หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ ๙ ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado  บทที่ 7  When Voice Becomes Activism   รวมทั้งผมเพิ่มเติมแนวคิดของผมเองเข้าไปด้วย   

หนังสือ Transformative Student Voice เน้นย้ำถึงพลังของการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม    ใช้กรอบแนวคิดที่ผสมผสานทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (transformative theory), ความยุติธรรมเชิงวิพากษ์ (critical justice), และการสร้างความสัมพันธ์เชิงพันธมิตรระหว่างนักเรียน ครู และผู้บริหาร    จุดเน้นสำคัญคือ  การเคารพความรู้จากประสบการณ์ของนักเรียน  และการให้พื้นที่ที่แท้จริงสำหรับเสียงของนักเรียนในการออกแบบ ตัดสินใจ และประเมินนโยบายหรือโครงการในโรงเรียน   

การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงต้องอาศัยการเปลี่ยนวัฒนธรรมของโรงเรียน — ไม่ใช่แค่โครงการชั่วคราว แต่มุ่งสู่การสร้างโครงสร้างที่ถาวร เพื่อหล่อเลี้ยงการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียม ยั่งยืน และเต็มศักยภาพของเยาวชน     ท่านผู้อ่านควรร่วมสร้างระบบการศึกษาที่เห็นนักเรียนไม่ใช่แค่ผู้รับบริการ แต่เป็น "หุ้นส่วนการเปลี่ยนแปลงระดับพลิกโฉม" (partners in transformation) อย่างแท้จริง

 

ประเด็นหลักๆ สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ 

ประเด็นสำคัญเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียนอย่างแท้จริงในการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนอย่างเป็นธรรม ได้แก่:

  1. นักเรียนต้องได้รับการยอมรับว่าเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" ไม่ใช่แค่ผู้ได้รับผล
  2. กระบวนการต้องสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีโครงสร้างที่ชัดเจนสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มชายขอบ
  3. ความร่วมมือระหว่างนักเรียนกับผู้ใหญ่ต้องมีความเสมอภาค เชื่อใจ และเปิดโอกาสให้นักเรียนมีอำนาจต่อรอง
  4. โครงการหรือกลไกการมีส่วนร่วมควรฝังอยู่ในโครงสร้างโรงเรียนอย่างถาวร ไม่ใช่แค่กิจกรรมเฉพาะกิจ
  5. การติดตามผล การสะท้อนคิดร่วม และการประเมิน ควรทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบที่ยั่งยืน

ผลดีที่เกิดขึ้น  

การส่งเสริมเสียงของนักเรียนอย่างแท้จริง ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนที่มีความเท่าเทียมมากขึ้น    ทั้งยังส่งเสริมการเติบโตทางจิตใจ ความมั่นใจ และความเป็นผู้นำของนักเรียน     นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างนักเรียนกับผู้ใหญ่    พร้อมผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายและวัฒนธรรมโรงเรียนอย่างยั่งยืน 

ในหนังสือ Transformative Student Voice   มีตัวอย่างบุคคลที่เวลานี้เป็นผู้ใหญ่ และมีงานทำที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม   บอกว่าตนได้แรงบันดาลใจในอาชีพนั้นๆ จากประสบการณ์ TSV ตอนเป็นนักเรียน

ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและจำเพาะ   การมีส่วนร่วมของนักเรียนอย่างแท้จริงในการปรับปรุงโรงเรียน สามารถเปิดเผยมุมมองเฉพาะที่ผู้ใหญ่ในระบบมักมองไม่เห็น   เช่น ความไม่เป็นธรรมในห้องเรียน ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติหรือเศรษฐกิจ และช่องว่างด้านความสัมพันธ์และความไว้วางใจ    นักเรียนสามารถตั้งคำถามต่อโครงสร้างที่มีอยู่ และเสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ต่อการเปลี่ยนแปลง    โดยการทำงานร่วมกันของนักเรียนกับผู้ใหญ่ในการวิเคราะห์และออกแบบการเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนยิ่งขึ้น    อีกทั้งยังเป็นการฝึกฝนให้นักเรียนกลายเป็นพลเมืองที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมในระยะยาว

เพิ่มความผูกพันของเยาวชน   เมื่อเยาวชนมีบทบาทอย่างแท้จริงในกระบวนการปรับปรุงโรงเรียน    จะเกิดความผูกพันต่อการเรียนรู้ และต่อชุมชนโรงเรียนมากขึ้น    การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ช่วยให้เยาวชนรู้สึกว่าตนมีคุณค่า มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง และมีความรับผิดชอบมากขึ้น    นอกจากนี้ยังส่งเสริมทักษะด้านความเป็นผู้นำ การสื่อสาร และการวิเคราะห์เชิงระบบ    ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย     การมีส่วนร่วมของเยาวชนจึงไม่เพียงเป็นผลลัพธ์ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืน

สำนึกเชิงวิพากษ์ (Critical Consciousness)    กิจกรรม TSV นำสู่การพัฒนาความตระหนักรู้เชิงวิพากษ์ในหมู่เยาวชน    ซึ่งหมายถึงความสามารถในการมองเห็นและวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ ความไม่เป็นธรรม และระบบกดทับต่างๆ ที่ฝังอยู่ในโรงเรียนและสังคม     เยาวชนที่มีความตระหนักทางวิพากษ์ สามารถตั้งคำถามต่อสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรม และริเริ่มการเปลี่ยนแปลงที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเสมอภาค     การมีพื้นที่ให้เยาวชนพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ร่วมกับผู้ใหญ่ เป็นการส่งเสริมความสามารถของเยาวชนในการเป็นผู้สร้างระบบที่ยุติธรรมมากขึ้นในอนาคต

ความท้าทาย

ความท้าทายที่พบในการทำงานร่วมกับเสียงของนักเรียนอย่างมีความหมาย  ได้แก่ การต่อต้านจากผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยกับการให้เยาวชนมีบทบาทในเชิงอำนาจ   การขาดทรัพยากรสนับสนุน   และความไม่มั่นใจของนักเรียนเอง     ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่สมดุลในโรงเรียนยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องตระหนักและจัดการอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง

การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง     ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง     การมีส่วนร่วมที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากแค่การเชิญนักเรียนมาร่วมประชุมเท่านั้น    แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง มีการฟังอย่างลึกซึ้ง และเปิดโอกาสให้เสียงของนักเรียนส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับนโยบายและการปฏิบัติในโรงเรียน     ครูและผู้บริหารต้องใส่ใจในโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ที่อาจขัดขวางการมีส่วนร่วม เช่น ความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติ ชนชั้น ภาษา หรืออัตลักษณ์อื่น ๆ    

ควรมีการออกแบบพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ และให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะ และสนับสนุนทรัพยากรแก่เยาวชน     เพื่อให้พวกเขาสามารถสะท้อนความคิด เสนอแนวทาง และทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ได้อย่างมั่นใจ     การสร้างวัฒนธรรมของการมีส่วนร่วมต้องอาศัยความมุ่งมั่นระยะยาว การฝึกฝน และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ระหว่างนักเรียนและผู้ใหญ่

เผชิญแรงต้าน    การส่งเสริมเสียงของนักเรียนมักเผชิญกับแรงต้านจากผู้ใหญ่ในระบบการศึกษา    ซึ่งเกิดจากความกลัวการสูญเสียอำนาจ ความไม่มั่นใจในความสามารถของนักเรียน  หรือความเคยชินกับวัฒนธรรมแบบลำดับชั้น     แรงต้านเหล่านี้อาจแสดงออกในรูปแบบของการเพิกเฉย การลดทอนความสำคัญ หรือการบิดเบือนเป้าหมายของนักเรียน     ดังนั้น ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องมีทักษะในการสร้างพันธมิตร ใช้ข้อมูลและเรื่องเล่าเพื่อโน้มน้าว และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ใหญ่     โดยเน้นการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างความไว้วางใจ และแสดงให้เห็นว่าการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมสามารถนำไปสู่การปรับปรุงที่แท้จริงในโรงเรียน

ดำเนินการขยายผล    การขยายแนวปฏิบัติเสียงของนักเรียนให้ครอบคลุมระบบโรงเรียนในวงกว้าง   เพื่อนำสู่ผลกระทบอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีโครงสร้างสนับสนุนที่ชัดเจน   เช่น การฝึกอบรมผู้ใหญ่ การสนับสนุนจากผู้นำองค์กร และนโยบายที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนอย่างยั่งยืน     การขยายผลที่ประสบความสำเร็จต้องรักษาหลักการความเท่าเทียมและอำนาจของนักเรียนไว้ ไม่ให้สูญหายไประหว่างการขยายขอบเขตของโครงการ

 

ปัจจัยที่ก่อผลสำเร็จของพลังนักเรียน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวทาง Transformative Student Voice (TSV) ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียน  ความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างนักเรียนกับผู้ใหญ่  และโครงสร้างสนับสนุนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีอำนาจตัดสินใจ     การมีวัฒนธรรมองค์กรที่ยอมรับความหลากหลายของเสียงนักเรียน และมีความยืดหยุ่นในการปรับกระบวนการตามบริบท ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญเช่นกัน

ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำในแนวทาง TSV ต้องตั้งอยู่บนความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนระหว่างผู้ใหญ่กับเยาวชน     ผู้นำต้องกล้ารับฟังและแบ่งอำนาจให้นักเรียนอย่างแท้จริง  พร้อมทั้งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้การเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นร่วมกัน     ภาวะผู้นำที่ดีในบริบทนี้ยังต้องมีความสามารถในการสะท้อนตนเอง และส่งเสริมความยุติธรรมในระดับโครงสร้าง

ฝึกอบรมผู้ใหญ่ 

การเตรียมผู้ใหญ่ (ครู ผู้บริหาร หรือบุคลากรทางการศึกษา) ให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการ TSV อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จ     ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง การตั้งคำถามแบบเปิด การสร้างพื้นที่ปลอดภัย และการแบ่งอำนาจแก่นักเรียน     นอกจากนี้ การอบรมควรส่งเสริมการสะท้อนคิดเกี่ยวกับอคติส่วนตัว ระบบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และอำนาจที่มีอยู่ เพื่อให้ผู้ใหญ่สามารถร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงร่วมกับนักเรียนอย่างแท้จริง     การฝึกอบรมเหล่านี้ควรต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว และต้องดำเนินภายใต้หลักคิดของความยุติธรรมและความเสมอภาคทางการศึกษา

ระบบสนับสนุน

การสร้างระบบสนับสนุนอย่างรอบด้านเพื่อให้ TSV ดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน มีความจำเป็นยิ่ง     ระบบเหล่านี้รวมถึงการจัดสรรเวลา พื้นที่ และทรัพยากร สำหรับทั้งนักเรียนและผู้ใหญ่ในการทำงานร่วมกันอย่างมีความหมาย     นอกจากนี้ยังเน้นการสร้างโครงสร้างองค์กรที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของนักเรียน  เช่น การมีที่นั่งในคณะกรรมการ การเข้าถึงข้อมูล และการมีบทบาทในการตัดสินใจอย่างแท้จริง     การมีที่ปรึกษาและโค้ชที่เข้าใจหลักการของ TSV ก็เป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องและความลึกซึ้งของกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน

หุ้นส่วน เยาวชน-ผู้ใหญ่

ความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับผู้ใหญ่เป็นหัวใจของ TSV ที่แท้จริง     ความร่วมมือนี้ต้องตั้งอยู่บนฐานของความไว้วางใจ ความเคารพ และความเสมอภาคในการมีอำนาจตัดสินใจ     ผู้ใหญ่ต้องเปิดใจฟังและเรียนรู้จากประสบการณ์ของนักเรียน     ขณะที่เยาวชนก็ต้องได้รับโอกาสและการสนับสนุนเพื่อพัฒนาความสามารถในการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย     ความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงพลวัตของโรงเรียน และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม

หุ้นส่วนชุมชน

การสร้างพันธมิตรกับชุมชนภายนอกโรงเรียนมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อน TSV อย่างยั่งยืน     ความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม มหาวิทยาลัย และกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม สามารถช่วยเติมเต็มทรัพยากร สนับสนุนการเรียนรู้ และขยายพื้นที่เสียงของนักเรียนให้มีอิทธิพลนอกโรงเรียน     ความร่วมมือดังกล่าวยังช่วยให้นักเรียนเข้าใจปัญหาในระดับระบบ และรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่กว้างขึ้น     ชุมชนจึงเป็นทั้งเวทีการเรียนรู้ และเป็นแหล่งหนุนเสริมอำนาจนักเรียนในการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

 

บันทึกข้อมูลผลกระทบ

การบันทึกและประเมินผลกระทบจากการมีส่วนร่วมของนักเรียนในกระบวนการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนอย่างตรงไปตรงมา มีความจำเป็น และสำคัญยิ่ง     การประเมินผลต้องไม่เพียงแค่ใช้ตัวชี้วัดทางปริมาณ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา    แต่ยังต้องรวมถึงการประเมินด้านคุณภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อโรงเรียน ความมั่นใจในตนเอง และการพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ 

การบันทึกผลกระทบอย่างแท้จริงต้องทำโดยการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การสัมภาษณ์ การสำรวจความคิดเห็น และการสะท้อนจากนักเรียนเอง     เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและครบถ้วน     การประเมินผลต้องได้รับการยอมรับจากทั้งนักเรียนและผู้ใหญ่ในโรงเรียน และต้องเปิดโอกาสให้มีการสะท้อนและปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง     ทั้งนี้เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นมีผลที่ยั่งยืนและสามารถนำไปขยายผลในอนาคตได้    แนะนำให้ร่วมกันพัฒนา rubric ของการประเมิน และร่วมกันปรับปรุงจนใช้การได้ดี   

ผมขอเพิ่มเติมว่า  ควรใช้กระบวนการและผลการประเมิน เป็นข้อมูลป้อนกลับ (feedback)  สำหรับปรับปรุงกระบวนการ TSV อย่างต่อเนื่อง    คือใช้พลังของ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์   ในการเรียนรู้จากการปฏิบัติ อย่างต่อเนื่องตลอดไป     

 

ความคิดสุดท้าย

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเชื่อในศักยภาพความเป็นมนุษย์ของนักเรียน   โดยยอมรับเสียงของนักเรียนในทุกขั้นตอนของกระบวนการ     การทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียนและผู้ใหญ่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีความหมาย     แต่ยังช่วยสร้างความยุติธรรมและความเสมอภาคในระบบการศึกษา     การมีส่วนร่วมของนักเรียนควรเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน และเป็นการลงทุนในอนาคตของทั้งนักเรียนและสังคม

วิจารณ์ พานิช

๒๑ ก.ค. ๖๘   ปรับปรุง ๒๘ ก.ค. ๖๘