นิโมกขสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
๒. นิโมกขสูตร
ว่าด้วยทางหลุดพ้น
[๒] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ทรงทราบนิโมกข์(ทางหลุดพ้น) ปโมกข์(ความหลุดพ้น) และวิเวก(ความสงัด) (นิโมกข์ หมายถึงมรรค ปโมกข์ หมายถึงผล วิเวก หมายถึงนิพพาน) ของสัตว์ทั้งหลายหรือไม่”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ผู้มีอายุ เราทราบนิโมกข์ ปโมกข์ และวิเวกของสัตว์ทั้งหลาย”
เทวดาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ทรงทราบนิโมกข์ ปโมกข์ และวิเวกของสัตว์ทั้งหลายอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ผู้มีอายุ เพราะความสิ้นไปแห่งภพ อันมีความเพลิดเพลินเป็นมูล เพราะความสิ้นไปแห่งสัญญาและวิญญาณ เพราะความดับ เพราะความสงบแห่งเวทนาทั้งหลาย เราจึงทราบนิโมกข์ ปโมกข์ และวิเวกของสัตว์ทั้งหลาย อย่างนี้แล
นิโมกขสูตรที่ ๒ จบ
---------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก
อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑
นิโมกขสูตรที่ ๒
จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมหลีกพ้นจากเครื่องผูก คือกิเลสได้ด้วยมรรค เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มรรคเป็นทางหลีกพ้นของสัตว์ทั้งหลายดังนี้. ส่วนในขณะแห่งผล สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นหลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูกคือกิเลส เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผลเป็นความหลุดพ้นของสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้. ทุกข์ทั้งปวงของสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบระงับไปเพราะบรรลุพระนิพพาน ฉะนั้นจึงกล่าวว่า พระนิพพานเป็นที่สงัด ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหมดเหล่านี้ (มรรค ผล) เป็นชื่อของพระนิพพานนั่นแหละ เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมพ้น ย่อมหลุดพ้น ย่อมสงบระงับจากทุกข์ทั้งหมดเพราะบรรลุพระนิพพาน เพราะฉะนั้น นิพพานนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า หลีกพ้น หลุดพ้น ที่สงัดดังนี้ ทีเดียว.
------------------------------------------