การที่ผมได้มีโอกาสออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทั้งที่เป็นคนรุ่นเดียวกัน และรุ่นน้อง   ได้รับฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเมืองและราชการไทย   ที่ใช้เงินเป็นพลังสู่อำนาจ   และต้องหาเงินมาใช้เพื่อการซื้อเสียง    ที่เขาเรียกว่า “เงินทอน”   

ท่านหนึ่งเล่าว่า เมื่อไปเสนอของบประมาณสนับสนุนกิจกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ    รัฐมนตรีท่านหนึ่งรับปากว่าจะสนับสนุน โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องให้เงินทอน ๓๐%   ท่านผู้เล่าก็ถอยกรูดกลับมา     

ในอีกวงหนึ่ง มีผู้เล่าว่า เดิมอัตราของเงินทอนคือ ๔๐%  แต่เวลานี้ขึ้นเป็น ๖๐%    จริงเท็จผมไม่ทราบ

ผมเริ่มมีประสบการณ์ตรงว่าโรคทรามนี้  เริ่มระบาดเข้าสู่มหาวิทยาลัย    ที่ผมร้อนใจคือ แม้จะเห็นอยู่โทนโท่ว่าเป็นพฤติกรรมทุจริต   แต่ประชาคมมหาวิทยาลัยนั้นก็ยังเฉยๆ   ผมรับฟังความเห็นและรับทราบของพฤติกรรมของคนมหาวิทยาลัยบางแห่ง  และในคณะกรรมการบางชุด ที่สะท้อนว่า    คนมหาวิทยาลัยยอมรับพฤติกรรมสีเทา    ที่ผมมองว่าเป็นโรคทางสังคม   ที่หากเป็นจริงก็สะท้อนความเสื่อมทราบของคน    ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของบ้านเมือง        

เอามาปรารภไว้   ตัวผมเองจะเฝ้ามองและสังเกต   ส่วนใดที่ผมแสดงบทบาทได้ ก็จะพยายาม   เป็นการแลกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนที่ไม่สร้างศัตรูให้แก่ตนเอง     กับการทำเพื่อผลประโยชน์ของสังคม   

วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผมนั่งรถตู้ชนิดที่สั่งพิเศษ เอนนอนได้  มีที่วางขายกขึ้นได้    กลับจากโคราช    ระหว่างทางคุยกับคนขับซึ่งเป็นเจ้าของรถด้วย    ว่าค่าบริการทั้งสองวันเท่าไร    ได้รับคำตอบที่ราคาสูงเอาการ    ถามว่าคน มทส. ติดต่อเขาโดยตรงหรือ    ตอบว่าติดต่อผ่านเอเย่นต์อีกทีหนึ่ง    เอเย่นต์จะบอกราคา  แล้วมาติดต่อรถ บอกราคาที่ให้แก่รถ    มีส่วนต่างที่เอเย่นต์ได้กำไร    ผมคุยกับเขาเรื่องเงินทอน    และถามเขาว่ากรณีทำนองนี้ เอเย่นต์จะให้เงินทอนแก่ผู้ติดต่อว่าเช่าไหม   เขาตอบว่า คิดว่ามี   ในฐานะนายกสภา มทส. ผมภาวนาขออย่าให้มีกรณีคน มทส. รับเงินทอนแบบนี้ 

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ก.ค. ๖๘  ปรับปรุง ๓๐ ส.ค. ๖๘