ว่าด้วยคนตระหนี่

มัจฉริสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๒. มัจฉริสูตร

ว่าด้วยคนตระหนี่

             [๓๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทวดาสตุลลปกายิกาจำนวนมากมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร

             เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          เพราะความตระหนี่และความประมาท

                          บุคคลจึงให้ทานอย่างนี้ไม่ได้

                          บุคคลผู้หวังบุญรู้แจ้งอยู่จึงให้ทานได้

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          คนตระหนี่กลัวสิ่งใดแล้วไม่ให้ทาน

                          สิ่งนั้นนั่นเองเป็นภัยแก่เขาผู้ไม่ให้

                          ความหิวและความกระหายที่คนตระหนี่กลัว

                          ย่อมถูกต้องเขานั่นเองซึ่งเป็นคนเขลา

                          ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า

                          ฉะนั้น บุคคลควรกำจัดความตระหนี่

                          ครอบงำมลทินแล้วให้ทานเถิด

                          เพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          คนเหล่าใดเมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้

                          เหมือนคนเดินทางไกลแบ่งของให้เพื่อนร่วมทาง

                          เมื่อคนเหล่าอื่นตาย คนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ตาย

                          ธรรมนี้เป็นธรรมเก่าแก่

                          คนพวกหนึ่งเมื่อมีของน้อยก็แบ่งให้ได้

                          พวกหนึ่งมีของมากกลับแบ่งให้ไม่ได้

                          ทักษิณาที่ให้จากของน้อย นับว่าเท่ากับของเป็นพัน

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า

                          พวกคนพาลเมื่อจะให้ทานก็ให้ยาก

                          เมื่อจะทำงานก็ทำยาก

                          พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตามธรรมของสัตบุรุษ

                          เพราะธรรมของสัตบุรุษดำเนินตามได้แสนยาก

                          ฉะนั้น การไปจากโลกนี้ของพวกสัตบุรุษ

                          และอสัตบุรุษจึงแตกต่างกัน

                          พวกอสัตบุรุษพากันลงนรก

                          ส่วนพวกสัตบุรุษพากันขึ้นสวรรค์

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คำของใครหนอเป็นสุภาษิต”

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยอ้อม แต่ขอพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง

                          แม้บุคคลใดประพฤติตนให้ยุ่งยากเลี้ยงดูภรรยา

                          และเมื่อของมีน้อยก็ให้ได้

                          บุคคลนั้นชื่อว่าประพฤติธรรม

                          เมื่อบุรุษ ๑๐๐,๐๐๐ คน บูชาภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป

                          การบูชาของบุรุษเหล่านั้น

                          จึงมีค่าไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของบุคคลเช่นนั้น

             ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

                          เพราะเหตุไร การบูชาอันใหญ่หลวงนี้

                          จึงมีค่าไม่เท่าส่วนแห่งทานที่บุคคลให้ด้วยความเหมาะสม

                          เมื่อบุรุษ ๑๐๐,๐๐๐ คน บูชาภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป

                          การบูชาของบุรุษเหล่านั้น

                          จึงมีค่าไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของบุคคลเช่นนั้น ได้อย่างไร

             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเทวดานั้นด้วยคาถาว่า

                          บุคคลพวกหนึ่งดำรงอยู่ในความไม่เหมาะสม

                          ทำร้ายเขา ฆ่าเขา หรือทำให้เขาเศร้าโศกแล้วจึงให้ทาน

                          ทักษิณานั้นจัดเป็นทักษิณาอันมีหน้านองด้วยน้ำตา

                          เป็นไปกับด้วยอาชญา จึงมีค่าไม่เท่าส่วนแห่งทาน

                          ที่ให้ด้วยความเหมาะสม

                          เมื่อบุรุษ ๑๐๐,๐๐๐ คน บูชาภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป

                          การบูชาของบุรุษเหล่านั้น

                          จึงมีค่าไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของบุคคลเช่นนั้น ได้อย่างนี้

มัจฉริสูตรที่ ๒ จบ

--------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก 

อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔

มัจฉริยสูตรที่ ๒

อรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๒

              เพราะความตระหนี่และความประมาท ได้แก่เพราะความตระหนี่อันมีการปกปิดซึ่งสมบัติของตนไว้เป็นลักษณะ และเพราะความประมาทอันมีการอยู่ปราศจากสติเป็นลักษณะ.
               จริงอยู่ บางคนคิดว่า เมื่อเราให้สิ่งนี้ สิ่งนี้ก็จักหมดไป วัตถุของเราหรือวัตถุอันเป็นของมีอยู่ในบ้านก็จักไม่มี ดังนี้ ชื่อว่าไม่ให้ทานเพราะความตระหนี่. บางคนแม้จะเพียงยังจิตให้เกิดขึ้นว่าเราควรให้ทานดังนี้ ก็ไม่มี เพราะความที่ตนเป็นผู้ขวนขวายในการเล่นเป็นต้น นี้ชื่อว่าไม่ให้ทานเพราะความประมาท.

                เหมือนอย่างว่า บุคคลผู้ตายแล้ว เมื่อบุคคลอื่นนำสิ่งของทั้งหลายมีข้าวและน้ำเป็นต้นแม้มาก มาวางแวดล้อมแล้วบอกว่า สิ่งนี้จงเป็นของผู้นี้ สิ่งนี้จงเป็นของผู้นี้ ดังนี้ บุคคลผู้ตายแล้วเหล่านั้นก็ไม่สามารถลุกขึ้นมารับการแจกจ่ายได้ฉันใด แม้บุคคลผู้ไม่ให้ทานก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น โภคะทั้งหลายของผู้ตายแล้ว และของผู้มีปกติไม่ให้ทานจึงชื่อว่าเสมอๆ กัน ด้วยเหตุนั้นแหละ บุคคลผู้มีปกติให้ทาน เมื่อชนทั้งหลายเห็นปานนี้ตายแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย.

               คนทั้งหลายผู้เดินทางไกลกันดารร่วมกันเมื่อเสบียงมีน้อย บุคคลผู้เดินทางร่วมกันก็แบ่ง คือย่อมให้ทานนั่นแหละแก่บุคคลผู้เดินทางร่วมกันฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นแล คนเหล่าใดเดินทางร่วมกันไปสู่ทางกันดาร คือสงสารอันมีเบื้องต้นและที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้ ครั้นเมื่อวัตถุที่พึงให้แม้มีน้อยก็แบ่งของให้ได้ ชนเหล่านั้น ครั้นเมื่อชนอื่นตายแล้ว จึงชื่อว่าย่อมไม่ตาย.

               ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต ดังนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างว่า
                บุคคลแม้ใด ย่อมประพฤติธรรม ประพฤติสะอาด เป็นผู้เลี้ยงภรรยา และเมื่อของมีน้อยก็ให้ได้ เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาคทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น. ทานอันใดอันผู้ยากจนนั้นให้แล้ว การให้บิณฑบาตโดยรวมตั้งสิบโกฏิของบุคคลนี้ ก็ไม่ถึงค่าแม้ส่วนหนึ่งแห่งทานอันผู้ยากจนนั้นให้แล้ว.

                 พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้อย่างนี้ว่า ก็แต่มหาทานนี้ชื่อว่ามีผลน้อยอย่างนี้ เพราะความไม่บริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน ทานน้อยนี้ ชื่อว่ามีผลมากอย่างนี้ เพราะความบริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน ดังนี้ โดยนัยอย่างนี้ เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาคทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้นดังนี้.


               จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๒               
               -----------------------------------------------------