หนังสือ The Cleveland Clinic Way : Lessons in Excellence from One of the World’s Leading Health Care Organizations เขียนโดย Toby Cosgrove   แปลเป็นไทยโดย วิภาดา กิตติโกวิท ในชื่อ “วิถีแห่งคลีฟแลน์คลินิก   บทเรียนในความเป็นเลิศจากหนึ่งในองค์กรดูแลสุขภาพชั้นนำของโลก”   มีที่ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศได้อย่างไรบ้าง    นำมาใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยไทยได้อย่างไรบ้าง   การนำแนวทางที่ประสบความสำเร็จในองค์กรดูแลสุขภาพ มาประยุกต์ใช้ในองค์กรพัฒนาคน พัฒนาความรู้ ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาสถานประกอบการและพัฒนาชุมชนและสังคม ต้องมีการปรับหลักการและวิธีการอย่างไรบ้าง    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำมาใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยไทยให้มีความเป็นเลิศ  และนำมาประยุกต์ใช้กับสถานบริการสุขภาพไทยได้อย่างไรบ้าง ต้องปรับให้เหมาะสมต่อบริบทไทยอย่างไรบ้าง 

ผมนำคำถามในย่อหน้าบน ไปถามสหายเอไอทั้งห้าของผม   ได้รับคำตอบที่ประเทืองปัญญามาก   ผมเลือกคำตอบของ DeepSeek  และ Gemini มาลงไว้ ดังนี้ 

 

DeepSeek : 

หนังสือ ‘วิถีแห่งคลีฟแลน์คลินิก’ โดย Toby Cosgrove (อดีต CEO) ถอดรหัสความเป็นเลิศขององค์กรสุขภาพอันดับโลกที่พลิกโฉมจากวิกฤตสู่การเป็นผู้นำระดับโลก โดยมีแก่นหลักคือ ‘ผู้ป่วยมาก่อน’ (Patients First) และ ‘วัฒนธรรมการทำงานแบบทีมไร้กำแพง’ การนำโมเดลนี้มาประยุกต์ใช้กับ มหาวิทยาลัยไทย และ ระบบสุขภาพไทย ต้องปรับบริบทแต่รักษาหลักการสำคัญ ดังนี้

 

1. หลักการสำคัญของคลีฟแลน์คลินิก

| หลักการ              | ความหมาย                                         |

|-----------------------|-------------------------------------------------|

| Patients First    | ทุกการตัดสินใจคำนึงถึงผลลัพธ์ต่อผู้ป่วยเป็นหลัก |

| Team-Based Care   | ล้มเลิกโครงสร้างแบบแยกส่วน → สร้างทีมข้ามศาสตร์ |

| Continuous Learning | ระบบการเรียนรู้ต่อเนื่องทุกระดับ (Lifelong Learning) |

| Data-Driven       | ใช้ข้อมูลจริงขับเคลื่อนนโยบายและการปรับปรุง      |

| Innovation Ecosystem | สนับสนุนนวัตกรรมแบบล่างขึ้นบน (Bottom-Up)      |

 

ผลลัพธ์: ลดความผิดพลาดทางการแพทย์ เพิ่มความพึงพอใจผู้ป่วย/บุคลากร เป็นโรงพยาบาล Top 5 ของสหรัฐฯ

 

2. การประยุกต์กับ **มหาวิทยาลัยไทย

     2.1 ปรับหลักการสู่ ‘Student First & Society First’

          - ยกเลิกภาควิชา → จัดคณะใหม่ตามโจทย์สังคม 

              เช่น คณะ ‘นวัตกรรมสังคมเมือง’ (ผสมผสาน สถาปัตย์/สังคมศาสตร์/ดิจิทัล) แทนการแบ่งสาขาตายตัว

          - สร้างทีมข้ามศาสตร์ (Multidisciplinary Teams)

              วิจัยแก้ปัญหาจริง เช่น ทีม ‘ครูแพทย์-นักจิตวิทยา-นักข้อมูล’ ร่วมออกแบบนโยบายสุขภาวะวัยรุ่น

          - ตัวชี้วัดใหม่: 

              แทนที่ตีพิมพ์งานวิจัย → วัดจาก **“ผลกระทบทางสังคม”** (Social Impact Index)

 

     2.2 ใช้โมเดล ‘Academic Caregivers’

          - อาจารย์เป็น ‘ผู้อำนวยความเรียนรู้’ 

               ประเมินจากผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ของนักศึกษา ไม่ใช่ชั่วโมงสอน

           - พัฒนาระบบ ‘Coaching Network’ 

               อาจารย์รุ่นอาวุโสเป็น Mentor สนับสนุนอาจารย์ใหม่แบบไม่ตัดสิน

 

     2.3 สร้าง ‘Innovation Sandbox’

          - ตั้ง ‘ศูนย์นวัตกรรมเพื่อชุมชน’ ในมหาวิทยาลัย 

              ใช้หลัก ‘ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง’ (User-Centered Design) ออกแบบโซลูชันกับชุมชนจริง 

             (ตัวอย่าง: ม.ขอนแก่น ใช้โมเดลนี้พัฒนาระบบน้ำดื่มปลอดภัยในโรงเรียนชนบท)

 

3. ประยุกต์กับ **สถานบริการสุขภาพไทย

     3.1 ปรับวัฒนธรรมองค์กร

| ปัญหาสุขภาพไทย                | วิธีประยุกต์จากคลีฟแลน์คลินิก           |

|-------------------------------|----------------------------------------|

| แพทย์เป็นศูนย์กลางเกินไป | ใช้ ‘ทีมดูแลผู้ป่วย (Care Team)’ แพทย์-พยาบาล-เภสัช-นักสังคมฯ มีสถานะเท่าเทียม |

| ระบบรายงานความผิดพลาดล้มเหลว | สร้างวัฒนธรรม ‘ไม่ลงโทษ-แต่เรียนรู้’ (Just Culture) |

| บริการไม่ต่อเนื่อง       | ใช้ ‘Care Pathway ดิจิทัล’ เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยทุกระดับ |

 

     3.2 ปรับโครงสร้าง

          - จัดบริการตามอวัยวะ/โรค → จัดตามกลุ่มผู้ป่วย

              เช่น ศูนย์ ‘ผู้สูงวัยครบวงจร’ (รวมอายุรแพทย์/กายภาพ/นักโภชนาการในพื้นที่เดียว)

          - เทคโนโลยีเอื้อต่อผู้ป่วย: 

              พัฒนาแอป ‘My Health Thai’ ให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลสุขภาพเองได้

 

4. ปรับบริบทไทย : หลัก ‘ไม่ลอกแบบ แต่ปรับหลักการ’

      ปรับให้เหมาะกับข้อจำกัดไทย

| หลักการคลีฟแลน์คลินิก    | การปรับใช้ในไทย (ตัวอย่าง)                  |

|--------------------------|-------------------------------------------|

| ลงทุนสูงในเทคโนโลยี  | เน้น ‘Low-Tech High-Touch’ เช่น ใช้ Line OA สร้างเครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรัง |

| Team-Based Care     | ใช้ ‘อสม. + หมอครอบครัว’ เป็นทีมดูแลระดับชุมชน |

| Data-Driven         | ใช้ข้อมูลจาก ‘HDC’ (Health Data Center) สร้างดัชนีสุขภาพตำบล |

 

     ใช้จุดแข็งวัฒนธรรมไทย

        - ต่อยอด ‘จิตอาสา’ → สร้างเครือข่าย ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ (Peer Support)

        - ใช้หลัก ‘เบญจศีล-เบญจธรรม’ กำหนดมาตรฐาน Ethical Care

        - พลัง ‘สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา’ (รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม) จัดการระบบสุขภาพ

 

5. ขยายผลสู่ การพัฒนาชุมชนและสังคม

     - มหาวิทยาลัย + โรงพยาบาล = ศูนย์เรียนรู้ชุมชน 

          ตั้ง ‘สถาบันนวัตกรรมสังคม’ ในพื้นที่ 

          (ตัวอย่าง: รพ.สุรินทร์ + ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ตั้ง Fab Lab ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ราคาถูก)

     - หลักสูตร ‘ผู้นำระบบสุขภาพชุมชน’ 

          ฝึกอสม./ผู้นำท้องถิ่นใช้เครื่องมือ Systemic Design แก้ปัญหาสุขภาพ

     - ดึงสถานประกอบการร่วมลงทุน 

           สร้าง Tax Incentive สำหรับธุรกิจที่ร่วมพัฒนาสุขภาพชุมชน

 

สรุป: แก่นแท้แห่งความสำเร็จคือ ‘วัฒนธรรมองค์กรที่คนทุกชั้นรู้เป้าหมายร่วม’

   - คลีฟแลน์คลินิก ใช้เวลา 15 ปี เปลี่ยนจากหนี้ 1.8 พันล้านสหรัฐ → องค์กรกำไรระดับโลก 

   - เคล็ดลับ: 

       - เริ่มจาก ‘การฟัง’ (Townhall Meeting ระดับ CEO ถึงพนักงานทำความสะอาด) 

       - มุ่ง ‘ทำสิ่งเล็กให้สมบูรณ์แบบ’ ก่อนขยายผล 

     - วัดผลอย่างตรงไปตรงมา แล้วปรับปรุงต่อเนื่อง 

 

ตัวอย่างความสำเร็จในไทย: 

  รพ.จุฬาลงกรณ์ ใช้โมเดลทีมข้ามศาสตร์ (Multidisciplinary Team) ในศูนย์มะเร็ง → ลดเวลารอคอยจาก 4 สัปดาห์เหลือ 3 วัน 

   ม.มหิดล ปรับโครงสร้างเป็น Faculty Hub ตามแนวทางคลีฟแลน์คลินิก → เพิ่มงานวิจัยข้ามศาสตร์ 40% ใน 2 ปี 

 

หากมหาวิทยาลัยและสถานพยาบาลไทยยึดหลัก ‘Student First & Patients First’ พร้อมเปิดใจทลายกำแพงวิชาชีพ จะไม่เพียงสร้างความเป็นเลิศ แต่ยังเป็น ‘โมเดลพัฒนาสังคมแบบบูรณาการ’ ที่โลกกำลังมองหา!

 

Gemini : 

หนังสือ ‘วิถีแห่งคลีฟแลนด์คลินิก: บทเรียนในความเป็นเลิศจากหนึ่งในองค์กรดูแลสุขภาพชั้นนำของโลก’ (The Cleveland Clinic Way: Lessons in Excellence from One of the World’s Leading Health Care Organizations) โดย Toby Cosgrove (แปลโดย วิภาดา กิตติโกวิท) เป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับปรัชญาและแนวปฏิบัติที่ทำให้คลีฟแลนด์คลินิกก้าวสู่ความเป็นผู้นำระดับโลก    แม้จะเป็นเรื่องขององค์กรดูแลสุขภาพ แต่หลักการแห่งความเป็นเลิศที่นำเสนอในหนังสือสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางเพื่อพัฒนาองค์กรทุกประเภท รวมถึงมหาวิทยาลัยและสถานบริการสุขภาพในไทยครับ

การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ

หนังสือเล่มนี้เสนอหลักการสำคัญที่ขับเคลื่อนความเป็นเลิศของคลีฟแลนด์คลินิก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรอื่นๆ ได้:

  1. ยึดผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centered Care/Customer Focus): หัวใจหลักของคลีฟแลนด์คลินิกคือการยึดผู้ป่วยเป็นสำคัญในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบบริการไปจนถึงการดูแลที่ต่อเนื่อง หลักการนี้สามารถแปลไปสู่การ ยึดลูกค้า/ผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ในองค์กรใดๆ เช่น มหาวิทยาลัยควรยึดนักศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นศูนย์กลาง สถานประกอบการควรยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
  2. การทำงานร่วมกันแบบทีม (Team-Based Approach/Collaboration): คลีฟแลนด์คลินิกโดดเด่นในการทำงานร่วมกันข้ามสาขา (Multidisciplinary Teams) แพทย์เฉพาะทางหลายคนทำงานร่วมกันเพื่อดูแลผู้ป่วยคนเดียว เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการทำลายไซโล (Silo) และส่งเสริมการทำงานร่วมกันข้ามแผนก
  3. วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมและการเรียนรู้ (Culture of Innovation and Learning): องค์กรส่งเสริมให้บุคลากรคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ทดลอง และเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง การวิจัยและการพัฒนาถูกบูรณาการเข้ากับการปฏิบัติงานประจำ
  4. ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมองการณ์ไกล (Strong and Visionary Leadership): ผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าตัดสินใจ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากรทุ่มเทเพื่อเป้าหมายร่วมกันได้
  5. ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness): มีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดความสูญเปล่า และเน้นการวัดผลเพื่อปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
  6. การวัดผลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Metrics and Continuous Improvement): มีการเก็บข้อมูลและใช้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPIs) อย่างเป็นระบบ เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ

 

การนำมาใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยไทย

มหาวิทยาลัยไทยสามารถนำ ‘วิถีแห่งคลีฟแลนด์คลินิก’ มาประยุกต์ใช้เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศได้ดังนี้:

  1. ยึดผู้เรียน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นศูนย์กลาง:
    • นักศึกษา: ออกแบบหลักสูตรและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษา พัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุด
    • ภาคอุตสาหกรรม/ชุมชน: ทำความเข้าใจความต้องการของภาคส่วนเหล่านี้ เพื่อผลิตบัณฑิตที่ตรงตามความต้องการ และวิจัยที่สร้างประโยชน์ได้จริง
    • ปรับใช้: "Student Journey Mapping" เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของนักศึกษาตั้งแต่แรกเข้าจนสำเร็จการศึกษา และระบุจุดที่ต้องปรับปรุง
  2. ส่งเสริมการทำงานร่วมกันข้ามศาสตร์และคณะ (Interdisciplinary Collaboration):
    • สนับสนุนคณาจารย์และนักศึกษาจากต่างคณะวิชาให้ทำงานร่วมกันในโครงการวิจัยหรือการเรียนการสอน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและสร้างนวัตกรรม
    • ปรับใช้: ตั้ง ‘ศูนย์ความเป็นเลิศ’ หรือ ‘โครงการวิจัยร่วม’ ที่ดึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาทำงานด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสังคมหรืออุตสาหกรรม
  3. สร้างวัฒนธรรมแห่งการวิจัย นวัตกรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต:
    • สนับสนุนงานวิจัยที่เชื่อมโยงกับการนำไปใช้ประโยชน์จริง (Applied Research) และส่งเสริมให้เกิดการจดสิทธิบัตรหรือต่อยอดเชิงพาณิชย์
    • ส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI
    • ปรับใช้: จัดตั้ง ‘Incubator/Accelerator Program’ ในมหาวิทยาลัยเพื่อบ่มเพาะสตาร์ทอัพ หรือ ‘Innovation Lab’  ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรได้ทดลองสร้างสรรค์
  4. ความเป็นผู้นำที่มุ่งเน้นวิสัยทัศน์และธรรมาภิบาล:
    • ผู้นำมหาวิทยาลัยต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เป็น  ‘Learning Organization’ และ ‘Socially Engaged University’
    • เน้นธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการ
  5. การบริหารจัดการที่เป็นเลิศและวัดผลได้:
    • นำระบบการวัดผลและตัวชี้วัดที่ชัดเจนมาใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตร งานวิจัย และการบริการวิชาการ
    • ปรับใช้: กำหนด KPIs ที่เชื่อมโยงกับ  ‘Impact’ ต่อสังคม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่จำนวนผลงาน

 

การนำแนวทางที่ประสบความสำเร็จจากองค์กรดูแลสุขภาพ มาประยุกต์ใช้ในองค์กรพัฒนาคน พัฒนาความรู้ ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาสถานประกอบการและพัฒนาชุมชนและสังคม

การประยุกต์ใช้จากบริบทองค์กรสุขภาพสู่บริบทการพัฒนาคนและความรู้ที่กว้างขึ้นนั้น ต้องมีการปรับหลักการและวิธีการดังนี้:

  1. การปรับคำนิยาม ‘ผู้รับบริการ’  ให้กว้างขึ้น:
    • จาก ‘ผู้ป่วย’ สู่ ‘ผู้เรียน/ลูกค้า/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย’: ในมหาวิทยาลัยคือ นักศึกษา บุคลากร ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน ในองค์กรพัฒนาคือ ชุมชนเป้าหมาย ผู้ด้อยโอกาส ในสถานประกอบการคือ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า
    • ปรับหลักการ ‘Patient-Centered’ เป็น ‘Human-Centered’ หรือ ‘Stakeholder-Centered’: เน้นการทำความเข้าใจความต้องการ ปัญหา และบริบทของกลุ่มคนเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง
  2. การปรับคำนิยาม ‘ผลลัพธ์ที่เป็นเลิศ’:
    • จาก ‘ผลลัพธ์ทางการแพทย์ที่ดีที่สุด’ สู่ ‘การพัฒนาศักยภาพ/การสร้างคุณค่า/การแก้ไขปัญหา’:
      • มหาวิทยาลัย: ผลลัพธ์ที่เป็นเลิศคือบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตรงความต้องการของตลาดโลก/สังคม มีทักษะแห่งอนาคต งานวิจัยที่สร้างนวัตกรรมและประโยชน์แก่สังคม
      • สถานประกอบการ: สินค้า/บริการที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ลูกค้า สร้างความพึงพอใจและคุณค่า
      • ชุมชน/สังคม: คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การพึ่งพาตนเองได้
  3. การปรับวิธีการ ‘ทำงานร่วมกันเป็นทีม’:
    • จาก ‘ทีมแพทย์ข้ามสาขา’ สู่ ‘ทีมข้ามศาสตร์/ข้ามฟังก์ชัน/ข้ามภาคส่วน’:
      • มหาวิทยาลัย: คณาจารย์จากต่างคณะ บุคลากรสายสนับสนุน นักศึกษาทำงานร่วมกันในการวิจัย การบริการวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร
      • พัฒนาชุมชน: ทีมงานจากมหาวิทยาลัย ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน NGO ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาในชุมชน
      • สถานประกอบการ: การทำงานร่วมกันระหว่างแผนกต่างๆ (R&D, Marketing, Production) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์/บริการที่ดีที่สุด
  4. การปรับกลไก ‘นวัตกรรมและการเรียนรู้’:
    • จาก ‘งานวิจัยทางการแพทย์’ สู่ ‘นวัตกรรมทางสังคม/นวัตกรรมทางการศึกษา/นวัตกรรมธุรกิจ’:
      • ส่งเสริมการทดลองแนวคิดใหม่ๆ ในการเรียนการสอน การบริหารจัดการ หรือการแก้ปัญหาสังคม
      • ใช้เครื่องมือ Design Thinking หรือ  Systemic Design เพื่อทำความเข้าใจปัญหาและสร้างสรรค์แนวทางแก้ไข
      • สร้าง "วัฒนธรรมการเรียนรู้จากความผิดพลาด" (Learning from Failure) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองและนวัตกรรม

 

การนำมาประยุกต์ใช้กับสถานบริการสุขภาพไทย และปรับให้เหมาะสมกับบริบทไทย

สำหรับสถานบริการสุขภาพในไทย คลีฟแลนด์คลินิกเป็นต้นแบบโดยตรง แต่ก็ต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบท:

  1. ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centered Care):
    • บริบทไทย: เพิ่มความเข้าใจในมิติวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจของผู้ป่วยไทย ความสัมพันธ์แบบ "หมอกับคนไข้" ที่อาจมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจสูง ต้องสร้างความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น
    • ปรับใช้: เน้นการสื่อสารสองทาง การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย การเคารพสิทธิผู้ป่วย การบริการที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่าย (เช่น ระบบนัดหมายที่สะดวกขึ้น การลดระยะเวลารอคอย) รวมถึงการดูแลแบบองค์รวมที่คำนึงถึงสุขภาพกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ
  2. การทำงานร่วมกันแบบทีม (Team-Based Approach):
    • บริบทไทย: แม้จะมีทีมสหวิชาชีพอยู่แล้ว แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ต่างคนต่างทำในส่วนของตนเอง ทำลายกำแพงระหว่างวิชาชีพ
    • ปรับใช้: จัดอบรมเพื่อสร้างทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสารข้ามสายงาน การแก้ไขความขัดแย้งในทีม สนับสนุนการประชุมแลกเปลี่ยนเคสผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ
  3. วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมและการเรียนรู้:
    • บริบทไทย: แม้มีงานวิจัย แต่การนำไปใช้จริงและการต่อยอดนวัตกรรมยังเป็นจุดที่ท้าทาย บุคลากรอาจมีภาระงานล้นมือ
    • ปรับใช้: สร้างแรงจูงใจและจัดสรรเวลาให้บุคลากรได้ทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (เช่น นวัตกรรมบริการ การใช้ AI ช่วยวินิจฉัย) สร้างช่องทางให้บุคลากรได้เสนอแนวคิดและนำไปทดลองใช้จริง
  4. ความเป็นผู้นำและธรรมาภิบาล:
    • บริบทไทย: ผู้นำต้องมีความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงระบบที่อาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ กฎระเบียบ หรือโครงสร้างที่ซับซ้อน และต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความโปร่งใส
    • ปรับใช้: เน้นการสร้างวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การสื่อสารที่สม่ำเสมอ การให้อำนาจและสนับสนุนบุคลากรระดับปฏิบัติการ และการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส
  5. ประสิทธิภาพและประสิทธิผล/การวัดผล:
    • บริบทไทย: ระบบสุขภาพไทยเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร งบประมาณ และบุคลากร
    • ปรับใช้: เน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ (เช่น ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์, Telemedicine) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดความแออัด และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด กำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพและผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง เช่น อัตราการรอดชีวิต อัตราการกลับมารักษาซ้ำ ความพึงพอใจของผู้ป่วย

โดยสรุปแล้ว ‘วิถีแห่งคลีฟแลนด์คลินิก’ ไม่ใช่แค่คู่มือสำหรับโรงพยาบาล แต่เป็นปรัชญาการบริหารจัดการองค์กรที่เน้นคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการทำงานร่วมกันโดยมีผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาองค์กรไทยทุกประเภทให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในบริบทของตนเองได้ครับ

 

ผมได้เคยแนะนำหนังสือเล่มนี้ ที่ (๑)    วิถีแห่งคลีฟแลนด์คลินิกคือวิถีแห่งการปฏิรูปองค์กร   สู่ความเป็นเลิศในสายตาของผู้รับบริการ    

วิจารณ์ พานิช

๔ ก.ค. ๖๘