บทความ From FDI to homegrown growth เขียนโดย พีระสิทธิ์ คำนวณศิลป์ ใน นสพ. บางกอกโพสต์ เสนอให้ร่วมกันบริจาคเงินจัดตั้ง national development fund โดยมหาเศรษฐี ๑๐๐ อันดับแรกของประเทศร่วมกันบริจาคสินทรัพย์คนละ ๑% ของที่มี ร่วมกับคนไทย ๑๐ ล้านคนบริจาคเดือนละ ๕๐๐ บาท จะได้เงินปีละ ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นกิงทุนที่ผมให้ชื่อว่า “กองทุนประชาร่วมพัฒนาประเทศ” ที่บทความบอกว่า ต้องมีกลไกบริหาร และกำกับดูแลอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา โดยผู้บริจาคไม่มีสิทธิเข้าไปมีส่วนในการบริหารหรือกำกับดูแล และเป็นกองทุนที่ปลอดการเมือง สำหรับใช้ขับเคลื่อนการพลิกโฉมประเทศ หลุดกับดักรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี
ดร. พีระสิทธิ์ ได้แนวความคิดจาก ๔ ตัวอย่างคือ Georgia’s HOPE Scholarship กับตัวอย่างของประเทศเกาหลีใต้ สิงคโปร์ กับเอสโทเนีย ที่ใช้เงินของประเทศในการพลิกโฉมประเทศ ผมอยากทราบว่าเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1960s – 1970s จัดทุนพัฒนาโรงเรียน พัฒนาทักษะ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สู่ประเทศเข้มแข็งด้านการผลิตสินค้าของตนเองส่งออกได้อย่างไร สิงคโปร์ใช้เงินออมภายในประเทศ ในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณสุข และระบบเกษียณอายุ ชั้นเยี่ยม ได้อย่างไร และประเทศเอสโทเนียจัดระบบ digital governance ที่โปร่งใสเข้มแข็ง นำประเทศสู่ประเทศที่ประชาชนเชื่อถือรัฐบาล ได้อย่างไร มีข้อแนะนำสู่การปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อให้เกิด “กองทุนประชาร่วมพัฒนาประเทศ” ได้จริง และสร้างความสำเร็จได้อย่างที่ระบุไว้ อย่างไรบ้าง สถาบันอุดมศึกษาควรปรับตัวเข้าร่วมอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้างที่ต้องทำ และที่ต้องไม่ทำ มทส. ควรนำมาใช้ในการดำเนินการระบบอุดมศึกษาพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์อย่างไรบ้าง เชื่อมโยง student co-creators, social engagement, research and innovation for community and local business development อย่างไรบ้าง
ผมนำข้อความในสองย่อหน้าบนไปถามสหายเอไอของผม ตอนนั่งประชุมอยู่ที่โรงแรม Fullerton Ocean Park ฮ่องกง ซึ่งไม่สามารถใช้ ChatGPT และ Gemini ได้ ขอนำคำตอบของ DeepSeek และ Grok มาลงไว้
DeepSeek:
จากบทความและคำถามของคุณ ผมสามารถสรุปแนวทางการพัฒนาจากประเทศตัวอย่าง และข้อเสนอสำหรับประเทศไทยได้ดังนี้
1. เกาหลีใต้ (1960s-1970s): การพัฒนาทุนมนุษย์และอุตสาหกรรม
เกาหลีใต้ใช้ยุทธศาสตร์ "การพัฒนาที่นำโดยรัฐ" (state-led development) โดย:
- จัดตั้งกองทุนพัฒนาเฉพาะทาง เช่น Korea Development Bank เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น เหล็ก, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์)
- ลงทุนในการศึกษา และฝึกอบรม โดยร่วมมือกับบริษัทเอกชนเพื่อสร้างแรงงานมีทักษะ
- ส่งเสริมการส่งออก through incentives and infrastructure support
- สร้างสถาบันวิจัย เช่น KAIST เพื่อพัฒนานวัตกรรม
ข้อแนะนำสำหรับไทย:
- Establish sector-specific funds (e.g., for S-curve industries)
- Strengthen vocational training and STEM education
- Promote industry-university collaboration
2. สิงคโปร์: การใช้เงินออมสำหรับการพัฒนาสังคม
สิงคโปร์ใช้ Central Provident Fund (CPF) ซึ่งเป็นกองทุนบังคับออมแห่งชาติเพื่อ:
- ที่อยู่อาศัย: สนับสนุนการซื้อบ้านผ่านโครงการ HDB
- สุขภาพ: มีบัญชี Medisave สำหรับค่ารักษา
- บำนาญ: มีบัญชีสำหรับรายได้หลังเกษียณ
ข้อแนะนำสำหรับไทย:
- อาจจัดตั้งกองทุนสวัสดิการแห่งชาติโดยให้ประชาชนออมสมัครใจหรือบังคับ
- ออกแบบระบบให้เชื่อมโยงกับความสามารถในการจ่าย
- Ensure transparency and good governance
3. เอสโทเนีย: Digital Governance
เอสโทเนียสร้าง ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ผ่าน:
- e-Government โดยให้บริการราชการออนไลน์ 99%
- Digital ID สำหรับประชาชน
- โปร่งใส ผ่านระบบบล็อกเชนเพื่อป้องกันทุจริต
ข้อแนะนำสำหรับไทย:
- Invest in national digital infrastructure
- Promote open data and anti-corruption measures
- Develop digital literacy programs
4. ข้อแนะนำสำหรับ "กองทุนประชาร่วมพัฒนาประเทศ"
สิ่งที่ต้องทำ:
- มีกฎหมายเฉพาะเพื่อรับรองความโปร่งใส (เช่น เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ)
- จัดตั้งคณะกรรมการอิสระ (ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ผู้บริจาค)
- ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อติดตามผลลัพธ์
- ลงทุนในโครงการที่มีผลกระทบสูง (เช่น โครงสร้างพื้นฐาน, การศึกษา)
สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง:
- ป้องกันการเมืองเข้ามาแทรกแซง
- อย่าใช้เงินในโครงการที่ไม่ยั่งยืน
- อย่าละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน
5. บทบาทของสถาบันอุดมศึกษา (เช่น มทส.)
มหาวิทยาลัยควร:
- ปรับหลักสูตร เพื่อส่งเสริมการเป็น "student co-creators" เช่น ให้นักเรียนทำงานในชุมชน
- สร้างความร่วมมือ กับท้องถิ่นเพื่อวิจัยและนวัตกรรม
- พัฒนาศูนย์นวัตกรรม สำหรับ SMEs ในพื้นที่
- ใช้การมีส่วนร่วมทางสังคม (social engagement) เป็นส่วนหนึ่งของการเรียน
สำหรับ นครชัยบุรินทร์, มทส. สามารถ:
- จัดตั้ง "พื้นที่นวัตกรรม" (innovation district) ร่วมกับชุมชน
- ส่งเสริมโครงการวิจัยที่แก้ปัญหาท้องถิ่น (เช่น การเกษตรอัจฉริยะ, การท่องเที่ยว)
- ฝึกอบรม entrepreneurs รายย่อย
สรุป
กองทุนประชาร่วมพัฒนาจะสำเร็จได้ต้องมี:
1. ธรรมาภิบาล ที่โปร่งใส
2. การมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วน
3. ยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนและวัดผลได้
4. เทคโนโลยี เพื่อการติดตามและป้องกันทุจริต
หากทำได้ ประเทศไทยอาจหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้
Grok:
เกาหลีใต้ ในช่วงทศวรรษ 1960s-1970s: การจัดทุนพัฒนาโรงเรียน พัฒนาทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน สู่ประเทศเข้มแข็งด้านการผลิตและส่งออก
ในช่วงทศวรรษ 1960s-1970s เกาหลีใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Park Chung-hee ได้พลิกโฉมเศรษฐกิจจากฐานเกษตรกรรมสู่การอุตสาหกรรมแบบมุ่งเน้นการส่งออก (export-oriented industrialization) โดยใช้นโยบายรัฐนำ (state-led development) ที่เน้นการลงทุนจากรัฐและเอกชน รัฐบาลจัดสรรทุนผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (Five-Year Economic Development Plans) ตั้งแต่ปี 1962 โดยมุ่งพัฒนาการศึกษาพื้นฐานและอาชีวศึกษาเพื่อสร้างแรงงานมีทักษะสูง เช่น ขยายโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อผลิตวิศวกรและช่างเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรมหนักอย่างเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาทักษะเน้นผ่านการฝึกอบรมในโรงงานและสถาบันรัฐ เช่น Korea Institute of Science and Technology (KIST) ที่ก่อตั้งในปี 1966 เพื่อวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน รัฐลงทุนมหาศาลในถนน ทางรถไฟ ท่าเรือ และโรงไฟฟ้า โดยใช้เงินกู้จากต่างประเทศ (เช่น จากสหรัฐและญี่ปุ่น) และรายได้จากการส่งออกเพื่อหมุนเวียนทุน สิ่งนี้ช่วยให้เกาหลีใต้เปลี่ยนจากนำเข้าสินค้าพื้นฐานสู่การผลิตสินค้าของตนเอง เช่น สิ่งทอ รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้สิ่งจูงใจอย่างลดภาษีและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่บริษัทส่งออก เช่น Samsung และ Hyundai ทำให้ GDP เติบโตเฉลี่ย 8.4% ต่อปี และกลายเป็น "ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ" (Miracle on the Han River) โดยในปี 1961 การส่งออกเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนนโยบายจากนำเข้าแทน (import substitution) สู่ส่งออกนำ.
สิงคโปร์: การใช้เงินออมภายในประเทศพัฒนาระบบที่อยู่อาศัย สาธารณสุข และเกษียณอายุชั้นเยี่ยม
สิงคโปร์ใช้ระบบ Central Provident Fund (CPF) ซึ่งก่อตั้งในปี 1955 เป็นกองทุนออมภาคบังคับสำหรับชาวสิงคโปร์และผู้อยู่อาศัยถาวร โดยนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสมทบเงิน (อัตราปัจจุบันประมาณ 37% ของเงินเดือน) เพื่อสะสมเงินออมภายในประเทศแทนการพึ่งพาเงินต่างชาติ CPF แบ่งบัญชีเป็นหลายส่วน: Ordinary Account สำหรับที่อยู่อาศัยและการลงทุน, Special Account สำหรับเกษียณอายุ, Medisave Account สำหรับค่ารักษาพยาบาล และ Retirement Account สำหรับหลังเกษียณ ระบบที่อยู่อาศัยพัฒนาผ่าน Housing and Development Board (HDB) โดยอนุญาตให้ถอนเงิน CPF เพื่อดาวน์บ้านและผ่อนชำระ ทำให้กว่า 80% ของประชากรมีบ้านเป็นของตนเองในราคาที่เอื้อมถึง สำหรับสาธารณสุข CPF เชื่อมโยงกับ Medisave และ MediShield Life (ประกันสุขภาพภาคบังคับ) เพื่อจ่ายค่ารักษาโรงพยาบาลและยา ทำให้ระบบสาธารณสุขมีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ ส่วนระบบเกษียณอายุใช้ CPF เพื่อสะสมเงินบำนาญ โดยรัฐบาลลงทุนเงินเหล่านี้ในสินทรัพย์ปลอดภัยและให้ดอกเบี้ยขั้นต่ำ 2.5-4% ต่อปี สิ่งนี้ช่วยลดความยากจน ลดภาระรัฐ และสร้างความมั่นคงทางสังคม โดย CPF ยังขยายไปสู่การศึกษาและประกันครอบครัว ทำให้สิงคโปร์มีระบบสังคมที่ยั่งยืนและได้รับการยกย่องระดับโลก
เอสโตเนีย: การจัดระบบ digital governance ที่โปร่งใสเข้มแข็ง เพื่อสร้างความเชื่อถือจากประชาชน
เอสโตเนียพัฒนาระบบ e-Estonia ตั้งแต่หลังได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 โดยมุ่งสร้างรัฐบาลดิจิทัล (e-government) ที่โปร่งใส เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นหลังยุคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น X-Road (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐแบบปลอดภัย คล้าย blockchain) ทำให้บริการรัฐ 100% ออนไลน์ เช่น ยื่นภาษี (99% ยื่นดิจิทัล) โหวตออนไลน์ และลงทะเบียนธุรกิจใน 15 นาที ความโปร่งใสมาจากนโยบายเปิดเผยข้อมูล เช่น บันทึกการประชุมและการล็อบบี้ รวมถึงระบบ digital ID (e-ID) ที่ใช้การเข้ารหัสขั้นสูงเพื่อป้องกันการทุจริต รัฐบาลสื่อสารอย่างชัดเจนผ่านแคมเปญประชาสัมพันธ์และจัดการวิกฤต เช่น การโจมตีไซเบอร์ปี 2007 โดยอัปเดตความปลอดภัยทันที ทำให้ประชาชน 82% เชื่อถือบริการดิจิทัล และ 76% เชื่อถือรัฐบาลโดยรวม สิ่งนี้ช่วยพลิกโฉมเอสโตเนียจากประเทศยากจนสู่ผู้นำด้านดิจิทัล โดยใช้เงินลงทุนต่ำแต่เน้นความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน
ข้อแนะนำสำหรับการปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อให้เกิด “กองทุนประชาร่วมพัฒนาประเทศ” จริงและประสบความสำเร็จ
เพื่อให้กองทุนนี้เกิดขึ้นจริงและประสบความสำเร็จตามที่บทความเสนอ (หลุดกับดักรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูงและสังคมดี) โดยอิงจากตัวอย่าง 4 ประเทศ สามารถปรับใช้ดังนี้:
- กลไกบริหารโปร่งใสและปลอดการเมือง: ก่อตั้งคณะกรรมการอิสระจากผู้เชี่ยวชาญนอกการเมือง เช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบเอสโตเนีย (e-governance) เพื่อเปิดเผยรายงานการใช้เงินแบบเรียลไทม์ ลดการทุจริต และสร้างความเชื่อถือจากผู้บริจาค
- การระดมทุนและจูงใจ: ส่งเสริมการบริจาคจากมหาเศรษฐีและประชาชนผ่านลดหย่อนภาษีหรือรางวัลสังคม เช่น ในสิงคโปร์ที่ใช้ compulsory savings แต่สำหรับไทยอาจเริ่ม voluntary ก่อน แล้วขยายเป็น semi-mandatory สำหรับบริษัทใหญ่ โดยตั้งเป้าปีละ 85,000 ล้านบาทตามบทความ
- **การใช้เงินมุ่งเป้าหมายชัดเจน:** แบ่งทุนเป็นส่วนๆ เช่น 40% สำหรับการศึกษาและทักษะ (เหมือนเกาหลีใต้) เพื่อพัฒนาโรงเรียนและฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี, 30% สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกายภาพ (เหมือนเอสโตเนียและเกาหลีใต้), และ 30% สำหรับสวัสดิการสังคม (ที่อยู่อาศัย สุขภาพ เกษียณ เหมือนสิงคโปร์) เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกและนวัตกรรม
- **การวัดผลและปรับปรุง:** ตั้ง KPI ชัดเจน เช่น GDP growth, ดัชนีความโปร่งใส (CPI), และอัตราการจ้างงาน โดยทบทวนทุก 5 ปี เหมือนแผนพัฒนาของเกาหลีใต้ เพื่อให้ยั่งยืน
- **สร้างความร่วมมือ:** รัฐต้องเป็นผู้นำแต่เปิดให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วม โดยหลีกเลี่ยงการเมืองแทรกแซง เพื่อสร้างความเชื่อถือเหมือนเอสโตเนีย
### สถาบันอุดมศึกษาควรปรับตัวเข้าร่วมอย่างไร: สิ่งที่ต้องทำและไม่ทำ
สถาบันอุดมศึกษาสามารถเข้าร่วมกองทุนนี้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา โดยปรับตัวดังนี้:
**สิ่งที่ต้องทำ:**
- **พัฒนาหลักสูตรและวิจัยมุ่งเป้า:** สร้างโปรแกรมการศึกษาที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม เช่น STEM และ digital skills เหมือนเกาหลีใต้ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทักษะสูงสำหรับการส่งออก
- **มีส่วนร่วมในโครงการสังคม:** ส่งนักศึกษาและคณาจารย์เข้าร่วมโครงการกองทุน เช่น วิจัยนวัตกรรมสำหรับชุมชน หรือฝึกอบรมทักษะให้ประชาชน เหมือนสิงคโปร์ที่ใช้เงินออมพัฒนาสังคม
- **ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล:** พัฒนาแพลตฟอร์ม e-learning และ governance ดิจิทัลภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นต้นแบบโปร่งใส เหมือนเอสโตเนีย
- **ร่วมมือกับภาคธุรกิจและชุมชน:** สร้างพันธมิตรสำหรับ incubation center เพื่อพัฒนาธุรกิจท้องถิ่นและ innovation
**สิ่งที่ต้องไม่ทำ:**
- **ไม่แทรกแซงการเมือง:** หลีกเลี่ยงการให้ผู้บริหารกองทุนมาจากนักการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลาง
- **ไม่ใช้เงินเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว:** ห้ามใช้ทุนกองทุนสำหรับโครงการที่ไม่โปร่งใสหรือไม่วัดผลได้
- **ไม่ละเลยความเท่าเทียม:** อย่ามุ่งเฉพาะเมืองใหญ่ แต่กระจายโอกาสสู่ภูมิภาคเพื่อลดช่องว่างรายได้
### มทส. ควรนำมาใช้ในการดำเนินการระบบอุดมศึกษาพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์อย่างไร: เชื่อมโยง student co-creators, social engagement, research and innovation for community and local business development
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส. หรือ SUT) ซึ่งตั้งอยู่ในนครราชสีมาและมีบทบาทหลักในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถนำแนวคิดกองทุนนี้มาปรับใช้เพื่อพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) โดยเชื่อมโยง student co-creators (นักศึกษาร่วมสร้าง), social engagement (การมีส่วนร่วมสังคม), research and innovation for community and local business development ดังนี้:
- **เชื่อมโยง student co-creators กับโครงการพัฒนา:** สร้างโปรแกรมที่นักศึกษาร่วมออกแบบและดำเนินโครงการ เช่น Hackathon สำหรับแก้ปัญหาท้องถิ่น (เช่น การเกษตรอัจฉริยะในพื้นที่อีสาน) โดยใช้ทุนจากกองทุนเพื่อฝึกทักษะ เหมือนเกาหลีใต้ที่พัฒนาแรงงานผ่านสถาบันวิจัย
- **เสริม social engagement:** จัดกิจกรรม outreach เช่น คลินิกนวัตกรรมให้ชุมชน โดยนักศึกษาและคณาจารย์ช่วยธุรกิจท้องถิ่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น สินค้า OTOP ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เหมือนเอสโตเนียที่ใช้ e-governance สร้างความเชื่อถือ
- **มุ่ง research and innovation สำหรับชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น:** พัฒนา incubation center ในมทส. เพื่อสนับสนุน startup ในพื้นที่ เช่น นวัตกรรมการแพทย์และชีวการแพทย์ (จากความร่วมมือกับสถาบันต่างชาติอย่าง GSI และ NCKU) โดยเชื่อมกับธุรกิจท้องถิ่นด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อส่งออก เหมือนสิงคโปร์ที่ใช้เงินออมพัฒนาสังคม
- **ปรับใช้โดยรวม:** มทส. ควรตั้งหน่วยงานเฉพาะสำหรับกองทุนนี้ เพื่อกระจายทุนวิจัยสู่ภูมิภาค โดยวัดผลจากความสำเร็จของธุรกิจท้องถิ่นและการจ้างงาน ทำให้พื้นที่นครชัยบุรินทร์กลายเป็นฮับนวัตกรรม เหมือนบทบาทของมทส. ที่เน้น sustainable development และ collaboration.
ด่านแรกของเรื่องนี้คือ การสื่อสารเพื่อให้เกิดกองทุน ๘๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ตามที่ ดร. พีระสิทธิ์ เสนอ แต่ถึงไม่มีกองทุนนี้ เราก็สามารถทำงานเล็กๆ เพื่อพัฒนานวัตกรรมธุรกิจในระดับพื้นที่ได้ แล้วขยายตัวจากผลงานที่สร้างความเชื่อถือ สู่การมีทุนสนับสนุนเพิ่มขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ก.ย. ๖๘
ห้องประชุม PMAC 2026 4th Preparatory Meeting โรงแรม The Fullerton Ocean Park ฮ่องกง