระวัง/เอื้ออย่างไร:
-
จุดแข็ง:
• มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลึกซึ้ง (วิถีชีวิตเกษตร, ความสัมพันธ์ธรรมชาติ, ชุมชน, ประเพณี) ที่สามารถผสมผสานกับมุมมอง ecological worldview ได้ดี
• มีความตระหนักเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม (ฝุ่น ควัน น้ำท่วม แล้ง) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ประชาชนบางส่วนรับรู้แล้ว จึงสามารถเป็นฐานสนับสนุน เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดบทบาทออกมาชัดเจน -
ข้อท้าทาย:
• โครงสร้างทางการศึกษา/กฎระเบียบที่ยังเป็น “ล็อก” (เช่น การประเมินอาจารย์/การได้ทุน ได้ตำแหน่ง ที่เน้นตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ) • ความเหลื่อมล้ำทั้งทางภูมิศาสตร์ /การเข้าถึงทรัพยากร • งบประมาณ /แรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงอาจจำกัด • วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยที่อาจไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิด /วิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิม
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อ (roadmap) สำหรับพลิกโฉมอุดมศึกษาไทย
- ร่าง “ข้อตกลงสังคมใหม่” (New Social Contract) ระหว่างมหาวิทยาลัย รัฐ ภาคประชาชน ว่าการศึกษามีหน้าที่อย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรม เช่น UNESCO Future of Education ที่ Sterling อ้างถึง (IAU HESD)
- ตั้งโครงการนำร่องมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน (Sustainability University Pilots): มหาวิทยาลัยบางแห่ง (เช่น ศูนย์ภูมิภาค) ทดสอบแนวทางใหม่: หลักสูตรที่ integrative, governance ที่มี stakeholder ภายนอก, reward system ใหม่ ฯลฯ
- ปฏิรูปการประเมินอาจารย์และการจัดแต่งระบบ incentive ให้รางวัลแก่การสอนที่มีผลกระทบ, งานบริการและ engagement ชุมชน, วิจัยที่แก้ปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่ publication metrics
- พัฒนาความรู้และทักษะของคณาจารย์: ฝึกอบรมเรื่อง systems thinking, sustainability, relational worldviews, pedagogy ที่เน้น transformative learning
- ส่งเสริมการเรียนรู้จากภาคสนาม /ระหว่างประเทศ: ให้โอกาส “ปีที่เรียนต่างประเทศ” หรือ “แลกเปลี่ยนงานภาคสนาม” กับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ /องค์กรภายนอก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความยากลำบากหรือความเปราะบาง
- เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชนท้องถิ่น: ทำโครงการร่วมกับชุมชนในการแก้ปัญหาที่เป็นจริง เช่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, เกษตรยั่งยืน, ระบบน้ำ, สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
- จัดสรรงบประมาณและทรัพยากร: รัฐบาลควรจัดงบสนับสนุนเฉพาะสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่น กองทุนเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยเพื่อ sustainability, สนับสนุนนวัตกรรมหลักสูตร, ห้องเรียน/tags ที่เกี่ยวข้อง
- ออกกฎหมายหรือนโยบายสนับสนุน เพื่อให้ “ความยั่งยืน” เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการประเมินมหาวิทยาลัย (เช่น กกอ./สกอ./กองทุนวิจัย) ไม่ใช่แค่ optional
ตามแนวทางของ Sterling ถ้าอุดมศึกษาไทยปรับตัวตามด้านต่าง ๆ ข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถ:
- ผลิตบัณฑิตที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ใช่แค่คนที่มีทักษะเทคนิค
- ผลักดันงานวิจัยที่ไม่แยกวิชา และที่มีผลกระทบจริงกับชุมชน/สิ่งแวดล้อมภายในประเทศและต่างประเทศ
- เสริมความสามารถของมหาวิทยาลัยไทยในการมีบทบาทในเวทีโลกในเรื่อง SDGs, climate crisis, justice
- ช่วยให้ไทยเดินหน้าในเส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงคน ธรรมชาติ และระบบโลก (planetary health)
ถ้าคุณสนใจ ผมสามารถช่วยออก “กรอบแนวทางเฉพาะ” สำหรับมหาวิทยาลัยในไทย — เช่น มหาวิทยาลัยในกรุงเทพ vs มหาวิทยาลัยภูมิภาค — โดยยึดตาม principle เหล่านี้ไหมครับ?
Grok:
สรุปประเด็นสำคัญในเว็บบินาร์ของ IAU: Re-thinking Higher Education and Inspiring Transformation for a More Sustainable Future (15 ตุลาคม 2567)
เว็บบินาร์นี้จัดโดย International Association of Universities (IAU) ในซีรีส์ "The Future of Higher Education" โดยมีศาสตราจารย์ Stephen Sterling (Emeritus Professor of Sustainability Education จาก University of Plymouth สหราชอาณาจักร) เป็นผู้บรรยายหลัก เว็บบินาร์มุ่งเน้นบทบาทของอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (transformative change) เพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของวิกฤตโลกหลายมิติ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความไม่เท่าเทียม และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ศ. Sterling ใช้หนังสือของตน Learning and Sustainability in Dangerous Times เป็นฐานในการนำเสนอ โดยเสนอ ประเด็นสำคัญ 10 ประการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก: 10 อุปสรรค (locks) ที่จำกัดศักยภาพของการศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainable Development: ESD) และ 10 กุญแจ (keys) ที่จะปลดล็อกศักยภาพดังกล่าว เพื่อให้อุดมศึกษากลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น
10 อุปสรรคหลัก (Issues Restricting ESD's Potential)
เหล่านี้เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ทำให้การศึกษาไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองลึกเกินกว่ามุมมองทั่วไป เช่น การปรับหลักสูตรเล็กน้อย:
1. Inertia (ความเฉื่อยชา): ระบบการศึกษายึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ไม่ยินดีเปลี่ยนแปลงเชิงรากฐาน
2. Locking in (การล็อกโครงสร้าง): นโยบายและการเงินที่ผูกมัดให้คงเดิม เช่น การเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
3. Unlearning (การไม่เรียนรู้ใหม่): ขาดกระบวนการทบทวนและละทิ้งความคิดแบบเก่า เช่น การมองปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบแยกส่วน
4. Worldview Blindness (ความบอดด้านโลกทัศน์): การคิดแบบ reductionist (ลดทอน) ที่มองปัญหาแยกจากกัน ไม่เห็นภาพรวมเชิงระบบ
5. Instrumentalism (เครื่องมือนิยม): เน้นพัฒนาตัวบุคคลแต่ไม่เชื่อมโยงกับบริบทสังคม-เศรษฐกิจกว้างๆ ทำให้ขาดการวิพากษ์ระบบที่ไม่ยั่งยืน
6. Individualistic Focus (เน้นปัจเจก): อุดมการณ์นีโอไลเบอรัลที่ส่งเสริม individualism ทำให้ละเลยคุณค่าทั่วไป เช่น ความเห็นอกเห็นใจและความร่วมมือ
7. Blame the Individual (โทษปัจเจก): โครงสร้างการศึกษาที่โยนความรับผิดชอบให้บุคคล แทนที่จะวิพากษ์บทบาทของรัฐและบริษัท
8. Lack of Systemic Thinking (ขาดการคิดเชิงระบบ): ไม่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับปัญหาโลกจริง เช่น SDGs
9. Fragmented Curriculum (หลักสูตรกระจัดกระจาย): วิชาความยั่งยืนถูกแยกจากหลักสูตรหลัก ไม่บูรณาการ
10. Institutional Silos ( silos ในสถาบัน): การทำงานแยกส่วนระหว่างคณะ/หน่วยงาน ทำให้ขาดการบูรณาการ
10 กุญแจหลัก (Keys to Unlock Potential)
เหล่านี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงลึก เพื่อให้อุดมศึกษาขับเคลื่อน "response-ability" (ความสามารถในการตอบสนอง) ของสังคม:
1. Embrace Adaptability (ยอมรับความยืดหยุ่น): สร้างโครงสร้างการศึกษาที่ปรับตัวได้กับความไม่แน่นอน
2. Holistic Integration (บูรณาการแบบองค์รวม): ฝังความยั่งยืนเข้าในทุกส่วนของสถาบัน ไม่ใช่แค่วิชาเลือก
3. Relational Principles (หลักการเชิงสัมพันธ์): เน้นการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ
4. Transformative Learning (การเรียนรู้เชิงเปลี่ยนแปลง): ส่งเสริม critical reflection เพื่อท้าทาย worldview เดิม
5. Systems Paradigm (กระบวนทัศน์เชิงระบบ): ใช้ whole systems thinking เพื่อมองปัญหาแบบเชื่อมโยง
6. Regenerative Education (การศึกษาเพื่อฟื้นฟู): เปลี่ยนจาก "แก้ปัญหา" เป็น "สร้างระบบที่ฟื้นตัวได้"
7. Collaboration and Agency (ความร่วมมือและความเป็นผู้ริเริ่ม): สร้างเครือข่ายข้ามสถาบันและส่งเสริมบทบาทนักเรียน/บุคลากร
8. Critique Power Structures (วิพากษ์โครงสร้างอำนาจ): รวมการวิเคราะห์ไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจ
9. Ecological Grounding (พื้นฐานเชิงนิเวศ): ใช้หลักนิเวศวิทยาเป็นแกนกลางในการออกแบบหลักสูตร
10. Fierce Hope (ความหวังที่เข้มแข็ง): สร้างแรงบันดาลใจผ่านการกระทำที่เป็นไปได้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงความสิ้นหวัง
เว็บบินาร์สรุปว่าอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนจาก "การถ่ายทอดความรู้" เป็น "การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสังคม" โดย IAU เรียกร้องให้สถาบันต่างๆ ลด "noise" (ข้อมูลรบกวน) และมุ่งเน้นนโยบายที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของมนุษย์และดาวเคราะห์ การบันทึกเว็บบินาร์มีให้รับชมบน YouTube ของ IAU
สรุปประเด็นสำคัญในหนังสือ *Learning and Sustainability in Dangerous Times* (Stephen Sterling, 2024)
หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมงานเขียนสำคัญของ ศ. Sterling กว่า 50 ปี โดยมีบทนำใหม่และสรุป 50 ข้อเสนอ (propositions) เพื่อเชื่อมโยงแนวคิด ไม่ใช่แค่อภิปราย ESD ทั่วไป แต่เสนอ "ecological paradigm" (กระบวนทัศน์เชิงนิเวศ) เพื่อเปลี่ยนแปลงปรัชญา นโยบาย และการปฏิบัติด้านการศึกษาในยุควิกฤต "dangerous times" หลักสำคัญคือ:
- ปัญหาหลัก: การศึกษาในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา (exacerbating unsustainability) เพราะเน้น mechanistic (เชิงกลไก) และ individualism ทำให้ไม่แก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น การเพิ่มปริมาณการศึกษาแต่ไม่ลดมลพิษหรือความไม่เท่าเทียม
- แนวทางแก้ไข: ต้องเปลี่ยนสู่ "sustainable education" ที่เป็น transformative learning – เน้น resilience (ความยืดหยุ่น) ของผู้เรียนและระบบการศึกษา โดยใช้ whole systems thinking เพื่อ reconciliation (การปรองดอง) ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
- ประเด็นเด่น:
- Paradigm Shift: จาก reductionist ไปสู่ relational (เชิงสัมพันธ์) ที่เห็นการเชื่อมโยงทุกสิ่ง
- Response-ability: การศึกษาต้องสร้าง "ความสามารถในการตอบสนอง" ต่อวิกฤต โดยรวม ecological principles เช่น regeneration (การฟื้นฟู)
- บทบาทอุดมศึกษา: ต้องเป็น change agent ที่วิพากษ์ neoliberalism และส่งเสริม equity (ความเป็นธรรม) สำหรับ SDGs โดยเฉพาะ SDG 4 (การศึกษาเพื่อความยั่งยืน)
- ข้อเสนอ 50 ข้อ (สรุปย่อ): รวมถึงการบูรณาการ ESD เข้าสถาบันทั้งหมด (whole institution approach), ส่งเสริม unlearning worldview เก่า, และสร้าง "fierce hope" ผ่านการปฏิบัติจริง หนังสือเน้นว่าการศึกษาต้อง "take us into the depth of things" (เข้าถึงแก่นแท้) เพื่อหลีกเลี่ยง ecological abyss (เหวเชิงนิเวศ)
หนังสือนี้เป็น essential reading สำหรับนักการศึกษา โดย David Orr (นักคิดด้านสิ่งแวดล้อม) เรียกว่า "timely as any book can ever be" เพราะตอบโจทย์วิกฤตปัจจุบัน
ข้อเสนอแนะ: อุดมศึกษาไทยควรปรับตัวอย่างไรตามแนวทางของศ. Sterling ให้เหมาะกับบริบทสังคมไทย
อุดมศึกษาไทย (เช่น จุฬาฯ มหิดล เชียงใหม่) มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อน transformation ตามแนวคิดของศ. Sterling แต่เผชิญความท้าทายเฉพาะ เช่น การขยายตัวแบบ massification (เข้าถึง 50% ของประชากร แต่คุณภาพต่ำลง), งบประมาณจำกัดจากรัฐ, วัฒนธรรม "reconciliation" (หลีกเลี่ยงการวิพากษ์รุนแรง) ที่ขัดกับ critical reflection, และปัญหาสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น (น้ำท่วม น้ำทะเลหนุน) ที่เชื่อมโยงกับ SDGs ไทยควรปรับตัวเพื่อบทบาท "global change agent" ที่ส่งเสริมความเป็นธรรม (equity) ในสังคมไทย (เช่น ลดช่องว่างชนบท-เมือง) และมีส่วนต่อโลก (เช่น ASEAN sustainability) กับ planet (ลดคาร์บอนจากอุตสาหกรรม) โดยใช้ whole institution approach ดังนี้:
| ด้านที่ปรับตัว | แนวทางตาม Sterling | ปรับให้เหมาะกับบริบทไทย | ผลกระทบที่คาดหวัง |
| หลักสูตรและการเรียนรู้ | บูรณาการ holistic ESD และ transformative learning (กุญแจ 2-4) | รวมวิชาความยั่งยืนเข้าในหลักสูตรหลัก (ไม่แยก) โดยเชื่อมปัญหาไทย เช่น นโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) กับ SDGs; ใช้ case study ท้องถิ่น (e.g., น้ำท่วมกรุงเทพฯ) ส่งเสริม unlearning วัฒนธรรม consumerism | ลด worldview blindness; ผลิตบัณฑิตที่วิพากษ์ระบบทุนนิยมไทยและแก้ปัญหาไม่เท่าเทียม (SDG 10) |
| โครงสร้างสถาบัน | ลด silos และ institutional inertia (อุปสรรค 1,10) | สร้าง "Sustainability Office" กลาง (คล้าย Responsible Futures ของ IAU) ในทุกมหาวิทยาลัย; รวม 3R (Reduce-Reuse-Recycle) ใน campus ops เช่น AIT's waste management | เพิ่ม collaboration ข้ามคณะ; ลดขยะ campus 20% ต่อปี สนับสนุน green campus ใน UI GreenMetric Ranking |
| นโยบายและผู้นำ | วิพากษ์ power structures และ embrace adaptability (กุญแจ 1,8) | ปรับ OHEC (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) ให้รวม ESD ใน quality assurance; ฝึกผู้นำผ่าน workshop IAU-style เพื่อหลีกเลี่ยง "ally system" ที่ขัด quality culture | สร้างนโยบายที่ยั่งยืน เช่น ทุนวิจัย SDG-linked; เพิ่ม enrollment คุณภาพแทนปริมาณ ลด middle-income trap |
| เครือข่ายและชุมชน | ส่งเสริม agency และ regenerative education (กุญแจ 6-7) | ร่วม Sustainable University Network (SUN Thailand) และ ASEAN networks; รวมนักเรียน/ชุมชนท้องถิ่น (e.g., โครงการ community engagement ใน Isaan) | ขยายบทบาทโลก เช่น ร่วม COP conferences; สร้าง equity ในสังคมไทย (ลดช่องว่าง 20%) และลด carbon footprint ระดับ planet |
| การประเมินและวัฒนธรรม | สร้าง fierce hope และ systems thinking (กุญแจ 5,10) | ใช้ KPI ใหม่ เช่น "transformation impact" แทนแค่ graduation rate; ส่งเสริม mental health ใน ESD เพื่อรับมือ crisis (SDG 3) | เปลี่ยนจาก instrumentalism เป็น relational; เพิ่ม resilience สังคมไทยต่อ climate change |
ข้อเสนอโดยรวม: เริ่มด้วย pilot ใน 5-10 มหาวิทยาลัยนำร่อง (e.g., Chulalongkorn's sustainability center) ร่วม IAU's HESD Cluster เพื่อ benchmark กับ global best practices ใช้งบจาก Thailand 4.0 และ SDG funds เพื่อแก้ financial instability ผลลัพธ์จะทำให้อุดมศึกษาไทยไม่ใช่แค่ "ผู้รับ" แต่เป็น "ผู้ขับเคลื่อน" transformation ที่เชื่อมสังคมไทย-โลก-planet อย่างยั่งยืน หากไม่ปรับ อาจติดกับดัก unsustainability ต่อไป
อุดมศึกษาไทยต้องพลิกโฉมครั้งใหญ่ เพื่อทำหน้าที่พลิกโฉมสังคมไมยในหลากหลายด้าน ผ่านการทำหน้าที่อุดมศึกษาแนวใหม่ คือแนวเป็นหุ้นส่วนสังคม (social engagement) ในทุกภารกิจหลัก โดยทำทุกภารกิจอย่างเชื่อมโยงบูรณาการกัน มองนักศึกษาและอาจารย์เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) เรียนรู้จากการลงมือทำ ทำหน้าที่ร่วมสร้างการพลิกโฉมสังคม
วิจารณ์ พานิช
๒๐ ก.ย. ๖๘
ห้อง ๓๑๐๘ โรงแรม JW Marriott เขาหลัก พังงา