ปีนี้กระแสการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป นักเดินทางจำนวนมากหันมาเลือกจุดหมายปลายทางที่มีสภาพอากาศเย็นสบายและบรรยากาศเงียบสงบ หรือที่เรียกว่า “คูลเคชั่น” (Coolcation) เทรนด์นี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่หลายแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและวิกฤตไฟป่าเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางครั้งนี้กำลังพลิกโฉมรูปแบบการท่องเที่ยวทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะในประเทศไทย (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)

คำว่า “คูลเคชั่น” หมายถึงการที่นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางไปยังจุดหมายที่มีอุณหภูมิเย็นสบาย มักเป็นการจองทริปในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวหลัก (Off-Peak Season) และนิยมเลือกประเทศหรือภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในละติจูดสูง พื้นที่ภูเขา หรือบริเวณรอบทะเลสาบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวระบุว่าความกังวลจากสภาพอากาศสุดขั้วเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการจองลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก (จากข้อมูลของ CNBC และรายงานจากเครือข่าย Virtuoso บริษัทที่ปรึกษาด้านการเดินทางหรู)

ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา หลายประเทศในยุโรปต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนและไฟป่าครั้งประวัติการณ์ อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงกว่า 40°C จนต้องมีการอพยพผู้คนและสั่งปิดชายหาดหรือสวนสาธารณะชั่วคราว นักวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงเหตุการณ์สุดขั้วเหล่านี้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เร่งให้เกิดเร็วขึ้น (อ้างอิงจาก สรุปรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC (IPCC AR6))

ผลสำรวจของคณะกรรมาธิการการเดินทางแห่งยุโรป (European Travel Commission - ETC) พบว่า แม้ความตั้งใจในการเดินทางของชาวยุโรปยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ความสนใจกลับพุ่งเป้าไปที่จุดหมายปลายทางที่เงียบสงบและไม่แออัดมากเท่าเดิม รายงานระบุว่า ผู้คนในยุโรปจะเดินทางระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2025 และมีแนวโน้มเลือกสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นน้อยลง (จาก รายงานของ ETC)

ขณะเดียวกัน เครือข่าย Virtuoso ได้สอบถามที่ปรึกษาด้านการเดินทาง และพบว่าความกังวลเรื่องสภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกเดินทางของลูกค้า ที่ปรึกษาจำนวนมากระบุว่าลูกค้าถูกชักจูงให้หลีกเลี่ยงช่วงที่มีความเสี่ยงสูง โดย 79% ของที่ปรึกษาชี้ว่าเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมีอิทธิพลต่อการวางแผนการเดินทาง และ 55% พบว่าลูกค้าเลือกเดินทางในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวเนื่องจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ (จาก รายงานของ Virtuoso)

นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมมองว่าฤดูร้อนปี 2025 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ฤดูกาลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่มีจุดหมายปลายทางใดรอดพ้นจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกเวลาและสถานที่ท่องเที่ยวของผู้คนในระยะยาว (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)

ผู้ประกอบการทัวร์รายงานถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มประเทศนอร์ดิกและพื้นที่ภูเขาสูง เช่น ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และบางภูมิภาคของโปแลนด์ นอกจากนี้ พื้นที่ทะเลสาบในยุโรปกลางและสโลวีเนียก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสอากาศเย็นสบายและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ความต้องการที่ลดลงในช่วงฤดูท่องเที่ยวหลักอาจช่วยบรรเทาปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ได้ในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้รายได้ที่เคยหลั่งไหลเข้ามาในช่วงฤดูท่องเที่ยวลดลงอย่างมหาศาล ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานและธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่น (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)

หลายประเทศในยุโรปใต้พึ่งพาการท่องเที่ยวฤดูร้อนเป็นสัดส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การที่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตำแหน่งงานและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นอย่างมาก (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)

ในทางกลับกัน แหล่งท่องเที่ยวทางตอนเหนือที่เคยเงียบสงบกำลังเสี่ยงต่อปัญหาโอเวอร์ทัวริสม์รูปแบบใหม่ เนื่องจากความร้อนในฤดูร้อนได้ผลักดันความต้องการของนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เหล่านี้ ภูมิภาคดังกล่าวจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการผู้มาเยือน และวางแผนเพื่อคุ้มครองระบบนิเวศที่เปราะบางอย่างเร่งด่วน (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)

นัยต่อประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล ทั้งในด้านการจ้างงานและการสร้างรายได้แก่ประเทศ ในปี 2024 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35 ล้านคน ซึ่งสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับภาคโรงแรม ร้านอาหาร และระบบขนส่ง (จากข่าว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.))

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ “คูลเคชั่น” ที่เกิดขึ้นในยุโรปไม่ได้แปลว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมายังประเทศไทยจะลดลงโดยตรง นักท่องเที่ยวระยะไกลบางกลุ่มยังคงมีความชื่นชอบชายหาดเขตร้อน ขณะเดียวกันบางกลุ่มอาจปรับเปลี่ยนช่วงเวลาเดินทางหรือเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดและบริการให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ (อ้างอิงจากบทความของ CNBC และ ททท.)

โอกาสและมาตรการเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศไทย

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือและคว้าโอกาสจากกระแส “คูลเคชั่น” นี้ได้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวควรพิจารณามาตรการดังต่อไปนี้:

  • พัฒนาสินค้าสำหรับช่วงนอกฤดู: ประเทศไทยมีภูมิประเทศที่หลากหลาย โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาและอากาศเย็นทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และดอยอินทนนท์ ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งและธรรมชาติ (จากข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ของไทย)
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะในช่วงไหล่ฤดู: เกาะหลายแห่งของไทยมีสภาพอากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวได้ดีในช่วงนอกฤดูมรสุมหลัก (นอกเหนือจากเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถส่งเสริมการเข้าพักในช่วงที่เงียบสงบ เพื่อการพักผ่อนและกิจกรรมเวลเนส ขณะที่บริษัททัวร์อาจจัดแพ็กเกจพิเศษสำหรับต้นฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
  • โปรโมตพื้นที่สูงและป่าต้นน้ำ: สถานที่เหล่านี้มอบความเย็นสบายและกิจกรรมกลางแจ้งที่หลากหลาย พร้อมตอบรับเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและประสบการณ์ที่แท้จริง (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)
  • เตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศภายในประเทศ: ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและผันผวนมากขึ้น คลื่นความร้อนอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและระบบสาธารณสุขได้ (จาก สรุปรายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC (IPCC AR6))
  • ยกระดับความพร้อมด้านสาธารณสุข: โรงพยาบาลและคลินิกควรเตรียมพร้อมรับผู้ป่วยจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น การจัดทำแผนรับมือภาวะฉุกเฉิน การจัดเตรียมจุดบริการน้ำดื่มและมุมพักผ่อนในที่ร่มใกล้แหล่งท่องเที่ยว
  • ออกแบบอาคารและบริการที่คำนึงถึงสภาพอากาศ: โรงแรมและที่พักควรเพิ่มพื้นที่ร่มเงา ออกแบบอาคารที่ช่วยระบายความร้อนตามธรรมชาติ และฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้เกี่ยวกับอาการฮีทสโตรกและภาวะขาดน้ำ เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างทันท่วงที
  • วางแผนรับมือความเสี่ยงด้านการขนส่ง: ระบบขนส่งและสนามบินต้องมีแผนรองรับความเสี่ยงจากความร้อนจัดและไฟป่า รวมถึงการกำหนดเส้นทางอพยพและการประสานงานกับผู้ประกอบการทัวร์เพื่อลดผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)
  • กำหนดนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงนอกฤดู: ภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่นควรร่วมกันจัดเทศกาลและกิจกรรมพิเศษในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และกันยายน-ตุลาคม เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีและลดความแออัดในช่วงฤดูท่องเที่ยวหลัก
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน: ธุรกิจท่องเที่ยวควรร่วมมือกับผู้นำชุมชนในการออกแบบสินค้าและบริการที่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และสร้างรายได้ที่กระจายไปสู่ครัวเรือนในช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
  • ผนวกค่านิยมวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ: การเน้นย้ำถึงการเคารพวิถีชีวิตท้องถิ่น และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสงบและมีความหมาย สอดคล้องกับจุดแข็งด้านวัฒนธรรมของไทย ผู้ประกอบการสามารถจับคู่ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมกับทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พัฒนาหลักสูตรการต้อนรับที่คำนึงถึงสภาพอากาศ: สถาบันอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยควรเพิ่มหลักสูตรที่เน้นการรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับฮีทสโตรก และความปลอดภัยจากไฟป่า เพื่อยกระดับทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรม
  • เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม: ควรมีการจัดคอร์สสั้นสำหรับผู้จัดการโรงแรมและไกด์ท้องถิ่นเกี่ยวกับแผนฉุกเฉินและมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมและสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ให้ไกด์ท้องถิ่นเป็นทูตความรู้ด้านสภาพอากาศ: ไกด์สามารถให้คำแนะนำที่สำคัญแก่นักท่องเที่ยว เช่น ช่วงเวลาที่ปลอดภัยในการเดินป่า เส้นทางที่เย็นกว่า หรือวิธีการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เสี่ยงต่อปัญหาฝุ่นควันหรือไฟป่า
  • ใช้ข้อมูลเพื่อการตลาดเชิงรุก: แพลตฟอร์มท่องเที่ยวควรวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแบ่งกลุ่มผู้สนใจ “คูลเคชั่น” เช่น ผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่า ทะเลสาบ หรือภูมิอากาศเย็น และเน้นการทำการตลาดที่พักที่มีคุณสมบัติช่วยระบายความร้อนตามธรรมชาติ
  • สนับสนุนธุรกิจรายย่อย: ภาครัฐอาจพิจารณาให้ทุนสนับสนุน หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงคูปองฝึกอบรม เพื่อช่วยเหลือโรงแรมขนาดเล็กและธุรกิจท้องถิ่นให้สามารถปรับตัวสู่การรับนักท่องเที่ยวในช่วงไหล่ฤดูได้
  • ติดตามพฤติกรรมตลาดต้นทาง: ประเทศไทยควรติดตามแนวโน้มการค้นหาและจองจากตลาดหลักในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี และกลุ่มประเทศนอร์ดิกอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไป
  • ประสานงานด้านการเชื่อมต่อการเดินทาง: สายการบินอาจปรับตารางการบินให้สอดคล้องกับความต้องการในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ขณะที่สนามบินควรประสานงานกับผู้ประกอบการ เพื่อรักษาการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการอนุรักษ์: อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์ธรรมชาติสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่แสวงหาธรรมชาติได้ โดยต้องมีการจัดการจำนวนผู้เข้าชมและสร้างประสบการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
  • รับฟังเสียงจากชุมชนในการวางแผน: ชุมชนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดขอบเขตการเยี่ยมชมและกฎระเบียบสำหรับพื้นที่เปราะบาง เพื่อให้ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวกระจายไปสู่คนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน: ภาคเอกชนควรลงทุนในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาด ระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และปลูกต้นไม้เพื่อช่วยลดความร้อน นอกจากนี้ สาธารณูปโภคเชิงนิเวศยังช่วยลดความเสี่ยงจากไฟป่าได้
  • พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเวลเนสและสปา: ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนอกช่วงอากาศร้อนจัด เช่น สปา การฝึกสมาธิ และการบำบัดด้วยสมุนไพร ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ต้องการการพักผ่อนแบบเงียบสงบ
  • เรียนรู้บทเรียนจากยุโรป: ประเทศเมดิเตอร์เรเนียนกำลังวางแผนพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ปรับตัวต่อความร้อนและแนวป้องกันไฟป่า ประเทศไทยสามารถนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ โดยคำนึงถึงบริบทและระบบนิเวศท้องถิ่น (อ้างอิงจากบทความของ CNBC)
  • สร้างความโปร่งใสและหลีกเลี่ยง Greenwashing: ผู้ประกอบการต้องวัดผลและรายงานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง การได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจสภาพภูมิอากาศ
  • พัฒนาทักษะการสื่อสารในยามวิกฤติ: ผู้ประกอบการโรงแรมและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องได้รับการฝึกอบรมทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเมื่อเกิดสถานการณ์ความร้อนจัดหรือไฟป่า การสื่อสารที่ชัดเจนและสงบจะช่วยลดความตื่นตระหนกและรักษาชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยว
  • ดูแลสวัสดิการของพนักงาน: ปรับเวลาการทำงานในช่วงเดือนที่อากาศร้อนจัด จัดให้มีช่วงพักในที่ร่ม และจัดหาน้ำดื่มที่เพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพของแรงงานและรักษามาตรฐานการให้บริการ
  • จัดตั้งแหล่งทุนเพื่อการอนุรักษ์: พิจารณาจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่หรือจัดตั้งกองทุนที่ได้รับบริจาคจากนักท่องเที่ยวโดยสมัครใจ เพื่อนำไปใช้เสริมสร้างศักยภาพในการดับไฟและฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบ
  • ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค: ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดู และสร้างเส้นทางท่องเที่ยวข้ามประเทศที่ตอบรับเทรนด์ “คูลเคชั่น”
  • พัฒนากรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ: บริษัทประกันภัยควรออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ระบุความคุ้มครองจากเหตุการณ์ไฟป่าและภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน
  • นำเสนอบริการใหม่ที่เน้นการคลายร้อน: เช่น รถบัสทัวร์ที่มีหลังคาร่มพิเศษ หรือการจัดตั้งเลาจน์คลายร้อนชั่วคราวตามแหล่งท่องเที่ยว บริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยยกระดับความปลอดภัย แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • สนับสนุนงานวิจัยระยะยาว: มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยควรสร้างแบบจำลองการไหลของนักท่องเที่ยวภายใต้สถานการณ์ภาวะโลกร้อนต่างๆ และทดสอบประสิทธิภาพของมาตรการปรับตัว เพื่อวางแผนในระยะยาว

การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ผู้วางนโยบายต้องกำหนดขอบเขตและแนวทางที่ชัดเจนสำหรับพื้นที่ที่มีระบบนิเวศเปราะบาง พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างรายได้ของชุมชนที่พึ่งพาการท่องเที่ยว แนวทางนี้สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน

การนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรมสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์เชิงลึกได้ เช่น การเข้าพักในวัด การเข้าร่วมเวิร์กช็อปหัตถกรรมท้องถิ่น หรือการเรียนทำอาหาร กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยรักษาประเพณีและตอบโจทย์นักท่องเที่ยว “คูลเคชั่น” ที่มองหาประสบการณ์ที่แท้จริงและมีความหมาย

บทสรุป

เทรนด์ “คูลเคชั่น” สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงใหม่ในการเดินทาง — ความเสี่ยงจากสภาพอากาศกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าผู้คนจะเดินทางไปที่ไหนและเมื่อไหร่ ประเทศไทยยังมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะชนะใจนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ด้วยความหลากหลายทางภูมิประเทศ วัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และการต้อนรับอันอบอุ่น หากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนลงทุนในการสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ การดูแลสุขภาพ และการทำการตลาดในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนตลอดทั้งปีได้อย่างแน่นอน