การวิเคราะห์ล่าสุดจากบทความของ The Conversation เผยว่า ลักษณะเฉพาะของบุคลิกภาพ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่อธิบายว่า เหตุใดคนที่มีการศึกษาจำนวนไม่น้อย จึงมักถูกดึงดูดให้คล้อยตามเทรนด์สุขภาพที่ไร้หลักฐานหรือแม้กระทั่งเป็นอันตราย ผลการศึกษาชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากกระแสสุขภาพบางอย่างอาจเป็นภัยต่อร่างกาย และยังก่อให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลอย่างแพร่หลายบนโลกออนไลน์ (The Conversation).
เทรนด์สุขภาพต่างๆ แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์ บางกระแสแฝงความเสี่ยงจริงจัง เช่น การบริโภคอาหารดิบที่อาจขาดสารอาหาร หรือการรักษาทางเลือกที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเพียงพอ ขณะที่กระแสอื่นๆ แม้ไม่เป็นอันตรายโดยตรง แต่ก็อาจนำผู้ติดตามไปสู่ความเชื่อที่รุนแรงขึ้นได้ บทความจาก The Conversation ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับลักษณะบุคลิกภาพสำคัญสองประการในแบบจำลอง Big Five (The Conversation).
นักจิตวิทยาจำแนกลักษณะบุคลิกภาพมนุษย์ออกเป็นห้าด้านหลัก แต่ในบริบทของการเปิดรับเทรนด์สุขภาพนั้น “ความเปิดรับประสบการณ์” (Openness to Experience) และ “ความเอื้อเฟื้อ” (Agreeableness) คือสองปัจจัยที่มีบทบาทมากที่สุด บุคลิกภาพแบบ “เปิดรับประสบการณ์” ผลักดันให้บุคคลมีความอยากรู้อยากเห็น และสนใจในสิ่งแปลกใหม่และแนวคิดที่แตกต่าง ส่วน “ความเอื้อเฟื้อ” มักทำให้คนมีแนวโน้มที่จะไว้วางใจผู้อื่นและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในชุมชน (The Conversation).
บุคคลที่มี “ความเปิดรับประสบการณ์” สูง มักแสวงหาแนวคิดใหม่ๆ และพร้อมที่จะตั้งคำถามต่อขนบธรรมเนียมเดิมๆ พวกเขามักเชื่อมั่นในแหล่งข้อมูลทางเลือกมากกว่าแหล่งข้อมูลหลักที่ได้รับการยอมรับ เหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะสำรวจเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพทางเลือกด้วยความอยากรู้อยากเห็น และให้คุณค่ากับประสบการณ์ส่วนตัวที่แปลกใหม่มากกว่าคำแนะนำทางการแพทย์แบบดั้งเดิม
สำหรับผู้ที่มี “ความเอื้อเฟื้อ” สูง พวกเขาให้ความสำคัญกับความสามัคคีและความไว้วางใจอย่างมาก บุคคลกลุ่มนี้จะตอบสนองอย่างมากต่อเรื่องราวที่กระตุ้นความเห็นอกเห็นใจ และการเรียกร้องในเชิงสังคมหรือชุมชน และมักยอมรับแหล่งข้อมูลที่ได้รับความนิยมในสังคมโดยไม่ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลหลายรายมักสร้างสรรค์ข้อความที่สอดคล้องกับค่านิยมเหล่านี้เพื่อดึงดูดผู้ติดตาม (The Conversation).
ผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลใช้ทั้งองค์ประกอบของ “ความแปลกใหม่” และ “ความไว้วางใจ” เพื่อจูงใจผู้ติดตาม พวกเขามักผสมผสานเนื้อหาที่ดึงดูดสายตาเข้ากับเรื่องเล่าที่อบอุ่นในเชิงชุมชน เทคนิคนี้ดึงดูดทั้งกลุ่มคนที่เปิดรับประสบการณ์และกลุ่มคนที่เอื้อเฟื้อ ส่งผลให้เทรนด์สุขภาพที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ได้ (The Conversation).
นอกจากนี้ ผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลยังมักสร้าง “ความสัมพันธ์แบบคล้ายจริง” (parasocial relationships) กับผู้ติดตาม ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันราวกับเป็นเพื่อนสนิท แม้จะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันในชีวิตจริง ความผูกพันในลักษณะนี้ทำให้ผู้ติดตามมีแนวโน้มที่จะยอมรับคำแนะนำได้ง่ายขึ้น และอาจนำพาพวกเขาจากเทรนด์สุขภาพที่ไม่เป็นอันตราย ไปสู่การปฏิบัติที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
ปรากฏการณ์ “ผลกระทบต่อเนื่องที่นำไปสู่” (gateway effect) มักเกิดขึ้น โดยผลักดันให้บุคคลจากพฤติกรรมสุขภาพเล็กน้อย ไปสู่ความเชื่อที่อาจเป็นอันตราย ตัวอย่างเช่น การเริ่มต้นจากการแช่น้ำเย็น อาจนำไปสู่การอดอาหารแบบสุดโต่ง หรือแม้กระทั่งแนวคิดต่อต้านวัคซีน ผู้มีอิทธิพลที่ได้รับความเชื่อถือมักค่อยๆ เพิ่มระดับของคำแนะนำ และการเห็นเรื่องเล่าที่อยู่นอกกระแสหลักซ้ำๆ สามารถบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ในที่สุด (The Conversation).
บทความจาก The Conversation ย้ำว่า ผู้ที่หลงเชื่อพฤติกรรมสุดโต่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่คนที่ไม่ฉลาดหรือตกเป็นเหยื่อเท่านั้น แต่หลายคนถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันเดียวกับคนทั่วไป คือความปรารถนาที่จะค้นหาสิ่งใหม่ๆ และเชื่อมโยงกับผู้อื่น ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำพาแรงขับเคลื่อนนี้ไปสู่การดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น (The Conversation).
งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า การรณรงค์ให้ข้อมูลแบบธรรมดาอาจไม่เพียงพอเสมอไป เพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อวิธีที่บุคคลค้นหาและประเมินคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพ ผู้ที่มีความเปิดรับประสบการณ์สูงอาจไม่สนใจใบปลิวข้อมูลที่ดูเป็นทางการและตายตัว ขณะที่ผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อสูงอาจยอมรับข้อความที่คุ้นเคยหรือได้รับการรับรองทางสังคมโดยไม่ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
การสื่อสารด้านสาธารณสุขจึงต้องปรับตัวให้สอดรับกับความจริงข้อนี้ บทความของ The Conversation แนะนำว่า ควรสื่อสารข้อความในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์และกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น สำหรับผู้ที่มีความเปิดรับประสบการณ์ และควรใช้ข้อความที่เน้นความเห็นอกเห็นใจและกรอบแนวคิดแบบชุมชน สำหรับผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อ (The Conversation).
บุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางดิจิทัลในสายวิชาชีพแพทย์ สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญ งานวิจัยจาก Journal of Medical Internet Research ที่กำลังจะเผยแพร่ในปี 2025 ชี้ว่า ผู้มีอิทธิพลทางการแพทย์สามารถช่วยเสริมการสื่อสารด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ผู้นำความคิดเห็นด้านสุขภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และละตินอเมริกา พบว่าบุคคลเหล่านี้มักเข้ามาแก้ไขข้อมูลบิดเบือน และเป็นแบบอย่างที่ดีของพฤติกรรมการป้องกันโรค (JMIR).
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่วิจัยที่ถูกรวมอยู่ในงานศึกษาดังกล่าว ผู้มีอิทธิพลด้านสุขภาพชาวไทยบางรายรายงานว่า ได้ใช้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram และ Facebook เพื่อส่งเสริมการป้องกันโรคต่างๆ งานวิจัยยังพบว่า ผู้นำความคิดเห็นเหล่านี้มักอ้างอิงวารสารและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และพร้อมที่จะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน (JMIR).
ประเทศไทยมีการใช้งานโซเชียลมีเดียในระดับสูง โดยประมาณ 49.1 ล้านคน ใช้โซเชียลมีเดียในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งคิดเป็นราว 68% ของประชากรทั้งหมด (DataReportal). ปริมาณการใช้งานที่มหาศาลนี้ ทำให้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสื่อสารด้านสาธารณสุข
กลุ่มวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่ตอนต้น เป็นผู้ชมหลักในโลกออนไลน์ ผู้ที่เติบโตมากับยุคดิจิทัลมักหันไปพึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อค้นหาคำแนะนำด้านสุขภาพและแนวโน้มไลฟ์สไตล์ต่างๆ ผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลจึงมีผลอย่างมากต่อคนในช่วงอายุประมาณ 18–40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ สูง
วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความกลมกลืนและความผูกพันในชุมชน ค่านิยมเหล่านี้อาจส่งเสริมพลังของข้อความที่เน้นความเห็นอกเห็นใจ ผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อสูงจึงอาจมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำที่แสดงออกถึงความห่วงใยต่อครอบครัวและชุมชนเป็นหลัก ดังนั้น การสื่อสารด้านสาธารณสุขจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเหล่านี้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
คำสอนทางพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องความพอประมาณและความมีสติ การสื่อสารด้านสาธารณสุขสามารถเชื่อมโยงแนวทางทางวิทยาศาสตร์เข้ากับค่านิยมท้องถิ่นเหล่านี้ได้ การนำเสนอคำแนะนำเป็นการดูแลเพื่อความผาสุกของคนในครอบครัว จะสอดคล้องกับลำดับความสำคัญทางวัฒนธรรมของคนไทย ซึ่งวิธีนี้อาจได้ผลดีเป็นพิเศษกับผู้ชมที่มีบุคลิกภาพแบบเอื้อเฟื้อ
สถาบันการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย ควรเน้นการสอนทักษะ “การรู้เท่าทันสุขภาพดิจิทัล” คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการประเมินคำกล่าวอ้างออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ การให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการตรวจสอบแหล่งข้อมูล และการสังเกตอคติเชิงพาณิชย์ เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ ยังควรสอนให้ตระหนักถึงเทคนิคการสร้างแรงจูงใจทางอารมณ์ที่ผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลนำมาใช้
หน่วยงานสาธารณสุขต้องพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรผู้สื่อสารให้ใช้รูปแบบที่ทันสมัย การสร้างวิดีโอสั้น รูปภาพที่โดดเด่น และเรื่องเล่าส่วนบุคคล จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงและความเข้าใจ เจ้าหน้าที่ควรทดสอบสื่อกับกลุ่มเป้าหมายก่อนเผยแพร่ เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาดูจริงใจและน่าเชื่อถือ
บทความจาก The Conversation แนะนำให้เสนอ “วิทยาศาสตร์” ในฐานะกระบวนการที่กำลังค้นคว้าและพัฒนา เพื่อดึงดูดผู้ที่มีความอยากรู้อยากเห็น หน่วยงานสามารถสื่อสารว่าการวิจัยเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่กฎตายตัวที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ วิธีการนี้ช่วยลดความดึงดูดใจของแนวคิดแปลกใหม่ที่อยู่นอกกระแสหลัก และแสดงออกถึงความเคารพต่อความอยากรู้ ขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นในหลักฐานทางวิชาการ (The Conversation).
หน่วยงานภาครัฐควรส่งเสริมความร่วมมือกับผู้นำความคิดเห็นทางดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโลกออนไลน์ สามารถช่วยแปลข้อมูลทางวิชาการที่ซับซ้อน และหักล้างความเชื่อผิดๆ รวมถึงตอบคำถามผู้ติดตามได้แบบเรียลไทม์ งานวิจัยจาก JMIR แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือเช่นนี้สามารถเพิ่มความพร้อมในการรับวัคซีน และส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคได้ (JMIR).
รัฐบาลควรเร่งรัดและย่นระยะเวลาการอนุมัติความร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลด้านสุขภาพ ความล่าช้าในกระบวนการ อาจทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงโรคระบาด หรือความเสี่ยงด้านสุขภาพตามฤดูกาลไม่ทันท่วงที การมีขั้นตอนที่ชัดเจนและรวดเร็ว จะช่วยให้หน่วยงานสามารถเผยแพร่เนื้อหาที่เชื่อถือได้ในช่วงเวลาที่ประชาชนให้ความสนใจสูง งานวิจัยจาก JMIR ยังเรียกร้องให้มีการร่วมมือที่ชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น (JMIR).
หน่วยงานสาธารณสุขควรหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการควบคุมหรือเซ็นเซอร์ที่รุนแรง บุคคลที่มีความเปิดรับประสบการณ์อาจต่อต้านข้อความที่ฟังดูไม่ยืดหยุ่น เจ้าหน้าที่ควรเลือกใช้วิธีการที่มีส่วนร่วมและโต้ตอบมากกว่าการห้ามปราม ควรนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเชิญชวนให้ตั้งคำถาม เพื่อสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืน
หน่วยงานกำกับดูแลควรกำหนดให้ผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลต้องเปิดเผยความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ เมื่อโปรโมตคำแนะนำหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ผู้ชมควรทราบอย่างชัดเจนว่าผู้มีอิทธิพลได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลนี้ช่วยลดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และช่วยให้ผู้ชมสามารถประเมินแรงจูงใจเบื้องหลังคำแนะนำได้อย่างมีวิจารณญาณ
การใช้เครื่องมือเฝ้าระวังทางดิจิทัล สามารถช่วยให้ตรวจจับเทรนด์สุขภาพเสี่ยงใหม่ๆ ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทีมงานด้านสาธารณสุขสามารถติดตามแฮชแท็กที่กำลังเป็นที่นิยม วิดีโอที่กำลังแพร่หลาย และการพูดคุยในชุมชนออนไลน์ การตรวจพบตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดทำข้อมูลเพื่อหักล้าง หรือสร้างเนื้อหาทางเลือกที่เหมาะสมได้ทันท่วงที วิธีการนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เทรนด์เล็กๆ เติบโตกลายเป็นความเสี่ยงในวงกว้าง
โรงพยาบาลและคลินิกควรจัดการฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้งานโซเชียลมีเดีย บุคลากรเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับจริยธรรมในการโปรโมตและการสื่อสารดิจิทัล การฝึกอบรมควรรวมถึงการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ การหลีกเลี่ยงการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม และการตอบคอมเมนต์ของผู้ติดตามด้วยความเคารพ
แคมเปญสาธารณสุขควรใช้ “ตะขอทางศีลธรรม” ที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมไทย ข้อความที่เน้นหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบุตรหลาน และความผาสุกของชุมชน มักจะได้รับผลตอบรับที่ดีในสังคมไทย การใช้เรื่องจริงจากประสบการณ์ของครอบครัวไทย จะช่วยเพิ่มความเห็นอกเห็นใจและเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความเอื้อเฟื้อได้ โดยไม่ลดทอนความถูกต้องของข้อมูล
ข้อความด้านสุขภาพควรใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาตามฤดูกาลหรือสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้คนมักจะสนใจหัวข้อสุขภาพมากขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโรค หรือมีความเสี่ยงด้านสุขภาพตามฤดูกาล เจ้าหน้าที่ควรวางแผนและจัดตารางแคมเปญให้ตรงกับวงจรความสนใจของสาธารณชน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและโอกาสในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
องค์กรพัฒนาเอกชนและผู้นำชุมชนสามารถขยายการเข้าถึงเนื้อหาที่เชื่อถือได้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และวัดในท้องถิ่นมักได้รับความไว้วางใจจากชุมชน การร่วมมือกับกลุ่มเหล่านี้จะช่วยแปลงสารดิจิทัลให้กลายเป็นการปฏิบัติในระดับท้องถิ่นที่จับต้องได้
การรู้เท่าทันดิจิทัลควรเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรสาธารณสุข แพทย์และพยาบาลต้องเข้าใจวิธีการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์ เพื่อให้สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยที่ได้รับอิทธิพลจากผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม และยังช่วยยกระดับคุณภาพการมีส่วนร่วมเชิงวิชาชีพในโลกออนไลน์
นักวิจัยควรทำการศึกษาประสิทธิผลของข้อความที่ออกแบบตามลักษณะบุคลิกภาพในบริบทของประเทศไทย การทดลองสามารถเปรียบเทียบผลของข้อความที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นกับเอกสารข้อมูลทั่วไป หรือเปรียบเทียบข้อความที่เน้นความเห็นอกเห็นใจกับข้อความเป็นกลาง ผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารระดับชาติ
แพลตฟอร์มเอกชนควรมีบทบาทในการบังคับใช้กฎกับคำกล่าวอ้างทางการแพทย์ที่เป็นอันตราย เครือข่ายสังคมสามารถจำกัดการเข้าถึงคำแนะนำที่อาจเป็นอันตรายอย่างชัดเจน และส่งเสริมบัญชีทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในช่วงวิกฤติ ความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์มและหน่วยงานสาธารณสุขจึงเป็นสิ่งจำเป็น
อุตสาหกรรมสุขภาพต้องรับผิดชอบ ธุรกิจที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพควรหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างเกินจริง หน่วยงานกำกับดูแลควรเรียกร้องหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับคำกล่าวอ้างถึงประโยชน์ทางสุขภาพ ผู้บริโภคจำเป็นต้องได้รับฉลากและคำเตือนที่ชัดเจนเมื่อผลิตภัณฑ์มีความเสี่ยง
คลินิกและบุคลากรทางการแพทย์ควรถามผู้ป่วยเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือแนวคิดด้านสุขภาพที่ได้รับมาจากผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัล แพทย์ควรสนทนาด้วยท่าทีที่ไม่ตัดสินเมื่อเผชิญกับผู้ป่วยที่ติดตามเทรนด์สุขภาพ แล้วจึงอธิบายความเสี่ยงและเสนอทางเลือกที่ปลอดภัย วิธีการนี้ช่วยรักษาความไว้วางใจในความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย
ผู้ปกครองควรเปิดอกพูดคุยกับบุตรหลานเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่พบเห็นออนไลน์ สอนให้เด็กๆ ตั้งคำถามว่าใครได้ประโยชน์จากคำกล่าวนั้นๆ และแสดงตัวอย่างวิธีการตรวจสอบแหล่งที่มาและการพิสูจน์ข้อเท็จจริง การพูดคุยภายในครอบครัวเช่นนี้ จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เยาวชนรับมือกับแรงจูงใจที่ซับซ้อนในโลกออนไลน์
แคมเปญในระดับชุมชนควรใช้เรื่องเล่าและภาพที่เข้าใจง่าย วิดีโอสั้นที่แสดงให้เห็นผลเสียของเทรนด์เสี่ยง และอธิบายหลักวิทยาศาสตร์เบื้องหลังทางเลือกที่ปลอดภัย จะช่วยลดการต่อต้านและเพิ่มความเห็นอกเห็นใจ ภาพยังช่วยให้เนื้อหาสามารถแบ่งปันได้อย่างมีประสิทธิภาพบนแพลตฟอร์มต่างๆ
ผู้เขียนบทความจาก The Conversation เตือนว่าไม่ควรมองผู้ติดตามเทรนด์สุขภาพว่าเป็นเพียง “ผู้ที่ถูกหลอก” เท่านั้น แต่ควรเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนด้านความอยากรู้อยากเห็นและความต้องการเชื่อมโยงทางสังคม ให้ไปสู่พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ รัฐบาลควรนำเทคนิคของผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลมาใช้ โดยไม่ละทิ้งความจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (The Conversation).
ประเทศไทยสามารถริเริ่มโครงการนำร่องโดยใช้แคมเปญที่ออกแบบตามลักษณะบุคลิกภาพในพื้นที่เมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองที่มีผู้ชมหลากหลายและมีการใช้โซเชียลมีเดียสูง การทดลองนำร่องสามารถวัดการมีส่วนร่วม การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ หากผลลัพธ์เป็นไปในทางที่ดี ก็สามารถขยายผลไปยังระดับจังหวัดและประเทศได้
ผู้สื่อสารด้านสุขภาพควรใส่การอ้างอิงและลิงก์ที่ชัดเจนในทุกโพสต์ การอ้างถึงงานวิจัยหรือการศึกษาหลัก จะช่วยให้ผู้ชมสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเอง และยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ข้อมูล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งแก่ผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลและหน่วยงานภาครัฐ (JMIR).
ภาคประชาสังคมสามารถจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการรู้เท่าทันบทบาทของผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัล องค์กรพัฒนาเอกชนสามารถให้ความรู้แก่ประชาชนถึงวิธีการสังเกตเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุน และเทคนิคการชักจูงต่างๆ เวิร์กช็อปที่จัดขึ้นในโรงเรียนและศูนย์ชุมชนจะเกิดประสิทธิผลที่ดี และช่วยให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
การเก็บรวบรวมข้อมูลควรติดตามทั้งเทรนด์ออนไลน์และพฤติกรรมสุขภาพในชีวิตจริง เจ้าหน้าที่ควรรวมการเฝ้าระวังดิจิทัลเข้ากับการสำรวจพฤติกรรมจริง วิธีการนี้จะเผยให้เห็นว่าเนื้อหาออนไลน์มีผลต่อการกระทำในโลกจริงหรือไม่ และช่วยชี้นำการจัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระทรวงสาธารณสุขควรทดสอบเนื้อหาแบบย่อที่เน้นการหักล้างความเชื่อผิดๆ โดยเฉพาะ วิดีโอสั้นที่สามารถลบล้างคำกล่าวอ้างที่ไม่ถูกต้องได้อย่างตรงจุด จะช่วยชะลอการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน เนื้อหาควรสุภาพและไม่ทำให้บุคคลรู้สึกอับอาย การหักล้างด้วยความเคารพจะช่วยรักษาความไว้วางใจและส่งเสริมการโต้ตอบ
นักวิจัยควรศึกษาเพิ่มเติมว่า “ความเปิดรับประสบการณ์” และ “ความเอื้อเฟื้อ” มีปฏิสัมพันธ์กับการศึกษาอย่างไร แม้งานศึกษาปัจจุบันระบุว่าการศึกษาสูงไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นจากเทรนด์สุขภาพ งานวิจัยในอนาคตสามารถทดสอบว่า ระดับการศึกษาเมื่อผนวกกับข้อความที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ จะช่วยลดความเสี่ยงได้หรือไม่ ผลลัพธ์จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาด้านสุขภาพของประเทศ
การจัดสรรงบประมาณควรสนับสนุนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขและผู้มีอิทธิพลทางดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เงินสนับสนุนขนาดเล็กสามารถนำไปใช้ผลิตเนื้อหาที่มีพื้นฐานทางหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน การลงทุนเช่นนี้อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีในการป้องกันโรคและสร้างความไว้วางใจ งานวิจัยจาก JMIR พบว่าผู้นำความคิดเห็นเหล่านี้มีความยินดีที่จะร่วมมือ (JMIR).
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่เผยแพร่ข้อมูลออนไลน์ ควรเปิดเผยขอบเขตของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และยอมรับเมื่อความรู้ในบางประเด็นยังไม่แน่นอน ความโปร่งใสลักษณะนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับผู้ชมที่มีความอยากรู้อยากเห็น และลดช่องว่างให้แก่คำกล่าวอ้างที่เกินจริงหรือสุดโต่ง
ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการฝึกอบรมสำหรับผู้สร้างเนื้อหารายย่อย แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแบรนด์ต่างๆ สามารถจัดงบประมาณเพื่อจัดการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการสื่อสารด้านสุขภาพอย่างมีจริยธรรม การฝึกอบรมเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพของการถกเถียงสาธารณะเกี่ยวกับสุขภาพ และลดความเสียหายจากการรับรองที่ไม่ถูกต้อง
การประเมินผลควรวัดทั้งการลดอันตรายและการฟื้นฟูความไว้วางใจ แคมเปญต่างๆ ต้องติดตามการลดลงของพฤติกรรมเสี่ยง และการเพิ่มขึ้นของการค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ การประเมินผลอย่างต่อเนื่องนี้ จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญในยุคดิจิทัล ประเทศจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่เคารพต่อความอยากรู้อยากเห็นและค่านิยมของชุมชน ความท้าทายคือการเปลี่ยนแรงผลักดันในการสำรวจสิ่งใหม่ ให้กลายเป็นการกระทำด้านสุขภาพที่ปลอดภัยและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมข้อมูลออนไลน์ที่ดีต่อสุขภาพสำหรับทุกคน