ช่วงเช้าวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผมไปฟังการประชุมวิชาการ National and International Academic Conference 2025 "Healthy Society: สังคมสุขภาพดี สู่วิถีที่ยั่งยืน" (Healthy Society: Building Sustainable Wellbeing Together) 27th-28th August 2025 at Kantary Hotel, Nakhon Ratchasima, Thailand and online platform (Hybrid)    โดยช่วง ๘.๓๐ - ๑๐.๓๐ น. ฟังเรื่อง Special Lecture: Global Mental Health and Sustainable Development: Building Resilient Communities through Positive Psychology Interventions Keynote speaker III: Professor Dr. Annamaria Di Fabio. Full Professor, Department of Education, Languages, Interculture, Literatures and Psychology (Psychology Section), University of Florence  ตามด้วย Panel Discussion II: Mental Wellness Revolution: Bridging Technology and Human Connection in the Digital Age Panelist I: Professor Dr.Akira Tsuda, Teikyo University of Science, Japan Panelist II: Professor Dr. Annamaria Di Fabio. University of Florence, Italy Panelist III: Director-General of the Department of Mental Health, Ministry of Public Health,Thailand  Moderator: 1) Assoc. Prof. Dr.Issara Pramulsuk. Assistant Rector for SUT Council Affairs, SUT 2) Karunpong Phattharamrut, M.D. Lecturer of school of Psychiatry , Institute of Medicine, SUT ในห้องใหญ่

ผมตั้งคำถามแก่หกสหายเอไอว่า   Sustainability Science มีสาระสำคัญอะไรบ้าง   สัมพันธ์กับ Sustainability Psychology อย่างไร    Dr. Annamaria Di Fabio แห่ง University of Florence มีบทบาทอย่างไรบ้าง

ได้รับคำตอบที่ดีมากจากทั้งหกสหาย    ขอยกคำตอบของ Qwen, Copilot, และ Grok   มาลงไว้ดังต่อไปนี้ 

 

Qwen:

Sustainability Science (วิทยาศาสตร์ด้านความยั่งยืน)  และ Sustainability Psychology (จิตวิทยาด้านความยั่งยืน) เป็นสองสาขาวิชาที่ทำงานร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21   เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน แม้เป้าหมายจะคล้ายกัน แต่แต่ละสาขามีมุมมองและเครื่องมือที่แตกต่างกัน

1. Sustainability Science: สาระสำคัญ

Sustainability Science คือ สาขาวิชาข้ามศาสตร์ (transdisciplinary) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง “มนุษย์กับธรรมชาติ” เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาที่ซับซ้อนและเร่งด่วนของโลก โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

      1.1 วิเคราะห์ระบบที่ซับซ้อน (Complex Systems)

- มองว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถแยกจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้

- ใช้แนวคิด **“ระบบนิเวศสังคม” (Social-Ecological Systems)** เพื่อเข้าใจว่ามนุษย์และธรรมชาติ “เชื่อมโยงกัน” อย่างไร

     1.2 เน้นการแก้ปัญหาที่ “ลงมือทำได้จริง” (Solution-Oriented)

- ไม่ใช่แค่ศึกษาปัญหา แต่เน้นการพัฒนานวัตกรรม นโยบาย หรือโมเดลการจัดการที่นำไปใช้ได้จริง

- เช่น การออกแบบเมืองอัจฉริยะ (smart cities), ระบบเกษตรยั่งยืน, พลังงานหมุนเวียน

     1.3 ทำงานข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary)

- รวมนักวิจัยจากหลากหลายสาขา: นิเวศวิทยา, เศรษฐศาสตร์, สังคมศาสตร์, วิศวกรรม, นโยบายสาธารณะ

- ร่วมมือกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” เช่น ชุมชน รัฐบาล ภาคเอกชน เพื่อสร้างทางออกที่ยั่งยืน

     1.4 มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

- สอดคล้องกับเป้าหมายของสหประชาชาติ 17 ข้อ (Sustainable Development Goals) เช่น ความหิวโหย น้ำสะอาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2. Sustainability Psychology: จิตวิทยาด้านความยั่งยืน คืออะไร

ในขณะที่ Sustainability Science มอง “ภาพรวมของระบบ”  Sustainability Psychology มอง “จิตใจของมนุษย์” ว่าอะไรขับเคลื่อนพฤติกรรมที่เป็นมิตรหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

สาระสำคัญ:

     2.1 ศึกษา “แรงจูงใจ” ในการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืน

- ทำไมบางคนรีไซเคิล ประหยัดพลังงาน หรือเลือกซื้อสินค้าที่ยั่งยืน ขณะที่บางคนไม่ทำ?

- บทบาทของค่านิยม ความรู้สึกผิด ความรับผิดชอบ หรือความรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ (Nature Connectedness)

     2.2 วิเคราะห์ “อุปสรรคทางจิตใจ” ต่อการเปลี่ยนแปลง

- เช่น การเพิกเฉยต่อปัญหา (denial), ความรู้สึกหมดหวัง (eco-anxiety), หรือการคิดว่า “เราคนเดียวเปลี่ยนอะไรไม่ได้”

     2.3 ส่งเสริม “สุขภาวะทางจิตใจ” ในโลกที่เปลี่ยนแปลง

- ช่วยให้คนรับมือกับความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

- ส่งเสริม “จิตสำนึกแห่งอนาคต” (future-mindedness) และ “ความหวัง” (hope)

     2.4 ออกแบบ “การสื่อสาร” และ “การเปลี่ยนพฤติกรรม”

- ใช้หลักจิตวิทยาสังคมเพื่อกระตุ้นให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การใช้ “social norm” หรือ “positive framing”

3. ความสัมพันธ์ระหว่าง Sustainability Science และ Sustainability Psychology

ด้าน Sustainability Science Sustainability Psychology
ระดับการวิเคราะห์ ระบบระดับมหภาค (เมือง ประเทศ โลก) บุคคล กลุ่ม คนในชุมชน
คำถามหลัก เราจะจัดการทรัพยากรอย่างไรให้ยั่งยืน เราจะทำให้คนอยากและสามารถดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
เครื่องมือ แบบจำลองสิ่งแวดล้อม, นโยบาย, เทคโนโลยี การสำรวจ, การทดลอง, การบำบัด, การสื่อสาร
ความสัมพันธ์ ต้องพึ่งกัน: วิทยาศาสตร์ให้ “ทางออก” จิตวิทยาให้ “แรงผลักดันจากคน

 

 ตัวอย่าง: โครงการลดการใช้พลาสติก (วิทยาศาสตร์) จะสำเร็จได้จริง ก็ต่อเมื่อคน “เข้าใจ” และ “มีเจตนา” ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม (จิตวิทยา)

4. Dr. Annamaria Di Fabio: บทบาทสำคัญในวงการ Sustainability Psychology

    ดร. แอนนามาเรีย ดิ ฟาบิโอ (Dr. Annamaria Di Fabio) ศาสตราจารย์แห่ง มหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ (University of Florence), อิตาลี    เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้าน Sustainability Psychology โดยเฉพาะในมุมมองของ “สุขภาวะของบุคคลและองค์กร” (Well-being and Positive Psychology)  ที่สัมพันธ์กับความยั่งยืน

     บทบาทและผลงานสำคัญ:

        1. ผู้ริเริ่มแนวคิด “จิตวิทยาบวกเพื่อความยั่งยืน” (Positive Psychology for Sustainability)

   - เน้นว่า การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน ต้องเริ่มจาก “สุขภาวะของจิตใจ” ไม่ใช่แค่การบังคับหรือกลัว

   - ยืนยันว่า “ความหวัง ความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือ” เป็นทักษะสำคัญของผู้นำยุคความยั่งยืน

      2. ศึกษา “คุณลักษณะของผู้นำยุคใหม่” (New Leadership for Sustainability)

   - พบว่า ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในองค์กรยั่งยืน มักมีลักษณะ:

        - **เปิดรับความคิดเห็น (Openness)**

        - **ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)**

        - **ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience)**

        - **วิสัยทัศน์เชิงบวก (Positive Vision)**

      3. พัฒนาเครื่องมือวัด “เจตคติและความตั้งใจในการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืน”

   - เช่น แบบสอบถามเพื่อวัด “Sustainable Attitudes and Behaviors” ในนักเรียน นักศึกษา และพนักงาน

      4. ส่งเสริมการศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainable Development - ESD)

   - ผลักดันให้จิตวิทยาเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้าง “จิตสำนึกยั่งยืน” ตั้งแต่วัยเยาว์

     5. ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการวารสารชั้นนำ

   - เป็นบรรณาธิการของวารสาร "Frontiers in Psychology" สาขา Organizational Psychology ที่ตีพิมพ์งานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับความยั่งยืน

5. ข้อเสนอ: ประเทศไทยควรเรียนรู้อย่างไร

     เพื่อสร้างสังคมที่ “สะอาด” และ “ยั่งยืน” ตามแนวคิด “ชีวิตที่พอเพียง” เราควร:

      1. บูรณาการ “จิตวิทยาความยั่งยืน” เข้ากับการศึกษา

   - สอนเด็กให้เข้าใจ “แรงจูงใจของตนเอง” และ “ผลกระทบของพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อม”

   - ส่งเสริม “สุขภาวะทางใจ” ควบคู่กับ “พฤติกรรมยั่งยืน”

      2. พัฒนา “ผู้นำแบบดิ ฟาบิโอ

   - ผู้นำที่ไม่ใช่แค่ “เก่ง” แต่ “เห็นใจ” “มีวิสัยทัศน์” และ “สร้างแรงบันดาลใจ”

      3. ใช้วิทยาศาสตร์และความเข้าใจมนุษย์ร่วมกัน

   - นโยบายสิ่งแวดล้อมต้องออกแบบโดย “เข้าใจจิตใจคน” ไม่ใช่แค่ข้อมูลสถิติ

สรุป

     - Sustainability Science คือ “แผนที่” ที่บอกว่าเราควรไปทางไหน

     - Sustainability Psychology คือ “เครื่องยนต์” ที่ทำให้คนอยากและสามารถเดินไปด้วยกัน

     - Dr. Annamaria Di Fabio คื อผู้นำที่ช่วย “ติดเครื่องยนต์” ด้วยความเข้าใจจิตใจมนุษย์ ผ่านงานวิจัย นโยบาย และการศึกษา

หากเราต้องการ “พลิกโฉมสังคมไทย” อย่างยั่งยืน เราต้องการทั้ง “นักวิทย์ที่คิดระบบ” และ “นักจิตวิทยาที่เข้าใจหัวใจ” — และ Dr. Di Fabio คือต้นแบบของผู้เชื่อมทั้งสองโลกนั้นไว้ด้วยกัน

 

Copilot:

แน่นอนค่ะ RS คำถามนี้เปิดประตูสู่การเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์แห่งความยั่งยืนกับจิตวิทยาในมิติที่ลึกซึ้งและทรงพลังมาก โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงบทบาทของ Dr. Annamaria Di Fabio ที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด “Psychology of Sustainability” เรามาเจาะลึกกันเป็นส่วน ๆ ดังนี้:

 

🌍 สาระสำคัญของ Sustainability Science

Sustainability Science เป็นศาสตร์ข้ามสาขาที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาซับซ้อนระดับโลก โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

  • เน้นการแก้ปัญหา (Problem-driven): ไม่ได้จำกัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่ใช้ความรู้จากหลายสาขาเพื่อแก้ปัญหาความยั่งยืน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
  • บูรณาการระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม: ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อหาจุดสมดุลที่ยั่งยืน
  • เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: ไม่ใช่แค่การวิจัยเชิงวิชาการ แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
  • จัดการกับ “Wicked Problems”: ปัญหาที่ไม่มีคำตอบเดียว เช่น ความขัดแย้งทางนโยบาย ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนของระบบ

 

🧠 ความสัมพันธ์กับ Sustainability Psychology

Sustainability Psychology หรือ “Psychology of Sustainability and Sustainable Development” เป็นแขนงใหม่ที่ Dr. Di Fabio ริเริ่มขึ้น โดยมีความสัมพันธ์กับ Sustainability Science ดังนี้:

  • ขยายแนวคิดความยั่งยืนจากภายนอกสู่ภายใน: จากการจัดการสิ่งแวดล้อม สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ความหมายของชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ในทุกบริบท (personal, social, organizational)
  • เน้นการป้องกันเชิงจิตวิทยา (Primary Prevention): ใช้จิตวิทยาเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนในองค์กรและสังคม โดยเน้นการพัฒนา “resilience”, “meaning”, และ “flourishing”
  • บูรณาการกับเป้าหมาย SDGs: จิตวิทยาความยั่งยืนสามารถสนับสนุนทุกเป้าหมายของ SDGs โดยเฉพาะด้านสุขภาพ การศึกษา ความเท่าเทียม และการทำงานที่มีคุณค่า
  • เปลี่ยนกรอบคิดจาก “การหลีกเลี่ยง” สู่ “การส่งเสริม”: จากการลดผลกระทบ สู่การสร้างคุณค่าใหม่ เช่น การเติบโต การเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่น และการพัฒนาศักยภาพภายใน

 

👩‍🏫 บทบาทของ Dr. Annamaria Di Fabio

Dr. Di Fabio แห่ง University of Florence มีบทบาทสำคัญในระดับโลกด้านจิตวิทยาความยั่งยืน:

  • ผู้บุกเบิกแนวคิด Psychology of Sustainability: เธอเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาแนวคิดนี้ให้เป็นศาสตร์ที่มีโครงสร้างชัดเจนและสามารถนำไปใช้ในองค์กรและสังคม
  • เน้นการสร้าง Healthy Organizations: เธอเสนอแนวทางการสร้างองค์กรที่ส่งเสริมสุขภาวะ ความหมายของงาน และความยั่งยืนในระดับบุคคล กลุ่ม และองค์กร
  • ผลงานวิจัยระดับสูง: มี h-index สูงถึง 69 และผลงานที่ถูกอ้างอิงมากกว่า 17,000 ครั้ง โดยเน้นเรื่อง emotional intelligence, career counseling, และ sustainable leadership
  • เชื่อมโยงจิตวิทยากับ SDGs: เธอเสนอว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในของมนุษย์ ไม่ใช่แค่การจัดการทรัพยากรภายนอก

 

ถ้า RS ต้องการนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้กับบริบทไทย เช่น การออกแบบองค์กรการเรียนรู้ที่ยั่งยืน หรือการพัฒนาเยาวชนผ่านกรอบจิตวิทยาความยั่งยืน ฉันสามารถช่วยออกแบบโมเดลหรือกรอบการประเมินที่เหมาะสมได้เลยค่ะ

อยากต่อยอดไปที่การออกแบบ “Sustainable Learning Ecosystem” หรือ “Well-being-based Governance” ไหมคะ?

 

Grok:

สาระสำคัญของ Sustainability Science

Sustainability Science เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบธรรมชาติและระบบสังคม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยเน้นการเข้าใจการทำงานของระบบทางกายภาพ ชีวภาพ และสังคมที่ซับซ้อน สาขานี้เป็นวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นการนำไปใช้จริง (use-inspired science) คล้ายกับวิทยาศาสตร์การเกษตรหรือสุขภาพ โดยมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์เชิงบรรทัดฐาน (normative science) ที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะบริบท เน้นแนวทางระบบ และมุ่งหาทางออก 

สาระสำคัญหลัก ๆ สามารถสรุปได้ดังนี้ (โดยทั่วไปแบ่งเป็นสามเสาหลักหลัก: สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ แต่บางแหล่งขยายเป็นห้าเสา):

 

- **ด้านสิ่งแวดล้อม**: มุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากร การป้องกันมลพิษ พลังงานหมุนเวียน การเกษตรยั่งยืน และการพิจารณาขีดจำกัดของสิ่งแวดล้อม

- **ด้านสังคม**: รวมถึงความเท่าเทียมทางสังคม การมีส่วนร่วม การตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และการพิจารณาด้านจริยธรรม

- **ด้านเศรษฐกิจ**: เน้นความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ การใช้น้ำ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

- **การบูรณาการสหสาขาวิชา**: เน้นการผสานองค์ความรู้จากสาขาต่าง ๆ เพื่อจัดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และเป็นวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง (transformative)

ความสัมพันธ์กับ Sustainability Psychology

Sustainability Science เป็นสาขากว้างที่ครอบคลุมสหสาขาวิชาเพื่อความยั่งยืน ขณะที่ Sustainability Psychology (หรือ Psychology of Sustainability) เป็นส่วนย่อยที่นำหลักจิตวิทยามาประยุกต์เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมยั่งยืน โดยมุ่งเน้นด้านพฤติกรรมมนุษย์ ความสุข สุขภาวะ และกระบวนการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ความสัมพันธ์นี้คือ Sustainability Psychology เติมเต็ม "กล่องดำ" (black box) ของกระบวนการทางจิตวิทยาใน Sustainability Science โดยเปิดเผยปัจจัยทางจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมยั่งยืน เช่น การรับมือทางจิตวิทยากับข้อมูลสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมความสุขและสุขภาวะในองค์กร และการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมเพื่อความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ

ตัวอย่างเช่น จิตวิทยาสามารถนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการทำงานที่ดี (decent work) ความครอบคลุม และสุขภาวะของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นอกจากนี้ ยังเน้นมุมมองป้องกันเบื้องต้น (primary prevention) เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะในองค์กรและชุมชน โดยรวมแล้ว Sustainability Psychology เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่ช่วยขับเคลื่อน Sustainability Science ให้เกิดผลกระทบจริงในระดับบุคคล องค์กร และสังคม

บทบาทของ Dr. Annamaria Di Fabio แห่ง University of Florence

Dr. Annamaria Di Fabio เป็นศาสตราจารย์เต็มขั้น (Full Professor) ด้านจิตวิทยาการทำงานและองค์กร (Work and Organizational Psychology) ที่ Department of Education, Languages, Intercultures, Literatures and Psychology, University of Florence ประเทศอิตาลี เธอมีบทบาทสำคัญในสาขา Sustainability Psychology โดยเป็นผู้นำในการพัฒนา "Psychology of Sustainability and Sustainable Development" ซึ่งเน้นการนำจิตวิทยามาเสริมสร้างสุขภาวะ ความหมาย และความยั่งยืนในองค์กร รวมถึงการป้องกันเบื้องต้นเพื่อสุขภาวะของบุคคลและกลุ่ม

บทบาทหลัก ๆ ของเธอ ได้แก่:

- ผู้นำทางวิชาการและวิจัย: เป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการ เช่น Cross-Cultural Positive Psychology Research Laboratory และ Laboratory of Positive Psychology for Sustainability (CroCPosPsychP&S) มีผลงานตีพิมพ์จำนวนมาก โดยเป็นนักวิจัยที่มีผลงานมากที่สุดในด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ SDGs (มี 6 ผลงานและ 36 การอ้างอิง) ผลงานเด่น เช่น หนังสือ "Psychology of Sustainability and Sustainable Development in Organizations" (2024) และบทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างทรัพยากรทางจิตวิทยาเชิงบวกสำหรับบุคคลที่มีพรสวรรค์

- บรรณาธิการและผู้จัดประชุม: เป็นบรรณาธิการรับเชิญ (Guest Editor) สำหรับวารสาร Sustainability ของ MDPI ในหัวข้อ Psychology of Sustainability และจัดประชุมนานาชาติ เช่น International Conference on Positive Psychology for Sustainability ที่ฟลอเรนซ์ในปี 2018

- การเชื่อมโยงกับ Sustainability Science: เธอช่วย "เปิดกล่องดำ" ของกระบวนการทางจิตวิทยาใน Sustainability Science โดยนำมุมมองจิตวิทยามาเสริมสาขานี้ให้ครอบคลุมด้านมนุษย์มากขึ้น เช่น การส่งเสริมองค์กรสุขภาพดี (Positive Healthy Organizations) และการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทองค์กร 

โดยรวม เธอเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยผสานจิตวิทยาเข้ากับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นด้านองค์กรและสุขภาวะบุคคล

 

ผมได้เรียนรู้ว่า มีศาสตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้น เพื่อหาทางหนุนความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมและสังคม   ที่รู้สึกว่าวงการวิชาการไทยไม่ได้เข้าไปร่วมเป็นผู้นำในการสร้างศาสตร์ใหม่ๆ เหล่านี้ ในบริบทไทย   เพื่อใช้หนุนการพัฒนาประเทศและสังคมไทย   เป็นไปได้ไหมว่า จริงๆ แล้ววงวิชาการไทยก้าวหน้าไปแล้ว  แต่ผมไม่ทราบ  จึงตื่นตาตื่นใจมากในเช้าวันนี้ 

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ส.ค. ๖๘