ว่าด้วยพวกเทวดาผู้มุ่งหมายจะเพ่งโทษ

อุชฌานสัญญิสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๕. อุชฌานสัญญิสูตร

ว่าด้วยพวกเทวดาผู้มุ่งหมายจะเพ่งโทษ

         [๓๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทวดาผู้มุ่งหมายจะเพ่งโทษจำนวนมากมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตะวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ยืนอยู่ในอากาศ

         เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ในอากาศได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า
                      บุคคลใด ตนเป็นอย่างหนึ่ง
                      กลับประกาศให้เขารู้อีกอย่างหนึ่ง
                      บุคคลนั้นชื่อว่าลวงเขาบริโภคโดยความเป็นขโมย
                      เหมือนพรานนกลวงจับนก ฉะนั้น
                      ความจริง บุคคลทำกรรมใด ควรพูดถึงกรรมนั้น
                      ไม่ทำกรรมใด ก็ไม่ควรพูดถึงกรรมนั้น
                      บัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลผู้ไม่ทำ ดีแต่พูด

         พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
                      ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้
                      ด้วยเหตุสักว่าพูด หรือฟังอย่างเดียว
                      ผู้มีปัญญาทั้งหลายมีความเพียรเพ่งพินิจ
                      ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมารด้วยปฏิปทาอันมั่นคงนี้
                      ผู้มีปัญญาทั้งหลายทราบความเป็นไปของโลก
                      รู้ชัด ดับกิเลสได้แล้ว ข้ามพ้นตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว
                      ย่อมไม่พูดโดยแท้

         ครั้งนั้น เทวดาเหล่านั้นลงมายืนอยู่บนพื้นดิน หมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ได้กระทำความผิดเพราะความโง่เขลาเบาปัญญา พวกข้าพระองค์ได้สำคัญผิดว่าพระผู้มีพระภาคอันพวกเราพึงรุกราน ขอพระผู้มีพระภาคโปรดอภัยโทษแก่พวกข้าพระองค์ เพื่อสำรวมต่อไปเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแย้มพระโอษฐ์แล้ว

         ครั้งนั้น เทวดาเหล่านั้นผู้เพ่งโทษโดยประมาณยิ่ง กลับขึ้นไปบนอากาศ เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า
                      เมื่อเราขอโทษอยู่ หากบุคคลใดไม่ยอมยกโทษให้
                      ยังมีความโกรธอยู่ภายใน มีความแค้นเคืองหนัก
                      บุคคลนั้น ชื่อว่าย่อมผูกเวร
                      หากว่าในโลกนี้ โทษไม่มี ความผิดไม่มี
                      และเวรทั้งหลายไม่สงบ
                      บุคคลในโลกนี้พึงเป็นผู้ฉลาดได้อย่างไร
                      ใครบ้างไม่มีโทษ ใครบ้างไม่มีความผิด
                      ใครบ้างไม่ถึงความหลงใหล
                      ในโลกนี้ ใครเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทุกเมื่อเล่า

         พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
                      พระตถาคตพระองค์นั้นผู้ตรัสรู้แล้ว
                      ผู้อนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง ไม่มีโทษ ไม่มีความผิด
                      พระตถาคตพระองค์นั้น ไม่ถึงความหลงใหล
                      พระตถาคตพระองค์นั้นเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทุกเมื่อ
                      เมื่อพวกท่านขอโทษอยู่ หากบุคคลใดไม่ยอมยกโทษให้
                      ยังมีความโกรธอยู่ภายใน มีความแค้นเคืองหนัก
                      บุคคลนั้น ชื่อว่าย่อมผูกเวร
                      เราไม่ชอบใจเวรนั้น จึงยกโทษให้แก่ท่านทั้งหลาย

อุชฌานสัญญิสูตรที่ ๕ จบ

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔

อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕

อรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕

        เทวโลก ชื่อว่าอุชฌานสัญญี ซึ่งแยกออกไปจากเทวโลกอื่นนั้นมิได้มี ก็แต่ว่า เทวดาเหล่านี้อาศัย (การ) บริโภคปัจจัย ๔ ของพระตถาคตเจ้า แล้วมาเพ่งโทษอยู่.

           ได้ยินว่า เทวดานั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมพึงกล่าวลวงให้มีความสันโดษด้วยบังสุกุลจีวร ด้วยคำข้าวที่หามาได้ด้วยการบิณฑบาต ด้วยการอยู่เสนาสนะโคนไม้ ด้วยยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า และย่อมกล่าวยกย่องบุคคลผู้ยังกิจนั้นให้สำเร็จสุดยอด แต่พระองค์เองทรงจีวรอันประณีตมีผ้าโขมพัสตร์เนื้อละเอียดชนิดดีเป็นต้น ย่อมเสวยโภชนะอันเลิศอันสมควรแก่พระราชา ย่อมบรรทมบนที่นอนอันประเสริฐในพระคันธกุฎีอันควรเป็นวิมานของเทพ ย่อมเสวยเภสัชทั้งหลายมีเนยใสเนยข้นเป็นต้น ย่อมแสดงธรรมแก่มหาชนในกลางวัน ถ้อยคำของพระองค์กับการกระทำของพระองค์เป็นไปคนละอย่างดังนี้ จึงมาโพนทะนามุ่งหมายเพ่งโทษพระตถาคตเจ้า ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหเถระทั้งหลายจึงเรียกชื่อเทวดาเหล่านั้นว่า อุชฌานสัญญิกา แปลว่า ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษดังนี้.

        จริงอยู่ นายพรานนกนั้น เมื่ออยู่ในที่มิใช่พุ่มไม้ ก็เข้าไปแสดงเหมือนลักษณะแห่งพุ่มไม้โดยปกปิดตนด้วยกิ่งและใบไม้เป็นต้น ยังนกทั้งหลายมีนกยูงและนกกระทาเป็นต้นให้ตาย กระทำการเลี้ยงภรรยา. บุคคลผู้โกหกปกปิดอัตภาพด้วยผ้าบังสุกุล ลวงมหาชนเพราะความที่ตนเป็นคนฉลาดในการพูด เคี้ยวกินอยู่เที่ยวไป การกินนั้นของบุคคลนั้นดังขโมยทั้งการบริโภคปัจจัย ๔ แม้ทั้งหมดก็ดุจขโมย เหมือนการกินเนื้อนกของนายพรานนกผู้ลวงนกอย่างนี้. เทวดากล่าวด้วยการลวงนี้ด้วยประการฉะนี้ โดยหมายเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า.

        ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ ด้วยเหตุสักว่าพูดหรือฟังส่วนเดียว บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทาอันมั่นคง บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายทราบความเป็นไปของโลกแล้ว รู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว ย่อมไม่พูดโดยแท้. บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายรู้แจ้งแล้วซึ่งปริยายแห่งโลก (วิธีการพูดของสัตว์โลก) และรู้แล้วซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของสังขารโลก เพราะรู้สัจธรรม ๔ จึงนิพพานแล้วด้วยกิเลสนิพพาน เป็นผู้ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลก ย่อมไม่กระทำอย่างนี้.

        ในลำดับนั้นแหละ เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน หมอบลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ โทษของพวกข้าพระองค์ได้ล่วงเกินไปแล้ว พวกข้าพระองค์เหล่าใด เป็นพาลอย่างไร เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร เป็นผู้ไม่ฉลาดอย่างไร ได้สำคัญแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพวกเราพึงรุกราน ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอดโทษของพวกข้าพระองค์นั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป. อธิบายความว่า กรรมอันไม่สมควรอันพวกข้าพระองค์ทำแล้ว พวกข้าพระองค์ใช้คำพูดเรียกพระองค์ผู้ไม่ทำกรรมอย่างนั้นด้วยวาทะว่ากระทำ เหตุนี้แหละ พวกข้าพระองค์ละอายอยู่ ทั้งไม่ทำความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจผู้เป็นราวกะมหาพรหม กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจกองอัคคีให้ไม่สบายพระทัย ทำการนมัสการอยู่ ก้าวลงจากอากาศแล้ว ยืนอยู่บนแผ่นดิน .

        เทวดานั้นกระทบกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยกายและด้วยวาจา. การไม่ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า แล้วยังยืนอยู่ในอากาศนี้ ชื่อว่ากระทบกระทั่งด้วยกาย. เมื่อเทวดาเหล่านั้นกล่าววาจาอันเป็นวาทะของอสัตบุรุษมีประการต่างๆ เหมือนคนชั่วนำโล่มาป้องกันตัว ชื่อว่ากระทบกระทั่งด้วยวาจา. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่าพวกเทวดาเหล่านั้นกล่าวว่า พวกข้าพระองค์ทั้งหลายได้สำคัญพระองค์ว่าเป็นผู้อันบุคคลพึงรุกรานได้.

        พวกเทวดาเหล่านั้นบอกให้พระองค์ยกโทษให้แก่พวกเทวดาโดยภาวะของตน ย่อมกระทำพระตถาคตเจ้าซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้เป็นโลกิยมหาชนเช่นกับคนธรรมดาคนหนึ่ง.

           ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ โดยประสงค์ว่า เราจักแสดงกำลังแห่งพระพุทธเจ้าก่อน แล้วจักอดโทษในภายหลัง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงดำริว่า บัดนี้ เราจักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า แล้วจักอดโทษแก่พวกเทวดา จึงตรัสคำว่า โทษทั้งหลายไม่มี ความผิดก็ไม่มีแก่พระตถาคตนั้นผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง พระตถาคตนั้นย่อมไม่ถึงความหลงใหล พระตถาคตนั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง เมื่อท่านแสดงโทษอยู่ หากบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน มีความเคืองจัด ย่อมไม่อดโทษให้บุคคลนั้น ย่อมประสบเวร เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อมอดโทษแก่ท่านทั้งหลาย.

         คำใดที่ท่านทั้งหลายกล่าวแก่บุคคลผู้แสดงโทษอยู่ บุคคลนั้นย่อมประสบเวร เพราะฉะนั้น คำนั้นเป็นอันท่านกล่าวดีแล้ว ก็แต่ว่า เราย่อมไม่ยินดี ไม่ปรารถนาเวร เราย่อมอดโทษแก่พวกเธอ ดังนี้แล.


           จบอรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕               
           -----------------------------------------------------