https://www.youtube.com/watch?v=-VNPYLhp3PQ จากข้อความใน YouTube และเอกสาร การจัดระเบียบเศรษฐกิจและการค้าของโลก (ที่แนบ) รวมทั้งข้อสรุปจาก WEF ขอความเห็นว่า โลกในอนาคต ๒๐ ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร ขอ 3 scenarios ประเทศไทยควรปรับตัวอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ผมเอาข้อความในย่อหน้าบน ไปถามเจ็ดสหายเอไอ ได้รับคำตอบที่เอามาคิดต่อได้อีกมาก ขอนำคำตอบของ Grok, Gemini และ DeepSeek มาลงไว้ ดังนี้
Grok:
โลกในอนาคต 20 ปีข้างหน้า (ปี 2045)
จากเอกสาร "AJ Pisit - World Economic Orders.docx" ที่วิเคราะห์ประวัติศาสตร์การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลก โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านมหาอำนาจ การแข่งขัน US-China การลดบทบาท globalization สู่ geo-politics การแข่งขันด้าน AI และ chips รวมถึง de-coupling/self-reliance วิดีโอ YouTube (สัมภาษณ์ ดร.สุภชัย พานิชภักดี) ที่พูดถึงสงครามการค้า ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การปรับตัวของไทยใน de-globalization และ 20-year strategy และข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) เช่น Global Economic Futures: Competitiveness in 2030 (มี 4 scenarios เกี่ยวกับ competitiveness ท่ามกลาง uncertainty) Future Focus 2025 (pathways สำหรับ reskilling และ consumption models) และ Global Trends 2040 (automation, jobs displacement) รวมถึง AI adding $2.6-4.4 trillion to economy by 2040 ผมเห็นว่าโลกในปี 2045 จะเผชิญ uncertainty สูงจาก geo-politics เทคโนโลยี disruption (AI, automation) population shifts (ageing, 9.7 billion people) และ climate/economic fragmentation แต่มีโอกาสจาก AI-driven growth และ reskilling
ผมเสนอ 3 scenarios ที่เป็นไปได้ โดยผสานข้อมูลเหล่านี้ Scenarios เหล่านี้ไม่ใช่ prediction แต่เป็น plausible futures เพื่อช่วยวางแผน:
1. Bipolar Dominance: โลกสองขั้วที่แข่งขันดุเดือด (US-China Led World)
ใน scenario นี้ สหรัฐและจีนครอง dominance ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดย de-coupling ขยายตัว (ตามเอกสารที่กล่าวถึง US blocking China ใน chips/AI และ China self-reliant) สหรัฐรักษา hegemony ผ่าน alliances (เช่น AUKUS, QUAD) และ tariffs/sanctions ขณะที่จีนขยาย BRI (Belt and Road Initiative) สู่ Africa/Asia ทำให้ supply chains แยกเป็นสองระบบ: Western (US-led) และ Eastern (China-led) AI และ chips เป็น battlefield หลัก โดย AI สร้าง jobs ใหม่ 97 ล้าน แต่ displace 85 ล้าน (จาก Global Trends 2040) Globalization ถดถอย สู่ protectionism สูง สงครามการค้าทำให้ growth ชะลอ (WEO คาด global growth ~3.2% แต่ต่ำลงถ้า fragmented) ผลกระทบ: Inequality เพิ่ม Climate action ช้าเพราะขาด cooperation แต่ tech innovation เร่ง (e.g., AI add trillions) โลก stable แต่ polarized คล้าย Cold War
2. Multipolar Cooperation: โลกหลายขั้วที่ร่วมมือกัน (Collaborative Multipolarity)
โลกพัฒนาสู่ multipolar โดย US, China, EU, India, ASEAN เป็น poles สำคัญ แต่ geo-politics นำไปสู่ cooperation บน issues ร่วม เช่น climate, AI ethics, และ trade (ตาม WEF Competitiveness scenarios ที่มี "cooperative" path ท่ามกลาง uncertainty) WTO/UNCTAD reform สำเร็จ (ตาม YouTube ที่ ดร.สุภชัย เสนอ strengthen multilateralism) ทำให้ de-globalization ชะลอ สู่ "re-globalization" ผ่าน FTAs และ digital trade AI เป็น enabler สำหรับ growth (e.g., generative AI boost economy by 2040) Chips production diversify (e.g., factories ใน US, Taiwan, Vietnam) ลด risk จาก geo-tensions Population growth นำไปสู่ reskilling revolution (WEF Future of Jobs: 30% skills change) ผลกระทบ: Sustainable growth สูง Inequality ลด ผ่าน global standards แต่ต้อง manage tech divides (e.g., AI ethics) โลก peaceful มากขึ้น คล้าย post-WWII แต่ digital-first
3. Fragmented Chaos: โลกแตกแยกและไม่แน่นอน (Fragmented De-globalization)
Geo-politics และ crises (e.g., climate disasters, pandemics, wars) ทำให้โลก fragmented สูง (ตาม WEF Global Risks และ Pentagon 2045 scenarios: robots/AI transform industries แต่สร้าง instability) US-China rivalry escalate สู่ proxy conflicts Supply chains ย้ายกลับ (reshoring) แต่ inefficient ทำให้ inflation สูงและ growth ต่ำ (WEO baseline 3.2% แต่ drop ถ้า fragmented) AI/chips ถูก weaponized (e.g., cyber attacks) Nationalism เพิ่ม (ตามเอกสาร: self-sufficiency over globalization) Population shifts (ageing in developed, youth bulge in developing) นำไปสู่ migration crises และ jobs displacement (85 ล้าน jobs หาย) ผลกระทบ: Economic stagnation, Inequality สูง, Climate failure (no global action) แต่ local innovations เฟื่อง (e.g., regional blocs) โลก chaotic คล้าย interwar period (1930s)
ประเทศไทยควรปรับตัวอย่างไร
จากเอกสาร (ไทยต้อง flexible ต่อ changes) YouTube (20-year strategy ตาม sufficiency economy: equality, education, environment; balance US-China; strengthen FTAs/ASEAN) และ WEF (reskilling, competitiveness strategies) ไทย (small open economy) ควรเน้น resilience, diversification และ innovation เพื่อ thrive ในทุก scenario โดยผสาน sufficiency economy กับ digital transformation (คล้าย Vietnam's 2045 scenarios: strategic foresight สำหรับ digital economy)
ระยะสั้น (1-5 ปี: Focus บน stability และ quick wins)
- Diversify trade/partners: ลด dependency บน China/US โดย accelerate FTAs (e.g., EU, India ตาม YouTube) และ join CPTPP/RCEP เต็มรูปแบบ Buy US goods (e.g., aircraft, ag products) เพื่อ balance trade surplus และ avoid tariffs (ตาม YouTube) ขยาย export สู่ emerging markets (Africa, Middle East) เพื่อ buffer de-globalization
- Boost competitiveness: Subsidize key industries (e.g., EV, tech ตาม 10 S-curve) และ reduce tariffs ให้ต่ำกว่า ASEAN average (ตาม YouTube) เพื่อ avoid scrutiny สร้าง EEC ให้เสร็จเร็ว (delayed แต่ critical สำหรับ FDI)
- Geopolitical balance: Strengthen ASEAN (integrate India) และ mediate US-China (e.g., host dialogues) เพื่อ neutrality Invest ใน cybersecurity และ supply chain resilience (e.g., stockpile chips)
- Domestic measures: Reskill workforce สำหรับ AI/automation (target 100,000 jobs/year ตาม WEF-inspired programs) และ fiscal stimulus สำหรับ SMEs เพื่อ handle volatility
ระยะยาว (5-20 ปี: Build structural resilience)
- Tech/innovation investment: Develop AI/chips ecosystem (e.g., partner Taiwan/US สำหรับ factories) และ digital economy (ตาม Vietnam model: 4 scenarios สำหรับ 2045 digital growth) Integrate AI ใน agriculture/services เพื่อ boost productivity (AI add trillions globally) สร้าง national AI strategy เน้น ethics/self-reliance (ป้องกัน weaponization ใน fragmented scenario)
- Education/reskilling revolution: Reform education สำหรับ future skills (30% change by 2025 ขยายสู่ 2045) เน้น STEM, soft skills, และ sufficiency philosophy เพื่อ equality/environment (ตาม YouTube 6 approaches) Target ageing population ด้วย lifelong learning
- Sustainable development: Align กับ global climate action (e.g., carbon neutrality) ผ่าน green tech และ water management (ตาม YouTube) เพื่อ handle population/climate shifts สร้าง self-sufficiency ใน food/energy เพื่อ de-risk
- Policy continuity: Adopt 20-year national strategy (consistent policies อย่าง Prem era ใน YouTube) ด้วย foresight (คล้าย WEF Future Focus) รวม public-private partnerships เพื่อ adaptability ใน multipolar world และ monitor scenarios ทุก 5 ปี
Gemini:
การพิจารณาอนาคตของเศรษฐกิจโลกใน 20 ปีข้างหน้า โดยอ้างอิงจากเอกสารของอาจารย์พิสิฐและรายงานของ World Economic Forum (WEF) ทำให้สามารถสรุปสถานการณ์ที่เป็นไปได้ 3 ฉากทัศน์ และข้อเสนอแนะในการปรับตัวของประเทศไทยได้ดังนี้
3 ฉากทัศน์อนาคตโลกใน 20 ปีข้างหน้า
การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกในอดีตมักจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของมหาอำนาจ และในศตวรรษที่ 21 ก็เป็นการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีอย่าง AI ซึ่งนำไปสู่กระแสการแยกตัวออกจากกัน (De-coupling) หรือลดความเสี่ยง (De-risking) ฉากทัศน์ต่อไปนี้จึงอยู่บนพื้นฐานของพลวัตดังกล่าว
- โลกแบ่งขั้ว (Divided World): ฉากทัศน์นี้เป็นผลจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจและการค้าที่ชัดเจนระหว่างกลุ่มประเทศ การพึ่งพาตนเอง (self-sufficiency) กลายเป็นเป้าหมายหลักของแต่ละขั้วอำนาจ การค้าโลกจะชะลอตัวลง และการแก้ปัญหาระดับโลกจะทำได้ยากขึ้น โดยในฉากทัศน์นี้ อาจเกิดการแบ่งเขตทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านดิจิทัล และการค้าจะถูกควบคุมด้วยมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น
- โลกที่เปราะบางและวุ่นวาย (Vulnerable World): ในฉากทัศน์นี้ โลกยังคงมีความเชื่อมโยงกันในระดับหนึ่ง แต่ไร้เสถียรภาพอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงขึ้น และนำไปสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการเมืองในประเทศจะเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีขีดความสามารถที่จำกัดในการให้บริการประชาชนและแก้ไขปัญหา ในฉากทัศน์นี้อาจเห็นการผงาดขึ้นของบริษัทเอกชนและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐในการเข้ามาเติมเต็มบทบาทที่เคยเป็นของรัฐบาล ทำให้การจัดระเบียบโลกยิ่งไร้ทิศทางและเต็มไปด้วยความเสี่ยง
- โลกที่มีระเบียบใหม่ (Fluid Order): ฉากทัศน์นี้มองโลกในแง่ดีที่สุด โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง และมีการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นความร่วมมือและการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมและเศรษฐกิจ แต่การกระจายผลประโยชน์จะยังคงไม่เท่าเทียม และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมในระยะยาว ในฉากทัศน์นี้ ประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถใช้ความยืดหยุ่นทางนโยบายและนวัตกรรมเพื่อสร้างบทบาทใหม่ในเวทีโลกได้
ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับตัวของประเทศไทย
ในบริบทของความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง ประเทศไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน
การปรับตัวระยะสั้น (5-10 ปี):
- เสริมสร้างเศรษฐกิจภายใน: เร่งพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เน้นการบริโภคในประเทศและบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
- กระจายความเสี่ยงด้านการค้าและการลงทุน: หันมาสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลากหลายประเทศและภูมิภาคมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเพียงไม่กี่ตลาดหลัก เช่น การเจรจา FTA กับกลุ่มประเทศใหม่ ๆ หรือการส่งเสริมการลงทุนจากหลายแหล่งที่มา
- พัฒนาทักษะแรงงาน: เร่งยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและ AI เพื่อลดช่องว่างทักษะ (skills gap) และสร้างความสามารถในการแข่งขัน
- เน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเฉพาะทาง: มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ หรือมีโอกาสเติบโตในทุกฉากทัศน์ เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ (bioeconomy), เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy), และบริการด้านสุขภาพหรือการท่องเที่ยวคุณภาพสูง
การปรับตัวระยะยาว (10-20 ปี):
- เปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม: ลงทุนอย่างจริงจังในการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และเปลี่ยนจากประเทศที่ผลิตสินค้าตามสั่ง ไปสู่ประเทศที่สร้างคุณค่าจากนวัตกรรมของตนเอง
- สร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ (Resilience): พัฒนาระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทานให้สามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น โดยเน้นการพึ่งพาตนเองในปัจจัยสำคัญ เช่น อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยี
- ลงทุนในทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง: ปฏิรูประบบการศึกษาให้เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) เพื่อให้คนไทยมีความสามารถในการปรับตัว (adaptability) และสร้างสรรค์ ในทุกช่วงชีวิต
- เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือ: ประเทศไทยควรใช้บทบาทการทูตเชิงเศรษฐกิจเพื่อเป็นจุดเชื่อมระหว่างมหาอำนาจและกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ โดยเน้นการค้าเสรีและการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยยกระดับสถานะของไทยในเวทีโลกได้
การปรับตัวในทั้งสองช่วงเวลาจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่คำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในอนาคตอย่างรอบด้าน
ข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบเศรษฐกิจและการค้าของโลกในอนาคต สามารถดูได้จากวิดีโอ สรุปเทรนด์โลก WEF2025 อย่างละเอียด พร้อมเนื้อหาที่สื่อเข้าไม่ถึง! ซึ่งสรุปประเด็นหลักของ WEF ในปี 2025 ได้อย่างละเอียด
DeepSeek:
จากการวิเคราะห์เนื้อหาในเอกสาร "การจัดระเบียบเศรษฐกิจการค้าของโลก" โดย AJ Pisit ร่วมกับแนวโน้มโลกจาก World Economic Forum (WEF) และบริบทปัจจุบัน ขอเสนอ 3 สถานการณ์หลักของโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า พร้อมข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยดังนี้
3 สถานการณ์ของโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า (2045)
1. สถานการณ์ที่ 1: การแบ่งขั้วอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน (Bipolar World)
- สหรัฐฯ และจีนยังคงเป็น 2 มหาอำนาจหลักที่แข่งขันกันทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี
- การ decoupling ระหว่างสองขั้วยังคงมีอยู่ การค้าและการลงทุนแบ่งออกเป็น 2 บล็อก
- ประเทศอื่นๆ ต้องเลือกข้างหรือปรับตัวเพื่ออยู่รอดในระบบเศรษฐกิจสองขั้ว
- องค์กรระหว่างประเทศเช่น IMF, WTO อ่อนแอลงจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
2. สถานการณ์ที่ 2: โลกหลายขั้ว (Multipolar World)
- อำนาจเศรษฐกิจกระจายไปยังกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย สหภาพยุโรป อาเซียน แอฟริกา
- ไม่มีประเทศใดครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ การร่วมมือในรูปแบบกลุ่ม region มีบทบาทมากขึ้น
- เทคโนโลยีและ supply chain ถูกกระจายออกไปหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาใดประเทศหนึ่ง
- การค้าแบบพหุภาคีและข้อตกลง regional FTAs มีความสำคัญมากขึ้น
3. สถานการณ์ที่ 3: โลกแห่งความไม่แน่นอนและความเสี่ยงสูง (Volatile & Fragmented World)
- ความขัดแย้งทางการค้า การเมือง และสงครามเทคโนโลยีทวีความรุนแรง
- ระบบการเงินโลกแตกออกเป็นหลายสกุล ดอลลาร์อาจสูญเสียสถานะ dominance
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติธรรมชาติส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก
- การใช้มาตรการกีดกัน non-tariff barriers และนโยบายปกป้องตนเองเพิ่มขึ้น
ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย: การปรับตัวทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ระยะสั้น (1–5 ปี)
1. เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience)
- ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกใดตลาดเดียว โดยเฉพาะสหรัฐฯและจีน
- ส่งเสริมการค้าและลงทุนกับ emerging markets เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียนด้วยกัน
- พัฒนาระบบ logistics และ digital trade เพื่อลดต้นทุนการค้า
2. ปรับนโยบายการเงินและการคลัง
- สร้างเสถียรภาพของค่าเงินบาท และบริหารทุนสำรองอย่างมีประสิทธิภาพ
- สนับสนุน SMEs ให้ปรับตัวสู่ digital economy และ เศรษฐกิจสีเขียว
3. เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน
- พัฒนาระบบอาหารและพลังงานภายในประเทศ ลดการนำเข้า
- สนับสนุนพลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ระยะยาว (5–20 ปี)
1. ยกระดับการศึกษาและนวัตกรรม
- ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต เช่น AI, renewable energy, biotechnology
- สนับสนุน R&D และ innovation ecosystem โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและต่างประเทศ
2. พัฒนาระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
- ลงทุนในพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ฟาร์ม ลม ชีวมวล
- ส่งเสริม circular economy และอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน
3. เป็น hub การค้าและการลงทุนของอาเซียน
- พัฒนาระบบคมนาคมดิจิทัล (digital infrastructure)
- เป็นศูนย์กลางทางการเงิน (financial hub) และ logistics ของภูมิภาค
4. รักษาสมดุลทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจ
- ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบยืดหยุ่น (hedging strategy)
- ไม่เลือกข้างแต่รักษาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก
สรุป
โลกในอีก 20 ปีข้างหน้าอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงจากการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ–จีน การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมทั้งในระยะสั้นและยาวด้วยการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ พัฒนานวัตกรรม และรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มั่นคงและยั่งยืนในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
คำหลักสำคัญคือ uncertainty - ความไม่แน่นอน สังคมไทยต้องเตรียมเผชิญและใช้พลังของความไม่แน่นอน ใช้จุดแข็งของเราเพื่อช่วยโลก และสร้างความมั่นคงของสังคมไทย เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีนโยบายยกระดับตลาดภายในประเทศ นำนโยบายพัฒนาประเทศระยะยาวสู่การออกแบบหลักสูตรการศึกษาชั้นมัธยม และที่สำคัญที่สุดคือ มาตรการยกระดับคุณภาพพลเมืองไทย
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ย. ๖๘