งานวิจัยล่าสุดและเรื่องเล่าจากผู้มีประสบการณ์ตรงกำลังพลิกมุมมองต่อการสะสมของ ไม่ใช่แค่เรื่องความไม่เป็นระเบียบ หรือพฤติกรรมแปลกๆ แต่เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง มักมีรากฐานมาจากบาดแผลทางใจ หรือประสบการณ์เลวร้าย และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงทั้งด้านความปลอดภัยและสังคม ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการรักษาใหม่ๆ รวมถึงเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) ที่เริ่มแสดงแนวโน้มที่ดี
รายงานข่าวฉบับล่าสุดที่รวบรวมข้อมูลจากทั้งผู้มีประสบการณ์ตรงและผลการทดลองทางคลินิก ชี้ชัดว่า “โรคสะสมของ” หรือ “Hoarding Disorder (HD)” เพิ่งได้รับการบรรจุในคู่มือการวินิจฉัยโรคทั่วโลกเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง และส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน มักเกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ ทำให้การดูแลรักษาต้องอาศัยแนวทางที่เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจ มองระยะยาว และต้องสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย สิทธิทางกฎหมาย และการบำบัดฟื้นฟู สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาเหล่านี้เผยให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้และการให้บริการในบ้านเรา แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทั้งครอบครัวและหน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ ตั้งแต่การลดอันตราย ไปจนถึงการจัดโปรแกรมที่ดำเนินการโดยผู้มีประสบการณ์ร่วม ตลอดจนช่องทางในการส่งต่อเพื่อเข้ารับการดูแลสุขภาพจิตต่อไป
โรคสะสมของไม่ใช่แค่ความไม่เป็นระเบียบ
ผู้ที่เข้าข่ายภาวะนี้มักมีความผูกพันทางอารมณ์กับสิ่งของอย่างรุนแรง และจะรู้สึกทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสเมื่อต้องทิ้งสิ่งของเหล่านั้น ส่งผลให้มีการสะสมสิ่งของในปริมาณมากจนห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องน้ำไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือกลายเป็นแหล่งอันตราย องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุโรคสะสมของไว้ในคู่มือ ICD-11 และสมาคมจิตแพทย์อเมริกันก็ได้ระบุไว้ในคู่มือ DSM-5 ให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โดยเน้นย้ำว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดความบกพร่องหรือความทุกข์ทรมานอย่างมีนัยสำคัญในทางคลินิก เรื่องราวส่วนบุคคลที่รวบรวมจากนักข่าวและนักวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยจำนวนมากมักจะขอความช่วยเหลือก็ต่อเมื่อบ้านของตนไม่ปลอดภัย หรือเมื่อถูกคุกคามว่าจะถูกไล่ออก หรือถูกหน่วยงานบริการสังคมเข้าแทรกแซง
เหตุใดเรื่องนี้จึงมีความสำคัญที่นอกเหนือจากความไม่เป็นระเบียบภายในครัวเรือน
รายงานปี 2024 จากคณะกรรมการพิเศษวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาว่าด้วยผู้สูงอายุ ได้ฉายภาพขนาดและผลกระทบต่อเนื่องของภาวะสะสมของ โดยชี้ว่ามีผู้ได้รับผลกระทบในสหรัฐฯ ราวหลายสิบล้านคน และพบว่าภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมักเกิดร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาสุขภาพกายอื่นๆ บ่อยครั้ง รวมถึงความเสี่ยงด้านต่างๆ เช่น อัคคีภัย การหกล้ม การถูกไล่ออกจากที่พัก และการโดดเดี่ยวทางสังคม แม้ข้อมูลทางระบาดวิทยาโดยละเอียดส่วนใหญ่จะมาจากประเทศที่มีรายได้สูง แต่บรรดาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าภาวะนี้มีอยู่ทั่วโลกและยังไม่ได้รับการรับรู้ที่เพียงพอในหลายประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เนื่องจากข้อจำกัดในการคัดกรองและปัญหาการตีตรา
ประสบการณ์ตรงช่วยให้เข้าใจ “เหตุผล” เบื้องหลังพฤติกรรมนี้
นักวิจัยและผู้มีประสบการณ์ตรงต่างอธิบายว่า การสะสมของเป็นกลไกในการรับมือปัญหาที่มักเริ่มต้นขึ้นหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เช่น การถูกทอดทิ้งหรือทารุณกรรมในวัยเด็ก ปัญหาความสัมพันธ์ การสูญเสียหรือการเจ็บป่วยของคนใกล้ชิด ซึ่งช่วยบรรเทาความทุกข์ใจได้ชั่วคราว โดยให้ความรู้สึกปลอดภัย ความเป็นตัวตน หรือความหวังในประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในรายงานฉบับล่าสุดว่า “เราเรียกมันว่า ‘สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งของ’” โดยอธิบายว่าเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตที่สั่งสมมา ทำให้การสะสมของกลายเป็นหนทางหลักในการจัดการกับความเจ็บปวดและความสูญเสียที่เผชิญอยู่ นักวิจัยทางวิชาการก็เน้นย้ำเช่นกันถึงบาดแผลทางใจ สภาพแวดล้อมในวัยเด็กที่วุ่นวาย และภาวะทางจิตเวชที่เกิดขึ้นร่วมกัน เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล อาการย้ำคิดย้ำทำ และอาการของโรคสมาธิสั้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะนี้
วิธีการรักษาที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
วิธีการรักษาแบบดั้งเดิมประกอบด้วยการบำบัดพฤติกรรมและความคิด (CBT) ที่ปรับให้เหมาะสมกับโรคสะสมของ การให้คำปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ การฝึกทักษะการตัดสินใจและการทิ้งสิ่งของ รวมถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติในการจัดระเบียบที่บ้าน โครงการกลุ่มที่ดำเนินการโดยผู้มีประสบการณ์ร่วม เช่น เวิร์กช็อป “Buried in Treasures” (BIT) ซึ่งพัฒนาโดยนักคลินิกและนักวิจัย และดำเนินการในหลายประเทศ ได้ผสมผสานการสอนทักษะเข้ากับการสนับสนุนทางสังคม และแสดงให้เห็นถึงการลดลงของอาการอย่างมีนัยสำคัญในผู้เข้าร่วมจำนวนมาก การรักษาใหม่ๆ ที่กำลังถูกทดสอบ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) และการกระตุ้นสมองแบบไม่รุกราน การทดลองนำร่องขนาดเล็กที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้เสริมโปรแกรมกลุ่ม BIT ระยะเวลา 16 สัปดาห์ ด้วยการฝึกฝน VR เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมใช้ภาพจำลองห้องที่รกที่สุดของตนในมุมมอง 360 องศา เพื่อฝึกฝนการทิ้งสิ่งของในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจ ทีมวิจัยรายงานว่า เทคโนโลยี VR มีศักยภาพในการช่วยให้ผู้คนฝึกฝนภารกิจการทิ้งของที่ยากลำบากได้ โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินการจริงที่บ้านไม่ปลอดภัยหรือไม่สามารถทำได้ แนวทางเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รู้สึกละอายใจอย่างมาก หรือมีข้อจำกัดทางกายภาพที่ทำให้ไม่สามารถให้ผู้บำบัดเข้าไปในบ้านได้
การตอบสนองด้านนโยบายและชุมชนมีความสำคัญ
หน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าของที่พักมักใช้มาตรการบังคับให้เก็บกวาด หรือคำสั่งศาลเมื่อบ้านถูกตัดสินว่าไม่ปลอดภัย แม้การกระทำดังกล่าวอาจชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็อาจทำให้บาดแผลทางใจ ความลับที่ปกปิดไว้ และโอกาสในการกลับเป็นซ้ำแย่ลง หากดำเนินการโดยปราศจากการสนับสนุนทางการบำบัดที่ควบคู่กันไป รายงานของวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้มีการตอบสนองในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการเพิ่มการฝึกอบรมสำหรับนักบำบัด การสร้างความตระหนักรู้ที่ดีขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้เผชิญเหตุฉุกเฉิน และการบูรณาการการดูแลโรคสะสมของเข้ากับบริการสำหรับผู้สูงอายุและบริการชุมชน รูปแบบการแทรกแซง เช่น โครงการ “Chaos to Order” ซึ่งดำเนินการร่วมกับสภาท้องถิ่นในสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการบริการด้านที่อยู่อาศัย สังคมสงเคราะห์ และการบำบัดรักษา สามารถช่วยให้ผู้เช่ารักษาสภาพการอยู่อาศัยและปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีขึ้นได้ ผู้สนับสนุนโครงการกล่าวว่า รูปแบบดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้และขยายผลในเมืองอื่นๆ ได้
เสียงของผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงมุมมองที่เห็นอกเห็นใจ
นักคลินิกและผู้เชี่ยวชาญผู้มีประสบการณ์ร่วม ซึ่งให้สัมภาษณ์ในรายงานข่าวล่าสุด ได้เน้นย้ำถึงการหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ตีตรา และการตระหนักว่าคนส่วนใหญ่ที่มีภาวะสะสมของ มีเจตนาที่จะรับผิดชอบและมีน้ำใจ หลายคนเก็บสิ่งของไว้เพราะหวังว่าจะเป็นประโยชน์ นำไปมอบให้ผู้อื่น หรือเพราะสิ่งของเหล่านั้นผูกพันกับความทรงจำและตัวตนของพวกเขา โปรแกรมที่ดำเนินการโดยผู้มีประสบการณ์ร่วม ซึ่งผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นที่มีประสบการณ์คล้ายกัน จะช่วยสร้างเสริมแรงทางสังคมและมอบเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์ ซึ่งมักขาดหายไปจากการรักษาทางคลินิกเพียงอย่างเดียว ดังที่ผู้ประสานงานผู้มีประสบการณ์ร่วมท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ การเปลี่ยนมุมมองจากการเรียกผู้ป่วยว่า “นักสะสม” และการสร้างความไว้วางใจ มักเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะพยายามจัดเรียงหรือทิ้งสิ่งของใดๆ
สิ่งนี้มีความหมายต่อประเทศไทยอย่างไร
ในประเทศไทย มีข้อมูลการแพร่กระจายของโรคสะสมของที่เผยแพร่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นช่องว่างที่พบได้บ่อยในหลายประเทศที่มีทรัพยากรน้อยกว่า การให้ความสำคัญของบริการสุขภาพจิตแห่งชาติส่วนใหญ่เน้นไปที่การป้องกันการฆ่าตัวตาย ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวลเป็นหลัก แต่ผลกระทบต่อสาธารณสุขของภาวะนี้เป็นเรื่องสากล: ความเสี่ยงจากการหกล้มและอัคคีภัย การสูญเสียที่อยู่อาศัย ภาวะหมดไฟของผู้ดูแล และการเจ็บป่วยทางกายที่แย่ลงเมื่อห้องครัวหรือห้องน้ำไม่สามารถเข้าถึงได้ ล้วนมีความเกี่ยวข้องในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ไม่ต่างจากในนิวยอร์ก รูปแบบทางวัฒนธรรมของไทยที่เน้นความประหยัด การนำกลับมาใช้ใหม่ และการหลีกเลี่ยงความสิ้นเปลืองในอดีต รวมถึงเครือข่ายครอบครัวขยายที่ใกล้ชิด และบรรทัดฐานทางศาสนาเกี่ยวกับการให้และการครอบครอง อาจทำให้การรับรู้ภาวะสะสมของเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น พฤติกรรมที่ดูเหมือนเป็นการประหยัดอย่างสมเหตุสมผล อาจซ่อนเร้นความผิดปกติไว้เมื่อมันก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในทำนองเดียวกัน ความละอายของครอบครัวและการ ‘รักษาหน้า’ อาจทำให้การขอความช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า
ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับครอบครัวและบริการในประเทศไทย
สำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับคนใกล้ชิด หน่วยงานสาธารณสุขและแพทย์แนะนำแนวทางการตอบสนองแบบลำดับขั้น: ลดความเสี่ยงเร่งด่วน มีส่วนร่วมอย่างไม่ตัดสิน และเชื่อมโยงไปสู่การดูแลเฉพาะทางเมื่อทำได้ หากความปลอดภัยเป็นประเด็นที่น่ากังวล (เช่น อันตรายจากควันไฟ ทางออกถูกปิดกั้น ความเสี่ยงจากการหกล้ม) ให้จัดลำดับความสำคัญของการแทรกแซงฉุกเฉินร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น แต่ต้องยืนยันแผนการสนับสนุนทางการบำบัดและสังคมควบคู่กันไป เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและสิทธิในการอยู่อาศัยของบุคคลนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับการสนับสนุนด้านจิตใจ กรมสุขภาพจิตของประเทศไทยมีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และบริการในระดับประเทศสามารถส่งต่อผู้ป่วยไปยังนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ได้ องค์กรให้ความช่วยเหลืออื่นๆ เช่น Samaritans of Thailand และสายด่วนอื่นๆ ก็อาจให้คำปรึกษาในช่วงวิกฤตได้ด้วยเช่นกัน การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมประสบการณ์และกลุ่มชุมชน – แม้แต่กลุ่ม Facebook และเวิร์กช็อปออนไลน์สไตล์ BIT – ได้ช่วยชีวิตผู้ที่รู้สึกโดดเดี่ยวจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นก้าวแรกที่เข้าถึงได้ง่ายในขณะที่รอรับบริการทางคลินิก
สำหรับบุคลากรหน้างานและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย หลักฐานต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงลำดับความสำคัญหลายประการ: ควรปรับปรุงการฝึกอบรมสำหรับแพทย์ปฐมภูมิและนักสังคมสงเคราะห์ให้สามารถรับรู้โรคสะสมของและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย พัฒนาโครงการนำร่องแบบสหสาขาวิชาชีพที่บูรณาการการดูแลด้านที่อยู่อาศัย การลดอันตรายด้วยการทำความสะอาด และจิตบำบัด สร้างขีดความสามารถสำหรับโครงการกลุ่มที่ดำเนินการโดยผู้มีประสบการณ์ร่วมตามแบบจำลอง Buried in Treasures และพิจารณามาตรการป้องกันทางจริยธรรมเกี่ยวกับการบังคับเก็บกวาด เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างบาดแผลทางใจซ้ำเติมให้กับผู้ที่มีภาวะสะสมของ เทคโนโลยีอย่าง VR ให้คำมั่นสัญญาสำหรับการเสริมการบำบัดจากระยะไกล ซึ่งอาจมีประโยชน์อย่างยิ่งในประเทศที่มีช่องว่างด้านบริการเฉพาะทางระหว่างเมืองกับชนบท การร่วมมือกับศูนย์วิจัยในมหาวิทยาลัยจะช่วยปรับปรุงและทดสอบเครื่องมือดังกล่าวในบริบทของท้องถิ่นได้
สิ่งที่งานวิจัยใหม่ยังคงเปิดกว้าง
ยังคงต้องมีการทดลองขนาดใหญ่ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์สูงสุดจากลำดับการรักษาแบบใด (CBT รายบุคคล, กลุ่ม BIT, การเสริมด้วย VR, การกระตุ้นสมอง) องค์ประกอบใดที่ป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ดีที่สุด และจะสามารถบูรณาการการให้คำปรึกษาทางการเงิน การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย และการแทรกแซงในครอบครัวเข้าด้วยกันได้อย่างไร งานระบาดวิทยาในประเทศที่อยู่นอกอเมริกาเหนือและยุโรปจะช่วยชี้แจงการแพร่กระจายและการแสดงออกทางวัฒนธรรมของการสะสมของในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคำถามด้านจริยธรรมเกี่ยวกับการแทรกแซงทางดิจิทัล เช่น วิธีการรับรองความเป็นส่วนตัวเมื่อผู้ป่วยอัปโหลดรูปภาพบ้านและสิ่งของของตน และวิธีการปรับเนื้อหา VR ให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ครอบครัวสามารถดำเนินการได้อย่างไรในวันนี้
หากสงสัยว่าเพื่อนหรือญาติกำลังเผชิญกับปัญหาการสะสมของ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำขั้นตอนปฏิบัติเร่งด่วนเหล่านี้: จัดลำดับความสำคัญด้านความปลอดภัย (เช่น จัดทางออกฉุกเฉิน ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันไฟ ตรวจสอบสุขอนามัยพื้นฐานและการเข้าถึงอาหาร) เริ่มต้นการสนทนาอย่างไม่ตัดสิน โดยเน้นที่ความห่วงใยและการสนับสนุน มากกว่าการตำหนิ เสนอความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม เช่น การพาไปพบแพทย์ หรือการเข้าร่วมการประชุมกลุ่มสนับสนุน สนับสนุนให้ลองทำภารกิจฝึกฝนเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถจัดการได้ (เช่น การจัดเรียงกล่องหนึ่งกล่องร่วมกับพวกเขา โดยใช้ภาษาที่ยอมรับและให้คำชม) และแสวงหาคำแนะนำจากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ที่มีประสบการณ์ด้านการสะสมของเมื่อทำได้ สำหรับเจ้าของที่พักและผู้จัดการที่อยู่อาศัย การหาวิธีแก้ไขปัญหาที่บูรณาการการปรับปรุงความปลอดภัยเข้ากับการส่งต่อบริการสุขภาพจิต – แทนที่จะเป็นการไล่ออกเพียงฝ่ายเดียว – มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาวสำหรับทั้งผู้เช่าและชุมชน
กล่าวโดยสรุป รายงานข่าวและงานทางคลินิกที่กำลังเกิดขึ้นนี้ได้เน้นย้ำว่า “โรคสะสมของ” ไม่ใช่ความล้มเหลวทางคุณธรรมส่วนบุคคล แต่เป็นกลยุทธ์ในการรับมือปัญหาที่มักมีรากฐานมาจากบาดแผลทางใจ พร้อมด้วยอันตรายที่สามารถวัดผลได้และองค์ประกอบที่สามารถรักษาได้ บริการสุขภาพและองค์กรชุมชนของประเทศไทยสามารถนำหลักฐานระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้นมาปรับใช้ได้ – ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมกลุ่มที่ดำเนินการโดยผู้มีประสบการณ์ร่วม การปรับใช้ CBT รูปแบบการลดอันตราย และการบำบัดที่เสริมด้วยเทคโนโลยี – พร้อมทั้งปรับให้เข้ากับความเป็นจริงทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นและข้อจำกัดด้านทรัพยากร ครอบครัวที่เผชิญกับภาวะสะสมของของคนใกล้ชิดควรรักษาสภาพความปลอดภัย ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิตและการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมประสบการณ์ และผลักดันให้มีการแทรกแซงที่ประสานงานกัน โดยเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิในการอยู่อาศัยของผู้ป่วย ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับบาดแผลทางใจที่เป็นต้นเหตุด้วย
แหล่งข้อมูลที่ใช้ในรายงานนี้
ได้แก่ รายงานข่าวล่าสุดและการสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ตรง, คำอธิบายทางคลินิกขององค์การอนามัยโลกสำหรับ ICD-11, รายงานของคณะกรรมการพิเศษวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาว่าด้วยผู้สูงอายุเกี่ยวกับการสะสมของ, งานวิจัยที่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิและเผยแพร่ทั่วไปเกี่ยวกับการบำบัดแบบกลุ่มและกลยุทธ์เสริม รวมถึง Buried in Treasures, รายงานของ Stanford Medicine และการทดลองนำร่อง VR ที่ทดสอบเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อเสริมการรักษาแบบกลุ่ม, และทรัพยากรด้านสาธารณสุขของไทย รวมถึงสายด่วนกรมสุขภาพจิตและข้อมูลประเทศขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับระบบสุขภาพจิตของประเทศไทย
ลิงก์
รายงานข่าวจากซีเอ็นเอ็น (cnn.com), คำอธิบาย ICD-11 ของ WHO (iris.who.int), รายงานวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา (aging.senate.gov), เอกสาร Buried in Treasures และการบำบัดแบบกลุ่ม (pmc.ncbi.nlm.nih.gov), สรุปการทดลอง VR ของ Stanford (med.stanford.edu) และบันทึก PubMed สำหรับการศึกษาเสริม VR (pubmed.ncbi.nlm.nih.gov), ข้อมูลติดต่อกรมสุขภาพจิตของประเทศไทย (dmh.go.th), ข้อมูลองค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับประเทศไทย (iris.who.int)