บุคคลให้สิ่งใด สิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ผลอย่างอื่นที่น่าปรารถนา น่าใคร่มีมาก เพราะฉะนั้น ท่านจงให้ทานแล้ว ท่านจักพ้นจากทุกข์และความฉิบหาย ทั้งจักได้ประสบสุขอันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ เพราะทานนั้น ขอท่านจงตื่นเถิด อย่าประมาทเลย.

อักขรุกขเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ

เรื่องอักขรุกขเปรต

             (ภุมเทวดาตนหนึ่งเตือนอุบาสกคนหนึ่งว่า)

             [๘๐๐] ทายกให้สิ่งใด ผลจะเป็นสิ่งนั้นก็หาไม่ เพราะฉะนั้นบุคคลพึงให้ทานเถิด ครั้นให้ทานแล้ว ย่อมข้ามพ้นทุกข์และความพินาศทั้งสอง ย่อมประสบสุขทั้งสอง (คือ สุขในภพนี้และภพหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูลทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น) เพราะทานนั้น ท่านจงตื่นเถิด อย่าได้ประมาทเลย

อักขรุกขเปตวัตถุที่ ๑๓ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔

๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ

               อรรถกถาอักขรุกขเปตวัตถุที่ ๑๓               

               เรื่องอักขทายกเปรตนี้ มีดังนี้.
               เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี มีอุบาสกชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งเอาเกวียนหลายเล่มบรรทุกสินค้าไปขายต่างประเทศ ขายสินค้าของตนในประเทศนั้นแล้ว ก็ซื้อเอาสินค้าต่างประเทศกลับมา เดินทางมุ่งไปกรุงสาวัตถี.
               เมื่ออุบาสกนั้นกำลังเดินทางเพลาเกวียนเล่มหนึ่งหักในดง. ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งได้เอาผึ่งและขวานเพื่อจะตัดไม้ออกจากบ้านตน เที่ยวไปในป่าถึงที่นั้น พบอุบาสกนั้นผู้ถึงความโทมนัส เพราะเพลาเกวียนหัก จึงคิดว่า พ่อค้านี้มาลำบากในดง เพราะเพลาเกวียนหัก อาศัยความอนุเคราะห์ จึงตัดท่อนไม้มาดามเพลาเกวียนให้มั่นคงแล้วประกอบเกวียนให้ไป.
               สมัยต่อมา บุรุษนั้นทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นภุมมเทวดาอยู่ในดงนั้นนั่นแหละ พิจารณาถึงกรรมของตน ในเวลาราตรีจึงไปเรือนของอุบาสกนั้น ยืนอยู่ที่ประตูเรือนกล่าวคาถาว่า :-
               บุคคลให้สิ่งใด สิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ผลอย่างอื่นที่น่าปรารถนา น่าใคร่มีมาก เพราะฉะนั้น ท่านจงให้ทานแล้ว ท่านจักพ้นจากทุกข์และความฉิบหาย ทั้งจักได้ประสบสุขอันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ เพราะทานนั้น ขอท่านจงตื่นเถิด อย่าประมาทเลย.
               ภุมมเทวดากล่าวเหตุในข้อนั้นว่า ครั้นให้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์และความฉิบหายทั้งสอง, อธิบายว่า ครั้นให้ทานแล้ว ย่อมพ้นทุกข์และความพินาศ ทั้งปัจจุบัน ทั้งสัมปรายภพ.
               พ่อค้าพิจารณาถึงกิจของตนแล้วกลับถึงกรุงสาวัตถี โดยลำดับ ในวันที่ ๒ จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาอักขรุกขเปตวัตถุที่ ๑๓               
               -----------------------------------------------------