ช่วงนี้มีงานวิจัยและบทความทางสังคมหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างน่าสนใจ ระหว่างวิธีคิดและพฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มชนชั้นกลางกับคนที่รวยจริง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการไต่เต้าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ทางสังคม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นได้ง่ายๆ ว่า ชนชั้นกลางมักนิยมซื้อของแพงเพื่อแสดงออกถึงฐานะที่มั่นคง ขณะที่กลุ่มคนรวยที่แท้จริงกลับเลือกใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่เน้นการอวดรวย และให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินระยะยาวมากกว่า บทความ “5 สิ่งที่ชนชั้นกลางซื้อเพื่อดูรวย (ซึ่งคนรวยจริงไม่สนใจ)” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร VegOut ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ได้นำเสนอประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจน และกำลังจุดประกายให้เกิดบทสนทนาข้ามวัฒนธรรมเกี่ยวกับฐานะทางสังคม สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ และพฤติกรรมการเงินในปัจจุบัน (vegoutmag.com)

ทำไมคนไทยจำนวนไม่น้อยจึงตกอยู่ในวังวนนี้

วัฒนธรรมการแสดงออกให้ดูดีและ “รักษาหน้า” ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งส่งผลต่อการเลือกสรรข้าวของเครื่องใช้ ตั้งแต่บ้าน รถยนต์ เสื้อผ้า ไปจนถึงกิจกรรมยามว่างในวันหยุด แม้ว่าฐานะทางเศรษฐกิจจะเติบโต แต่ก็มาพร้อมกับความไม่แน่นอนทางการเงิน ทำให้หลายครอบครัวรู้สึก “จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์” แม้จะต้องกัดฟันจ่ายหรือลงทุนเกินตัวก็ตาม

บทความจาก VegOut สรุปพฤติกรรมการใช้จ่ายยอดนิยมของชนชั้นกลางที่มักหวังจะดูร่ำรวยไว้ดังนี้

1) การซื้อรถยนต์หรูแบรนด์ดัง 2) การสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่มีโลโก้เด่นชัด 3) การซื้อบ้านหลังใหญ่ในย่านหรูหรา 4) การซื้อหรือผ่อนนาฬิกาหรูราคาแพง 5) การใช้จ่ายไปกับตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสหรือทริปท่องเที่ยวสุดหรู (ซึ่งมักเป็นการรูดบัตรเครดิตหรือผ่อนชำระ) สินค้าและบริการเหล่านี้เปรียบเสมือน “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ” ในสายตาคนรอบข้าง ทว่าข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกลับชี้ชัดว่า กลุ่มคนรวยระดับเศรษฐีตัวจริงมักไม่นิยมอวดข้าวของเหล่านี้เลย

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือกระแสความนิยมรถยนต์หรูในประเทศไทย โดยเฉพาะแบรนด์ BMW, Mercedes-Benz, Audi ซึ่งพบเห็นได้บ่อยทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ แม้ในบางย่านที่ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนยังต่ำกว่าค่างวดรถยนต์ด้วยซ้ำไป สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนสอดคล้องกับข้อมูลจาก Experian Automotive ของสหรัฐอเมริกา ที่เผยว่าครอบครัวที่มีรายได้สูงในอเมริกา (เกิน 8,750,000 บาทต่อปี) ส่วนใหญ่มักเลือกรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นหรืออเมริกัน เช่น Honda, Toyota, Ford มากกว่ารถยนต์หรู ขณะที่งานวิจัยจากนักวิจัยด้านเศรษฐีในอเมริกา ระบุว่า ร้อยละ 55 ของกลุ่มเศรษฐีเลือกซื้อรถยนต์มือสอง เนื่องจากมองว่ารถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินที่มีแต่ค่าเสื่อมราคา ไม่ใช่การลงทุน

ในแวดวงแฟชั่น ก็พบแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน เสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรูที่มีโลโก้โดดเด่นมักเป็นที่นิยมของกลุ่มคนเมืองและชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ในประเทศไทย การเดินในศูนย์การค้าสยามพารากอนหรือเอ็มควอเทียร์ จะเห็นแฟชั่นที่เน้นการอวดฐานะได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศมองว่า แบรนด์ที่ “แสดงออกมากเกินไป” มักจะลดทอนความน่าเชื่อถือหรือคุณค่าของแบรนด์ลงไปเอง ในขณะที่คนมีฐานะที่แท้จริงมักให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานฝีมือและการตัดเย็บที่ประณีต มากกว่าชื่อยี่ห้อที่ติดเด่นชัด

บ้าน: ความฝันที่อาจกลายเป็นภาระ

ในประเทศไทย การขยับขยายไปสู่การมีบ้านหลังใหญ่ในย่านสุดพรีเมียม (เช่น เอกมัยหรือทองหล่อ) ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเจริญก้าวหน้า” อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจากนักวิจัยดังกล่าวพบว่า เศรษฐีเกินครึ่ง (ร้อยละ 64) นิยามบ้านของตนเองว่า “เรียบง่าย” เพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาระหนี้สินบ้าน และสามารถเก็บเงินไปลงทุนได้มากขึ้น ทิศทางนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เตือนว่า หากสัดส่วนเงินผ่อนบ้านสูงเกินไป จะกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินของครอบครัวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้กลับไม่เพิ่มตาม (รายงานภาวะตลาดที่อยู่อาศัย ธปท. 2567)

สำหรับนาฬิกาและเครื่องประดับก็เช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมไทยเชื้อสายจีนที่นิยมสะสมทองคำหรือนาฬิกาทั้งเพื่อการแสดงฐานะและเพื่อใช้เป็นเงินออม บทความใน VegOut ระบุว่า ผู้ที่ทำงานสายวิชาชีพในต่างประเทศก็มักซื้อของเหล่านี้มาเพื่อแสดงออกถึงความสำเร็จเช่นกัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย ทว่าหากพิจารณากลุ่มมหาเศรษฐีหรือครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ที่แท้จริงในประเทศไทย มักจะเลือกใช้นาฬิกาที่เรียบง่ายและไม่ค่อยแสดงออกถึงความร่ำรวย

กระแสการท่องเที่ยวสุดหรูโดดเด่นอย่างชัดเจนในยุคโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่การโพสต์ภาพขณะนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส พักรีสอร์ตหรูที่มัลดีฟส์ หรือชมดอกซากุระบานที่ญี่ปุ่น ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าคนไทยมีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศ (เมื่อเทียบกับรายได้) สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยส่วนใหญ่มักใช้บัตรเครดิตหรือผ่อนชำระเป็นงวด (TAT Tourism Market Insights, 2024) ขณะที่กลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวยที่แท้จริง ทั้งในประเทศไทยและประเทศตะวันตก กลับนิยมเดินทางอย่างเรียบง่าย เน้นความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าการแสดงภาพลักษณ์ที่หรูหรา

ทำไมถึงเกิดช่องว่างนี้?

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมให้เหตุผลว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อโอ้อวดในหมู่ชนชั้นกลาง มักเกิดจากความไม่มั่นคงทางสถานะและแรงปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับ กลยุทธ์ในการสร้างความมั่งคั่งของคนรวยที่แท้จริงคือ “การใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ที่หามาได้ การลงทุนในทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่ม และการให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว” ซึ่งเป็นแนวทางที่สวนทางกับวัฒนธรรมการอวดรวยที่ทำให้ชนชั้นกลางเสี่ยงต่อการเป็นหนี้สิน บทความจาก VegOut อธิบายไว้ว่า “เมื่อคนรวยที่แท้จริงออกเดินทางท่องเที่ยว พวกเขาจะใช้เงินที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การนำอนาคตทางการเงินไปแลกกับช่วงเวลา ‘แกล้งรวย’ สั้นๆ”

บริบทของสังคมไทยยิ่งตอกย้ำปรากฏการณ์นี้ให้ชัดเจนขึ้น การ “รักษาหน้า” (การไม่ยอมน้อยหน้าใคร) และ “เข้าใจ” (ความต้องการให้สังคมยอมรับ) ถือเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่ฝังลึก นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์ฯ อธิบายว่า “นิสัยการใช้จ่ายเพื่อโอ้อวดในสังคมไทย มักคำนึงถึงเกียรติยศในสายเครือญาติ การเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน และความน่าเชื่อถือในการทำข้อตกลงทางธุรกิจ” ส่งผลให้แรงจูงใจในการแสดงสถานะทางสังคมมีอิทธิพลอย่างมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศไทยตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ยังทำให้เกิดกระแสการไต่เต้าทางสังคมและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว (World Bank Thailand Economic Monitor, 2024) คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีโอกาสที่จะ “ยกระดับ” ทางภาพลักษณ์ได้ง่ายขึ้น แต่พวกเขามักขาดภูมิคุ้มกันและทักษะในการจัดการทางการเงินที่แท้จริง ดังที่ผู้เขียนหนังสือ “The Millionaire Next Door” ได้เคยเตือนไว้ว่า ชนชั้นกลางมักจะเน้นการแสดงฐานะมากกว่าการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศยังชี้ให้เห็นว่า ความต้องการที่จะ “ดูร่ำรวย” นั้นมักจะดึงเม็ดเงินไปจากการลงทุนและการเพิ่มพูนศักยภาพชีวิต บทความ VegOut ได้ทิ้งท้ายคำแนะนำไว้อย่างน่าคิดว่า “สิ่งที่ล้ำค่าอย่างแท้จริงคือความมั่นใจที่มาพร้อมกับความเงียบงัน ไม่ใช่การโอ้อวดข้าวของ คนที่มั่นคงทางการเงินที่สุดมักจะดูไม่ออกเลยว่าพวกเขาร่ำรวย… ความหรูหราที่สุดคือการมีทางเลือกในชีวิต ไม่ใช่เพียงโลโก้ของแบรนด์”

แนวโน้มคนรุ่นใหม่: เปลี่ยนมุมมองต่อสถานะ

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณที่ดีทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก ที่คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ความเรียบง่าย และความรู้ทางการเงินที่แท้จริง แทนที่จะวิ่งตามวัตถุหรือการแสดงฐานะ ที่ปรึกษาอาวุโสจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า “ในช่วงนี้ กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในเขตเมืองเริ่มให้ความสนใจกับการรวมกลุ่มเพื่อการลงทุน คอร์สวางแผนการเงิน และการสะสมทรัพย์สินอย่างจริงจังมากขึ้น” หากกระแสนี้ยังคงดำเนินต่อไป อาจช่วยให้ครอบครัวชาวไทยสามารถรับมือกับความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ข้อคิดสำหรับผู้อ่านไทย

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้อ่านชาวไทย สิ่งสำคัญคือการตั้งสติให้ดีก่อนตัดสินใจซื้ออะไรเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ลองใคร่ครวญดูว่าสิ่งของชิ้นนี้จะเพิ่ม “คุณค่า” ให้กับชีวิตอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ซื้อเพราะหวังให้คนอื่นเห็นเท่านั้น หากเลือกที่จะลงทุนในทรัพย์สินที่งอกเงย หรือเน้นการสร้างความมั่นใจในตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความยั่งยืนมากกว่าการซื้อเพื่อโอ้อวด เพียงเพื่อให้ดูเหมือนร่ำรวย

สามารถอ่านบทความต้นฉบับเกี่ยวกับจิตวิทยาความมั่งคั่งและผลกระทบในสังคมไทยเพิ่มเติมได้จาก vegoutmag.com, รายงานเศรษฐกิจประเทศไทยจากธนาคารโลก (World Bank Thailand Economic Monitor, 2024) และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย (รายงานตลาดที่อยู่อาศัย ธปท. 2567)