ระยะหลังมานี้ งานวิจัยด้านสุขภาพจิตหลายชิ้นต่างสนับสนุนแนวคิดที่นักจิตวิทยาแนะนำว่า การ “รู้สึกขอบคุณ” ต่อช่วงเวลาดีๆ ที่เคยมีร่วมกันในความสัมพันธ์ เป็นกุญแจสำคัญในการเยียวยาใจหลังการเลิกราที่ได้ผลอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับการสูญเสียความรักครั้งสำคัญ แนวคิดนี้ซึ่งริเริ่มโดยบุคคลผู้มีบทบาทโดดเด่นในการรณรงค์ด้านสุขภาพจิต ได้จุดประกายให้เกิดวงสนทนาในหมู่นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ทั่วโลก และยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย โดยเฉพาะกับผู้ที่กำลังเผชิญความเจ็บปวดจากการถูกทิ้งหรือการยุติความสัมพันธ์

การเลิกรานำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความวิตกกังวล หรือแม้แต่การตั้งคำถามกับคุณค่าในตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยที่ “ครอบครัว” และ “ชุมชน” ยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อชีวิตส่วนตัว การหาวิธีรับมือกับอาการอกหักอย่างสร้างสรรค์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้น ท่ามกลางค่านิยมด้านความรักที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน คำแนะนำที่ให้มุ่งเน้นไปที่สิ่งดีๆ ที่เคยเกิดขึ้น แทนที่จะจมปลักอยู่กับอดีต หรือเสียใจกับสิ่งที่จบลงไปนั้น สอดคล้องกับผลการวิจัยทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีข้อมูลจากวารสาร Journal of Positive Psychology ระบุว่า ผู้ที่ฝึกฝนการขอบคุณเรื่องราวดีๆ ในอดีต และหวนรำลึกถึงช่วงเวลาอันงดงามที่เคยมีกับคนรัก มักจะฟื้นตัวจากอาการอกหักได้เร็วกว่า และสามารถจัดการกับอารมณ์ด้านลบได้ดียิ่งขึ้น (pubmed.ncbi.nlm.nih.gov)

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยายังอธิบายเพิ่มเติมว่า การ “รู้สึกขอบคุณ” ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด หากแต่เป็นการปรับมุมมองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อมองเห็นคุณค่าทั้งความสุขและบทเรียนที่ได้รับจากความสัมพันธ์นั้น นักจิตวิทยาคลินิกมักแนะนำให้ผู้ที่เพิ่งผ่านการยุติความสัมพันธ์ได้ลองเขียนบันทึกประจำวัน สำรวจบทเรียนที่ได้จากความรักครั้งนี้ หรือระบายความรู้สึกกับเพื่อนสนิทที่ไว้ใจ การฝึกฝนเหล่านี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่คนไทย เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดทางพุทธศาสนาเรื่อง “สติ” และ “ความสงบเย็นของจิตใจ” ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการรับมือกับความทุกข์

“การรู้สึกขอบคุณช่วยให้การปิดฉากความสัมพันธ์เป็นไปในทางที่ดีต่อสุขภาพใจ พร้อมทั้งวางรากฐานที่ดีสำหรับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ในอนาคต” ผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในโรงพยาบาลนานาชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า “เมื่อให้ความสำคัญกับความทรงจำดีๆ ในมุมขอบคุณ ลูกค้ามักมีภาวะครุ่นคิดหมกมุ่นน้อยลง และลดอาการซึมเศร้าได้มาก”

วงการสุขภาพจิตในประเทศไทยยังได้นำแนวปฏิบัติที่เน้น “การขอบคุณ” นี้ไปประยุกต์ใช้ในการบริการให้คำปรึกษามากยิ่งขึ้น โดยมีการผสมผสานหลักธรรมในพุทธศาสนาเรื่อง “การปล่อยวาง” เข้ากับเทคนิคทางจิตวิทยาแบบตะวันตก นักสังคมสงเคราะห์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เชียงใหม่กล่าวเสริมว่า “เราส่งเสริมให้เยาวชนไทยไม่เพียงแต่จมอยู่กับความเศร้าเสียใจ แต่ยังมองเห็นคุณค่าจากประสบการณ์ความรักที่ได้ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมไทยในเรื่องของการให้อภัยและการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า”

สังคมไทยในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากค่านิยมความรักสมัยใหม่ อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปจากครอบครัว ทำให้ปัญหาอกหักมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แนวคิดเรื่อง “การสนุกกับชีวิต” หรือการแสวงหาความสุขแม้ในช่วงเวลาของการสูญเสีย กลายเป็นสิ่งที่คนไทยหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้น ไม่จำกัดเพียงแค่ในห้องเรียนสุขภาพจิตระดับมหาวิทยาลัย หรือในแอปพลิเคชันส่งเสริมสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายในวงสนทนาออนไลน์อย่างกว้างขวาง

ในขณะเดียวกัน ผลงานวิจัยชี้ว่า การนำ “ข้อขอบคุณ” มาใช้ในการปิดฉากความสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับคู่รัก เพื่อน การเปลี่ยนแปลงหน้าที่การงาน หรือแม้แต่ความขัดแย้งในครอบครัว สามารถช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางอารมณ์ให้กับคนไทยทุกเพศทุกวัยได้ นักวิชาการด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กำลังศึกษาผลของการฝึก “การขอบคุณ” ต่อกระบวนการเยียวยาจิตใจหลังการเลิกราในกลุ่มนิสิตนักศึกษา และพบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถเห็นคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับคำแนะนำดังกล่าว

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความเจ็บปวดจากการเลิกรา ผู้เชี่ยวชาญทั้งในระดับสากลและในประเทศ ร่วมแนะนำแนวทางปฏิบัติง่ายๆ เพื่อเยียวยาจิตใจ ดังนี้ ทบทวนช่วงเวลาดีๆ ที่เคยมีในความสัมพันธ์ เขียนจดหมายขอบคุณ (แม้จะไม่จำเป็นต้องส่งจริง) ฝึกสติด้วยหลักปฏิบัติแบบไทย และค้นหาช่องทางขอรับความช่วยเหลือ เช่น สายด่วน Samaritans of Thailand หรือศูนย์ให้คำปรึกษาภายในมหาวิทยาลัยต่างๆ การน้อมรับความรู้สึกขอบคุณ จะช่วยให้สามารถเผชิญกับความเศร้าได้อย่างมีสติ พร้อมยอมรับการเติบโตภายใน และก้าวเดินสู่ชีวิตบทใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง

แหล่งข้อมูลสำหรับรายงานฉบับนี้ ได้แก่ LaGrada Online, งานวิจัยบทความใน Journal of Positive Psychology, และคำให้สัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิตในไทยหลายแห่ง