นักเรียนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นที่ต้องการอย่างสูงทั่วโลก รัฐบาลตั้งแต่ในออสเตรเลียไปจนถึงนอร์เวย์ต่างปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์และเพิ่มงบประมาณเพื่อดึงดูดนักศึกษาจากอาเซียน ในขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันเองก็ตั้งเป้ารับนักศึกษาต่างชาติจำนวนมาก พร้อมเสนอเส้นทางสู่การทำงานที่ชัดเจนหลังเรียนจบ รายงานล่าสุดจาก DW ฉายภาพการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ โดยย้ำว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งกำเนิดนักเรียนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศอันดับสามของโลก สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังพิจารณาทางเลือก รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาในประเทศที่กำลังวางแผนรับมือ ถือเป็นช่วงเวลาที่สนามแข่งขันกำลังพลิกผันอย่างรวดเร็ว—และเป็นโอกาสสำคัญหากมีการตัดสินใจและวางกลยุทธ์อย่างรอบคอบ

DW ชี้ว่า ออสเตรเลียเพิ่งประกาศเพิ่มเพดานการรับนักศึกษาต่างชาติอีกร้อยละ ๙ เป็น ๒๙๕,๐๐๐ คนในรอบถัดไป โดยจะเน้นกลุ่มผู้สมัครจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพิเศษ ตามที่ Reuters รายงานยืนยัน ด้านญี่ปุ่นตั้งเป้ารับนักศึกษาต่างชาติ ๔๐๐,๐๐๐ คนภายในปี ๒๐๓๓ สอดรับนโยบายที่ประกาศเมื่อปี ๒๐๒๓ (The Asahi Shimbun) ส่วนเกาหลีใต้ตั้งเป้าที่ ๓๐๐,๐๐๐ คนภายในปี ๒๐๒๗ และได้ขยายระยะเวลาการหางานหลังเรียนจบได้นานสูงสุดถึง ๓ ปี เริ่มตั้งแต่ปี ๒๐๒๕ เป็นต้นไป (MOE; ICEF Monitor) สำหรับไต้หวัน ก็ได้ประกาศในปี ๒๐๒๔ ว่าจะรับนักศึกษาต่างชาติปีละ ๒๕,๐๐๐ คน โดยเน้นจากอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเปิดโอกาสการทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน (Taiwan News; ECCT)

เหตุใดเรื่องนี้จึงมีความสำคัญต่อนักเรียนและครอบครัวในประเทศไทย? เพราะนักเรียนไทยก็อยู่ในกลุ่มที่ “เป็นที่ต้องการ” เช่นกัน จากการวิเคราะห์ของ Acumen ปี ๒๐๒๔ ระบุว่า ในปีการศึกษา ๒๐๒๑/๒๒ มีนักเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว ๓๕๐,๐๐๐ คนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเวียดนามมีประมาณ ๑๓๒,๐๐๐ คน ส่วนมาเลเซียและอินโดนีเซียมีประเทศละกว่า ๕๐,๐๐๐ คน และนักเรียนไทยอยู่ที่ประมาณ ๓๒,๐๐๐ คน (ICEF Monitor) ขณะที่ Eurostat ประเมินว่าสหภาพยุโรปมีนักศึกษาต่างชาติ ๑.๖๖ ล้านคนในปี ๒๐๒๒ และ ๑.๗๖ ล้านคนในปี ๒๐๒๓ แต่สัดส่วนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงน้อยอยู่ —ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานนี้เองคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การรับสมัครนักศึกษาต่างชาติมีความเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (Euronews; Eurostat)

ในขณะเดียวกัน ความนิยมของนักเรียนก็กำลังเปลี่ยนทิศทางเข้าใกล้ภูมิภาคบ้านเกิดมากขึ้น รายงานจาก British Council ปี ๒๐๒๔ พบว่า นักเรียนในเอเชียตะวันออกจำนวนมากเริ่มเลือกปลายทางในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลให้จำนวนนักเรียนจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ที่ไปศึกษาต่อในสหราชอาณาจักรลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๐๑๕ (British Council; Times Higher Education) DW ชี้ว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีนักเรียนเวียดนามมากกว่าทุกประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ปัจจัยสำคัญมาจากคุณภาพและอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี ๒๐๒๔ มีมหาวิทยาลัยในเอเชียตะวันออกถึง ๒๓ แห่งที่ติดอันดับ QS Top 100 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๕ จากปี ๒๐๑๕ สะท้อนถึงแรงดึงดูดทางวิชาการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

แรงผลักดันของยุโรปในการดึงดูดนักศึกษาไม่ได้มาจากเพียงความหลากหลายทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องงบประมาณด้วย สถาบันอุดมศึกษาในหลายประเทศของยุโรปและสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญภาวะการเงินที่ตึงตัว สำนักงานกำกับดูแลภาคอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักรได้เตือนเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า มหาวิทยาลัยในอังกฤษกว่าร้อยละ ๔๐ คาดว่าจะประสบภาวะขาดดุลในปีนี้ (BBC; Research Professional News) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เยอรมนี (DAAD) ได้ประกาศตัดงบประมาณ ๑๓ โครงการ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ทุนการศึกษาหายไปประมาณ ๒,๕๐๐ ทุน (DAAD; ACA) ขณะที่มหาวิทยาลัยในเบอร์ลิน รวมถึง Freie Universität ได้รายงานว่าจะถูกลดงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญในปี ๒๐๒๕ (Freie Universität Berlin) ด้านฝรั่งเศสก็ลดงบประมาณด้านการวิจัยและการอุดมศึกษาลงอีกประมาณ ๙๓๐ ล้านยูโรจากแผนเดิมในปี ๒๐๒๔ (Research Professional News) สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้สถาบันต่าง ๆ ต้องการนักศึกษาต่างชาติที่ชำระค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน

แม้ยุโรปจะเริ่มดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกแล้ว แต่ก็ยังต้องเร่งเครื่องต่อไปอีกมาก ตัวอย่างเช่น เยอรมนีมีนักศึกษาปริญญาตรีสัญชาติเวียดนามประมาณ ๗,๐๖๐ คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมาก แต่ยังคงน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมของการเคลื่อนย้ายนักศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (DW) เพื่อสร้างกระแสความสนใจ รัฐบาลยุโรปจึงเดินหน้าเข้าถึงนักเรียนในพื้นที่จริง โดยในเดือนมิถุนายน สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำกรุงฮานอยได้เปิดตัว “รถบัสอาชีพ” ตระเวนไปใน ๑๖ จังหวัด เพื่อแนะนำโอกาสในการศึกษาและการฝึกอาชีพในเยอรมนี (VietnamPlus; Goethe‑Institut Vietnam) ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม ผู้นำฝรั่งเศสก็ได้ขึ้นเวทีปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮานอย เพื่อส่งสัญญาณสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษาอย่างชัดเจน (Nhân Dân; VAST) ด้านอินโดนีเซียเองก็แสดงความจำนงที่ต้องการให้นักเรียนของตนเดินทางไปศึกษาต่อในยุโรปมากขึ้น ระหว่างการเยือนกรุงบรัสเซลส์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (Antara; EEAS)

นโยบายปลีกย่อยต่าง ๆ ก็บ่งชี้ทิศทางการรับสมัครแบบใหม่เช่นกัน นอร์เวย์ ซึ่งจำนวนนักศึกษาจากนอกสหภาพยุโรปลดลงอย่างมากหลังจากเริ่มเก็บค่าเล่าเรียนในปี ๒๐๒๓ ได้ผ่อนคลายเงื่อนไขด้านภาษา และปรับปรุงเส้นทางการจ้างงานสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกต่างชาติในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีการปรับค่าธรรมเนียมเพื่อประคับประคองแนวโน้มการรับนักศึกษาต่างชาติ—ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้ระบบการศึกษาของประเทศกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง (DW; Times Higher Education) ในระดับสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดตัวโครงการ “Choose Europe” ด้วยงบประมาณ ๕๐๐ ล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม เพื่อดึงดูดนักวิจัยชั้นนำเข้ามายังยุโรป ผ่านการขยายทุน ERC และงบสนับสนุนการย้ายถิ่นฐาน —ซึ่งเป็นการเสริมสร้างระบบนิเวศทางวิชาการที่เอื้อต่อการดึงดูดผู้เรียนในระดับสูง (European Commission; Reuters)

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็กำลังเผชิญกับความผันผวน นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีได้ประกาศตัดงบประมาณหลายรายการที่ส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยและโครงการแลกเปลี่ยน เช่น การยกเลิกเงินทุนราว ๔๐๐ ล้านดอลลาร์แก่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และงบวิจัยอีกกว่า ๘๐๐ ล้านดอลลาร์ที่สนับสนุนโดย USAID ณ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ (Reuters; CNN; The Guardian; NYT) นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าผู้รับทุน Fulbright จำนวนมากได้รับผลกระทบจากการ “ระงับงบประมาณ” ทำให้สถานะทุนไม่แน่นอน (WOUB) แบบสำรวจของวารสาร Nature ในเดือนมิถุนายนพบว่า นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาประมาณสามในสี่กำลังพิจารณาที่จะย้ายประเทศ ซึ่งเปิดโอกาสให้ยุโรปและเอเชียดึงดูดบุคลากรเหล่านี้เพิ่มขึ้นได้ (Nature) แม้สหรัฐฯ จะยังมีสถาบันชั้นนำจำนวนมาก แต่ด้วยค่าครองชีพที่สูงและความไม่แน่นอนเรื่องวีซ่า ทำให้นักเรียนจากอาเซียนบางส่วนเริ่มหันมาพิจารณาประเทศในยุโรปและเอเชียตะวันออกอย่างจริงจังมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญที่ DW สัมภาษณ์ชี้ว่า ยุโรปยังมี “การบ้าน” ที่ต้องทำ หากต้องการประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักศึกษาจากอาเซียน ผู้ประสานงานโครงการความสัมพันธ์ยุโรป–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันวิจัยยุโรปกลาง ได้ให้ความเห็นว่ายุโรปยังให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ไม่มากพอ และควรเพิ่มการสนับสนุนทุนการศึกษา โดยเฉพาะในระดับปริญญาเอก เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านต้นทุนและโอกาสทางอาชีพได้ อีกด้านหนึ่ง นักวิจัยจาก Palacký University Olomouc ซึ่งให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาชาวเมียนมาในช่วงหลังการรัฐประหาร เล่าว่าผู้รับทุนจากสหภาพยุโรปจำนวนมากยังคงติดขัดกับขั้นตอนการขอเอกสารวีซ่าและถิ่นที่อยู่ —สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงกระบวนการเอกสารให้คล่องตัวมากขึ้นสำหรับพลเมืองอาเซียน

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้มีนัยยะสำคัญในสองด้าน ได้แก่ โอกาสในการไปศึกษาต่อต่างประเทศของนักเรียนไทย และโอกาสในการดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาไทย

ในด้านการไปศึกษาต่อต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดจาก Acumen ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีนักเรียนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศประมาณ ๓๒,๐๐๐ คนในปีการศึกษา ๒๐๒๑/๒๒ ซึ่งเมื่อเทียบกับเวียดนามที่มี ๑๓๒,๐๐๐ คน และอินโดนีเซียกับมาเลเซียที่มีประเทศละกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ก็ถือว่าน้อยกว่ามาก (ICEF Monitor) ตัวชี้วัดอื่น ๆ ยังระบุว่าในปี ๒๐๒๓ จำนวนนักเรียนไทยยังคงอยู่ในช่วง ๒๘,๐๐๐–๓๒,๐๐๐ คน ขึ้นอยู่กับวิธีการนับ (Education Fair; US Trade.gov) เดิมทีครอบครัวไทยนิยมปลายทางที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย แต่เมื่อสถาบันชั้นนำในเอเชียมีอันดับที่ดีขึ้นและเสนอเส้นทางการทำงานหลังเรียนจบที่ชัดเจน ทางเลือกในภูมิภาคจึงเริ่มน่าสนใจมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “หน้าต่างหางาน ๓ ปี” ของเกาหลีใต้ และ “ทางเชื่อมสู่อุตสาหกรรม” ของไต้หวัน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งในเรื่องผลตอบแทนการลงทุนและความใกล้บ้าน (MOE Korea; Taiwan News)

สำหรับด้านการรับนักศึกษาต่างชาติ สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยก็กำลังก้าวขึ้นมาเป็นปลายทางที่น่าสนใจเช่นกัน จำนวนนักศึกษาจีนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่าตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แตะมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คนในปี ๒๐๒๔ และงานวิจัยยังชี้ว่าเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษามีอัตราการเติบโตสูงในช่วงปี ๒๐๒๑–๒๐๒๓ (ICEF Monitor; Taylor & Francis) แรงขับเคลื่อนนี้สะท้อนว่าประเทศไทย—ด้วยหลักสูตรนานาชาติที่มีคุณภาพและค่าครองชีพที่แข่งขันได้—มีศักยภาพที่จะเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน” โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการต่อยอดการทำงานหรือศึกษาต่อในภูมิภาคเอเชีย

นอกจากนี้ ยังมี “ทางเลือกที่สาม” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับครอบครัวไทย นั่นคือ การศึกษาข้ามพรมแดน (TNE - Transnational Education) ที่เปิดสอนภายในประเทศ รายงานแนวโน้มของ Acumen พบว่า รูปแบบ TNE กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะในเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งมีตั้งแต่การจัดตั้งวิทยาเขตย่อยของมหาวิทยาลัยต่างชาติ ไปจนถึงหลักสูตรร่วม/แฟรนไชส์ และโมเดล “วิทยาเขตในวิทยาเขต” มหาวิทยาลัยจากออสเตรเลียเร่งขยาย TNE และการให้ “ไมโครเครดิตเชียล” ในอาเซียน แนวโน้มนี้มีโอกาสที่จะขยายตัวในประเทศไทยเช่นกัน เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่น สามารถควบคุมงบประมาณได้ และยังมอบโอกาสให้นักศึกษาได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นระยะเวลา ๑ ภาคเรียนหรือในปีสุดท้าย (ICEF Monitor) สำหรับครอบครัวไทย TNE ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่ยังคงได้รับการรับรองปริญญานานาชาติ

หากพิจารณาว่ายุโรปจะแข่งขันเพื่อดึงดูดนักเรียนอาเซียน (รวมถึงนักเรียนไทย) ได้อย่างไร ต้องพิจารณาทั้งในแง่ของ “การลงทุนทางการเงิน” และ “การสื่อสาร” หลายประเทศในยุโรปที่เรียกเก็บค่าเล่าเรียนจากนักศึกษาต่างชาติในอัตราที่แตกต่างจากพลเมืองของตนเอง มีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านงบประมาณ ตามบทสรุปของ DW จากรายงานการเงินของมหาวิทยาลัยยุโรปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การทำตลาดเชิงรุกเริ่มปรากฏชัดเจนในภูมิภาคอาเซียน ตั้งแต่การเปิดตัวรถบัสอาชีพของเยอรมนีในเวียดนาม กิจกรรมของ Campus France ไปจนถึงการเสนอทุนการศึกษาใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม “ประสบการณ์ด้านวีซ่า” เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ขั้นตอนเอกสารมีความยุ่งยากซับซ้อนอาจทำให้ยุโรปเสียเปรียบ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่สื่อสารเรื่องโอกาสการทำงานหลังเรียนจบได้อย่างชัดเจน

ในเชิงของภาพลักษณ์ อันดับและความมีชื่อเสียงของสถาบันกำลังปรับสมดุล โดยสถาบันจากเอเชียตะวันออกติดอันดับต้น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด DW อ้างอิงจาก QS ในปี ๒๐๒๔ ระบุว่ามีมหาวิทยาลัยในเอเชียตะวันออกถึง ๒๓ แห่งที่ติดอันดับ Top 100 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๕ จากปี ๒๐๑๕ —สิ่งนี้ยิ่งเสริมความมั่นใจให้กับครอบครัวในภูมิภาคในการเลือกให้บุตรหลานศึกษาต่อใกล้บ้าน

ประโยชน์ที่นักเรียนไทยจะได้รับจากการแข่งขันครั้งนี้ในเชิงปฏิบัติมีดังนี้:

  • ทุนและค่าธรรมเนียมที่ยืดหยุ่นขึ้น: นโยบายการปรับตัวของนอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ยุโรปกำลัง “ทบทวนราคาและกฎเกณฑ์” เพื่อต้อนรับนักศึกษาต่างชาติให้มากขึ้น (DW) ส่วนโครงการ “Choose Europe” ของสหภาพยุโรปก็สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะลงทุนระยะยาวในสายงานวิจัย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกและหลังปริญญาเอก (European Commission)
  • เส้นทางทำงานหลังเรียนจบที่ชัดเจนในเอเชีย: แผนของญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะคงนักศึกษาต่างชาติให้ทำงานต่อในประเทศถึงร้อยละ ๖๐ ขณะที่เกาหลีใต้ก็ออกแบบ “หน้าต่างหางาน ๓ ปี” เพื่อเปลี่ยนนักเรียนให้กลายเป็นแรงงานทักษะ (University World News; ICEF Monitor)
  • ตัวเลือกใกล้บ้านผ่าน TNE: การได้รับปริญญานานาชาติในภูมิภาคอาเซียน ข้อตกลงการเรียนต่อ และไมโครเครดิตเชียล เปิดทางให้นักศึกษา “ก้าวไปทีละขั้น” ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงิน และเหมาะสำหรับครอบครัวไทยที่วางแผนอย่างรอบคอบในระยะยาว (ICEF Monitor)

หัวใจสำคัญของการตัดสินใจในปัจจุบันคือเรื่องของ “ความคุ้มค่า” เมื่อค่าครองชีพและอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ต้นทุนรวมทั้งหมดจึงมีความสำคัญมากกว่าเดิม ทั้งในส่วนของค่าเล่าเรียน ที่พัก ชั่วโมงการทำงานพาร์ตไทม์ และโอกาสในการฝึกงานหรือทำงานหลังสำเร็จการศึกษา British Council สังเกตเห็นว่านักเรียนจากเอเชียตะวันออกจำนวนมากขึ้นกำลังย้ายจากปลายทางฝั่งตะวันตกมายังภูมิภาคใกล้บ้าน เนื่องจากสามารถบรรลุเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า (British Council) สำหรับประเทศไทย บทบาทของตัวแทนแนะแนวการศึกษายังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถให้คำปรึกษาส่วนบุคคลและช่วยจัดการเอกสารที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ICEF Monitor)

ในเชิงวัฒนธรรม ครอบครัวไทยให้ความสำคัญกับเส้นทางที่ “เป็นรูปธรรม” เช่น งานที่มั่นคง วุฒิการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับ และระบบสนับสนุนที่เอื้ออำนวย จึงไม่น่าแปลกใจที่สิทธิในการทำงานหลังเรียนจบและโอกาสในการฝึกงานมีความสำคัญมากกว่าความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของอันดับมหาวิทยาลัย และนี่คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่า เหตุใดหลักสูตรนานาชาติในเอเชียที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านจึงได้รับความสนใจ เนื่องจากสามารถเดินทางกลับบ้านได้บ่อยครั้งและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่ายกว่า

ข้อมูลสนับสนุนต่าง ๆ ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจน: ทั่วโลกมีนักศึกษาต่างชาติประมาณ ๖.๙ ล้านคนในปี ๒๐๒๒ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ ๓ เท่าจากปี ๒๐๐๒ (Migration Data Portal) ในสหภาพยุโรป มีนักศึกษาต่างชาติรวม ๑.๖๖ ล้านคนในปี ๒๐๒๒ และ ๑.๗๖ ล้านคนในปี ๒๐๒๓ (Euronews; Eurostat) ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกกำลังเพิ่มขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง: เกาหลีใต้กำลังผลักดันโครงการ Study Korea 300K ญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายไว้ที่ ๔๐๐,๐๐๐ คนพร้อมนโยบายรักษาบัณฑิตให้ทำงานในประเทศ ไต้หวันรับปีละ ๒๕,๐๐๐ คนและเชื่อมโยงกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม ทุกนโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานทักษะ ซึ่งสอดรับกับสายอาชีพที่นักเรียนไทยให้ความสนใจ เช่น เทคโนโลยี สุขภาพ โลจิสติกส์ และการผลิตขั้นสูง—ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Thailand 4.0

แนวโน้ม “ใกล้บ้านที่สุด” ไม่ได้ลดทอนเสน่ห์ของการศึกษาจากโลกตะวันตก แต่กลับทำให้ทางเลือกมีความหลากหลายมากขึ้น การที่ออสเตรเลียเพิ่มเพดานการรับนักศึกษาและให้ความสำคัญกับนักศึกษาจากอาเซียน สะท้อนถึงความต้องการที่จะกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดจีน–อินเดีย และมองเห็นศักยภาพด้านกำลังซื้อและทักษะภาษาอังกฤษของพลเมืองอาเซียน (Reuters) สำหรับนักเรียนไทย ออสเตรเลียยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ ด้วยเครือข่ายคนไทยที่มีอยู่ สิทธิในการทำงานที่ชัดเจน และความใกล้บ้าน ส่วนสหราชอาณาจักรก็มีแนวโน้มที่จะเร่งรับนักศึกษาและสร้างความร่วมมือในอาเซียน แต่หากมีการเข้มงวดสิทธิการทำงานหลังเรียนจบมากขึ้น ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้ —ผู้สมัครชาวไทยจึงควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการอย่างใกล้ชิด

อีกประเด็นหนึ่งที่มักไม่ค่อยถูกกล่าวถึงคือ “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายของนักศึกษา ความผันผวนด้านงบประมาณในสหรัฐอเมริกา และกระแสข่าวเรื่องการเพิกถอนวีซ่านักศึกษาต่างชาติจำนวนมาก—ซึ่งเป็นข่าวที่สื่อรายงานอย่างแพร่หลาย แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ—สิ่งเหล่านี้สร้างความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในสายตาของครอบครัวที่พิจารณาสหรัฐอเมริกาเป็นปลายทาง (CNN; NYT) ฝั่งยุโรปจึงวางตำแหน่งโครงการ “Choose Europe” ให้เป็นภาพลักษณ์ของปลายทางที่มั่นคง เปิดกว้างสำหรับนักวิจัยและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (European Commission) ขณะที่ระบบการศึกษาในเอเชียวางกลยุทธ์ตรงกันข้าม —คือเสนอการศึกษาที่แข่งขันได้ในระดับโลก โดยปราศจากประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อนและมีต้นทุนไม่สูง พร้อมทั้งมีเส้นทางสู่การทำงานจริง

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สำหรับสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย อาจประกอบด้วย ๔ เรื่องหลัก ดังนี้

  • สร้างทางเลือก TNE ในประเทศ: พัฒนาหลักสูตรร่วม เส้นทาง ๒+๒ และการให้ไมโครเครดิตเชียลร่วมกับสถาบันพันธมิตรชั้นนำในเอเชียและยุโรป เพื่อตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ต้องการวุฒิการศึกษานานาชาติแต่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ หลักฐานจากเวียดนามและมาเลเซียชี้ให้เห็นว่ารูปแบบ “เรียนในประเทศ–ไปต่อบางส่วน” ได้กลายเป็นช่องทางการรับสมัครนักศึกษาที่สำคัญในอาเซียน (ICEF Monitor)
  • ลงทุนพัฒนาบริการสำหรับนักศึกษาต่างชาติขาเข้า: เมื่อจำนวนนักศึกษาเอเชีย (โดยเฉพาะจีน) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น คุณภาพของบริการคือหัวใจสำคัญ ทั้งการช่วยเหลือด้านวีซ่า การเสริมสร้างทักษะภาษา และการแนะแนวอาชีพ เพื่อให้ไทยสามารถยืนหยัดเป็นปลายทางทางเลือกได้อย่างแท้จริง (ICEF Monitor)
  • ปรับปรุงหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการแรงงานในภูมิภาค: การสร้างความร่วมมือที่มีการฝึกงานและโครงการร่วมกับผู้ประกอบการ—โดยเฉพาะในสาขาที่ภูมิภาคอาเซียนให้ความสำคัญ—จะดึงดูดทั้งนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ กลยุทธ์ของเกาหลีใต้และไต้หวันแสดงให้เห็นว่า “สิทธิในการทำงานที่ผูกกับอุตสาหกรรม” สามารถปลดล็อกความต้องการนักศึกษาได้จริง (MOE Korea; Taiwan News)
  • อำนวยความสะดวกด้านวีซ่าขาเข้าและการรับรองวุฒิการศึกษา: ปัญหาด้านเอกสารในยุโรปเป็นบทเรียนที่ชัดเจน ประเทศไทยควรทำให้ขั้นตอนการขอวีซ่าและการรับรองคุณวุฒิสำหรับนักศึกษาต่างชาติ “ชัดเจน รวดเร็ว และคาดการณ์ได้” เพื่อรักษาระดับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง (DW)

บริบทเฉพาะของประเทศไทยเองก็มีส่วนสำคัญ “นักเรียนนานาชาติ” ในโรงเรียนสองภาษา/นานาชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนผู้สมัครเรียนต่อต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น Acumen ประเมินว่าจำนวนนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แตะ ๖๐๐,๐๐๐ คนในปี ๒๐๒๒ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ ๒๕% จากปี ๒๐๑๗ สะท้อนความพร้อมในการลงทุนด้านการศึกษาตั้งแต่ต้นของครอบครัวไทย (ICEF Monitor) นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยยังให้ความสำคัญกับ “คนกลางที่เชื่อถือได้” เช่น ตัวแทนแนะแนวการศึกษา ศิษย์เก่า และครูแนะแนว จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าทีมรับสมัครและบริการนักศึกษาที่มีตัวตนในประเทศไทยมักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้การตลาดออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ต่อจากนี้ คาดว่าการแข่งขันเพื่อดึงดูดนักเรียนจากภูมิภาคอาเซียนจะยิ่งเข้มข้นขึ้น ออสเตรเลียได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้าน “ความรวดเร็วและบริการ” ด้วยการเพิ่มเพดานการรับและให้ความสำคัญกับนักศึกษาอาเซียน สหภาพยุโรปน่าจะทดลองเพิ่มทุนการศึกษาและอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า โดยเฉพาะในประเทศที่ขาดแคลนแรงงานทักษะ ขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน จะยังคงเชื่อมโยง “ข้อเสนอการเรียน” เข้ากับ “โอกาสการทำงาน” อย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนย้ายนักศึกษาภายในภูมิภาคและรูปแบบ TNE ก็จะเติบโตต่อไป —สำหรับนักเรียนไทย ตัวเลือกมาตรฐานอาจเปลี่ยนไปเป็นการ “เรียนปริญญาในเอเชีย ควบคู่กับการแลกเปลี่ยน ๑ ภาคเรียนในยุโรป/อเมริกาเหนือ” แทนการย้ายไปศึกษาเต็มหลักสูตร ๓ ปี

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเรียนไทยใน “ตลาดที่ผู้เรียนได้เปรียบ” ในเวลานี้ มีดังนี้

  • เปรียบเทียบ “ความคุ้มค่าโดยรวม” ไม่ใช่เพียงแค่ลำดับการจัดอันดับ: พิจารณาทั้งค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ ชั่วโมงการทำงานพาร์ตไทม์ โอกาสในการฝึกงาน และสิทธิในการทำงานหลังสำเร็จการศึกษา สำหรับฝั่งยุโรป ควรพิจารณานโยบายของประเทศและระบบการวิจัยโดยรวมผ่านพอร์ทัล Choose Europe (European Commission) ส่วนฝั่งเอเชีย ให้ดูนโยบายการรักษาบัณฑิตไว้ทำงานและสิทธิในการทำงานของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นหลัก (University World News; MOE Korea)
  • มุ่งเป้าหมายไปยังประเทศที่ “มีทุน–เป็นมิตรกับวีซ่า”: ศึกษาข้อมูลทุน DAAD และโอกาสการฝึกอาชีพแบบ Ausbildung ของเยอรมนี (DAAD) รวมถึงโอกาสจาก Campus France (VAST/USTH event) ทุน MEXT/JASSO ของญี่ปุ่น (ตรวจสอบผ่านช่องทางทางการ) ทุน GKS และทุนจากมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้ (MOE Korea) และทุน New Southbound ของไต้หวัน (Taiwan News)
  • เริ่มต้นจาก “ภูมิภาคก่อน หากงบประมาณจำกัด”: พิจารณาโปรแกรม TNE ในประเทศไทย หรือในประเทศอาเซียนใกล้เคียงที่รับประกันการไปศึกษาต่อปีสุดท้าย ณ วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยพันธมิตร—ซึ่งเป็นแนวทางที่เวียดนามและมาเลเซียใช้กันอย่างแพร่หลาย (ICEF Monitor)
  • ใช้ “ภาษา” เป็นตัวเพิ่มโอกาส: การมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน หรือฝรั่งเศส จะช่วยขยายทางเลือกด้านทุนการศึกษา การฝึกงาน และโอกาสการทำงาน นโยบายเช่นการผ่อนปรนเงื่อนไขภาษาของนอร์เวย์สะท้อนว่ากฎเกณฑ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้—แต่ทักษะภาษาทำให้การปรับตัวและโอกาสมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น (DW)
  • เลือกใช้ที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้: เนื่องจากนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควรพึ่งพาตัวแทนแนะแนวที่ได้รับการรับรอง และพอร์ทัลทางการ (DAAD, Campus France, Study in Japan, Study in Korea, Study in Taiwan) พร้อมทั้งตรวจสอบทุกข้อมูลจากเว็บไซต์ของรัฐบาล/สถานเอกอัครราชทูต นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Eurostat และ UNESCO ก็ช่วยให้เห็นแนวโน้มภาพรวมได้ดี (Eurostat; Migration Data Portal)

สำหรับสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ขณะนี้ถือเป็น “ช่วงเวลาสำคัญ” ที่จะขยายจุดแข็งให้สอดรับกับความต้องการของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ การมีหลักสูตรนานาชาติที่มีคุณภาพ ต้นทุนการศึกษาที่คุ้มค่า และความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ของกรุงเทพมหานคร การเลือกใช้แนวทางอย่าง TNE แบบพันธมิตร การจัดสหกิจศึกษาร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการอำนวยความสะดวกในเส้นทาง “เรียนจบ–ทำงานในไทย” สำหรับบัณฑิตต่างชาติ จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาสัดส่วนของผู้เรียนที่เคลื่อนย้ายภายในภูมิภาคไว้ได้ หลักฐานจากการเพิ่มขึ้นของนักศึกษาจีนและการปรากฏในรายงานการรับสมัครนักศึกษานานาชาติ บ่งชี้ว่ากลยุทธ์ “การเป็นศูนย์กลางภูมิภาค” นั้นเป็นไปได้จริง หากมีศักยภาพด้านบริการและนโยบายที่ชัดเจนรองรับ (ICEF Monitor; Taylor & Francis)

สาระสำคัญจากบทสรุปของ DW คือ: “นักศึกษาจากอาเซียนกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูง” สำหรับนักเรียนไทย สิ่งนี้หมายถึงการมีทางเลือกที่มากขึ้น ทุนการศึกษาที่มากขึ้น และเส้นทางสู่อาชีพที่หลากหลาย —หากมีการวางแผนและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ สำหรับสถาบันอุดมศึกษาและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย นี่คือจังหวะที่จะเร่งเสริมจุดแข็ง และแก้ไขจุดอ่อนในเรื่องวีซ่า บริการสำหรับนักศึกษา และการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนผู้ประกอบการ การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็น “อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์” ที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การไหลเวียนของนักศึกษาจากภูมิภาคอาเซียนจะเป็นตัวกำหนดว่า “แหล่งรวมผู้มีความสามารถ” จะกระจุกตัวอยู่ที่ใดในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกและยุโรป ประเทศไทยสามารถกำหนดทิศทางนี้ได้—ทั้งในส่วนของการไปศึกษาต่อต่างประเทศและการดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเข้ามา—หากดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ความมุ่งมั่น และความร่วมมือ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงหลัก: DW: Students from Southeast Asia in demand at universities แหล่งยืนยันเพิ่มเติม: Reuters เรื่องการเพิ่มเพดานของออสเตรเลีย, Asahi เรื่องเป้าหมาย ๔๐๐,๐๐๐ ของญี่ปุ่น, MOE เกาหลี Study Korea 300K, แผนรับปีละ ๒๕,๐๐๐ ของไต้หวัน, Euronews, Eurostat เรื่องสถิตินักศึกษาต่างชาติ, British Council เรื่องเทรนด์เรียนใกล้บ้าน, Office for Students/BBC เรื่องขาดดุลของมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร, DAAD/ACA เรื่องการตัดทุน, Research Professional News เรื่องงบวิจัยของฝรั่งเศส, และ โครงการ Choose Europe ของคณะกรรมาธิการยุโรป สำหรับแนวโน้มในอาเซียนและ TNE สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ ICEF Monitor และตัวอย่างการทำตลาดอย่าง “รถบัสอาชีพ” ของเยอรมนีในเวียดนาม (VietnamPlus)

ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ที่สนใจในประเทศไทย: ควรจับคู่แผนของตนเองกับสนามแข่งขันใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น หากเป็นนักเรียน ควรจัดทำรายการปลายทางในยุโรป ๑ แห่ง และเอเชียตะวันออก ๑ แห่งที่ตรงกับสาขาวิชา งบประมาณ และเป้าหมายการทำงาน พร้อมสมัครทุนการศึกษาอย่างน้อยระบบละ ๒ ทุน และตรวจสอบสิทธิการทำงานหลังเรียนจบก่อนตัดสินใจ หากเป็นผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ควเร่งสร้างพันธมิตร TNE ที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในไทย และยกระดับบริการนักศึกษารองรับผู้เรียนอาเซียนขาเข้าเพิ่มอย่างน้อย ๒๐๐ คนภายในรอบการรับสมัครถัดไป โอกาสมาถึงแล้ว—ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะ “เปิดประตูให้กว้างขึ้น”