อัมพสักขรเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๔. มหาวรรค
หมวดใหญ่
๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ
เรื่องเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีกับเปรตเปลือย
[๕๑๗] ชาวเมืองวัชชีมีนครนามว่าไพสาลี ในนครไพสาลีนั้น มีกษัตริย์ลิจฉวี พระนามว่าอัมพสักขระ (เจ้าลิจฉวีองค์นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ นับถือลัทธินัตถิกวาทว่า ‘ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ทำดีทำชั่วไม่มีผล’) ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงได้ตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า
[๕๑๘] บุคคลที่ถูกเสียบอยู่บนปลายหลาวนี้ ไม่มีการนอน การนั่ง การเดินไปเดินมา และการลิ้ม การดื่ม การเคี้ยวกิน การนุ่งห่มผ้า แม้หญิงบำเรอของเขาก็ไม่มี
[๕๑๙] ชนเหล่าใดเป็นญาติ เป็นมิตรสหายซึ่งเคยเห็นหรือเคยได้ยินกันมา เคยเอ็นดูกันมาในกาลก่อนของผู้นี้ เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียนเขาก็ไม่ได้ เพราะว่าผู้นี้มีสภาพที่ชนนั้นสละแล้ว
[๕๒๐] ผู้ที่ตายแล้วย่อมไม่มีมิตรสหาย พวกมิตรสหายทราบถึงความขาดแคลนจึงพากันละทิ้ง และเห็นประโยชน์จึงพากันห้อมล้อม ส่วนผู้ที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติย่อมมีมิตรสหายมากมาย
[๕๒๑] ชีวิตของบุรุษที่เสื่อมจากเครื่องอุปโภคและบริโภคทุกอย่างฝืดเคือง ถูกหลาวเสียบตัว มีร่างกายเปื้อนเลือด จักดับในวันนี้ หรือในวันพรุ่งนี้เป็นแน่ ดุจหยาดน้ำค้างซึ่งติดอยู่บนปลายหญ้า
[๕๒๒] ยักษ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกับบุรุษผู้ได้รับความลำบากอย่างยิ่ง นอนหงายอยู่บนหลาวด้ามไม้สะเดาเช่นนี้ว่า บุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นความประเสริฐ
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๒๓] ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ระลึกได้ว่า ในชาติก่อน บุรุษนี้เป็นญาติสายโลหิตของข้าพระองค์ ก็ข้าพระองค์เห็นแล้ว มีความกรุณาต่อเขาว่า ขอบุรุษผู้เลวทรามนี้อย่าตกนรกเลย
[๕๒๔] ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ตายจากอัตภาพนี้แล้ว จักบังเกิดในนรกซึ่งแน่นขนัดไปด้วยสัตว์ผู้กระทำความชั่วไว้ เป็นนรกร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อน น่ากลัว
[๕๒๕] หลาวนี้แหละยังดีกว่านรกนั้นมากมายหลายส่วน ขอบุรุษนี้อย่าตกนรก ซึ่งมีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อนอย่างน่ากลัว รุนแรงยิ่ง
[๕๒๖] เพราะฟังคำของข้าพระองค์นี้แล้ว บุรุษนี้เป็นประหนึ่งว่า น้อมจิตเข้าไปหาทุกข์ในนรก พึงละบาปเสียได้ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จะไม่พูดในที่ใกล้เขาด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษนี้จงอย่าดับไปเพราะข้าพระองค์แต่ผู้เดียว
(เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงขอโอกาสเพื่อจะตรัสถามความเป็นไปของเปรตนั้นอีก จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า)
[๕๒๗] เรื่องของบุรุษนี้ เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่นบ้าง ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา เราจะถาม และท่านไม่ควรโกรธเรา
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๒๘] ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญญาไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว จะไม่บอกแก่ผู้ที่ไม่เลื่อมใส (แต่บัดนี้)ข้าพระองค์ไม่ประสงค์(จะบอก) (แต่)มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ เพราะเหตุดังว่ามานี้ ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์ ข้าพระองค์จะทูลตอบเท่าที่จะทูลตอบได้
(เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว เจ้าอัมพสักขระลิจฉวีจึงตรัสถามว่า)
[๕๒๙] เราจะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นด้วยตา ถ้าแม้นเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ ก็ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิด ยักษ์
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๓๐] นี้ขอจงเป็นสัจปฏิญญาของพระองค์ต่อข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงฟังธรรมแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใสดีงาม ข้าพระองค์ต้องการทราบ มิได้มีจิตคิดประทุษร้าย จักขอกราบทูลถวายทุกเรื่องที่พระองค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่ได้สดับแล้วบ้าง แด่พระองค์ เท่าที่รู้มา
(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)
[๕๓๑] ท่านขี่ม้าขาวประดับประดาแล้ว เข้าไปใกล้บุรุษที่ถูกเสียบด้วยหลาว ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมอะไร
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๓๒] ที่ท่ามกลางเมืองไพสาลีนั้น มีหลุมที่หนทางลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส จึงใส่หัวโคหัวหนึ่งลงไปในหลุมใช้เป็นสะพาน
[๕๓๓] ข้าพระองค์และบุคคลอื่น เหยียบบนหัวโคนั้นเดินข้ามไปได้ ยานนี้น่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลกรรมนั้น
(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)
[๕๓๔] ท่านมีรัศมีกายสว่างไสวทั่วทุกทิศ และมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ เข้าถึงเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก แต่ยังเปลือยกายอยู่ นี้เป็นผลกรรมอะไร
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๓๕] เมื่อก่อน ข้าพระองค์ไม่เป็นคนมักโกรธ มีจิตผ่องใสเป็นนิตย์ พูดกับคนทั่วไปด้วยวาจาอ่อนหวาน ด้วยผลกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงมีรัศมีกายเป็นทิพย์ สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์
[๕๓๖] ข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียงของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีจิตเลื่อมใส กล่าวสรรเสริญ ด้วยผลกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงมีกลิ่นทิพย์ฟุ้งไปเนืองๆ
[๕๓๗] เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าที่เขาซ่อนไว้บนบก มีความประสงค์จะล้อเล่น แต่ไม่ได้มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย และเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง
(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)
[๕๓๘] ผู้ที่ทำบาปเล่นๆ (โดยเห็นแก่ความสนุก) นักปราชญ์ยังกล่าวว่ามีผลกรรมถึงเพียงนี้ แล้วผู้ที่จงใจทำบาปเล่า นักปราชญ์ได้กล่าวว่าจะมีผลกรรมสักเพียงไหน
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๓๙] มนุษย์ทั้งหลายมีใจดำริชั่วร้าย เป็นผู้เศร้าหมองทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ตายไปจะต้องตกนรกในสัมปรายภพ อย่างไม่ต้องสงสัย
[๕๔๐] ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติ ยินดีให้ทาน เลี้ยงอัตภาพแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพอย่างไม่ต้องสงสัย
(เมื่อเปรตชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระราชาไม่ทรงเชื่อจึงตรัสถามว่า)
[๕๔๑] เราจะพึงรู้เรื่องนั้นโดยไม่ต้องอาศัยบุคคลอื่นอย่างไรว่า นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว เราเห็นอะไรแล้วจึงควรเชื่อ หรือใครบ้างจะพึงช่วยชี้แจงให้เราเชื่อเรื่องนั้นได้
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๔๒] พระองค์ทรงเห็นและทรงสดับมาแล้วก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ไปสู่สุคติหรือทุคติจะพึงมีได้อย่างไรเล่า
[๕๔๓] ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว เหล่าสัตว์ในมนุษยโลกที่จะไปสุคติหรือทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง ก็มีไม่ได้
[๕๔๔] แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก ได้ทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกจึงไปสุคติหรือทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง
[๕๔๕] บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวกรรม อันเป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ไว้ทั้งสองอย่าง เทวดาเหล่านั้นห้อมล้อมเหล่าชนที่ได้รับผลอันเป็นเหตุให้เสวยสุข ส่วนพวกคนพาลมักไม่เห็นกรรมและผลกรรมทั้งสอง จึงถูกกรรมแผดเผาอยู่
[๕๔๖] ข้าพระองค์มิได้มีบุญกรรมที่ทำไว้ด้วยตนเอง ทั้งไม่มีผู้ที่จะพึงถวายผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ข้าวและน้ำ แล้วอุทิศให้ เหตุนั้นข้าพระองค์จึงเป็นเปรตเปลือยกาย มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง
(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)
[๕๔๗] ท่านยักษ์ จะพึงมีเหตุอะไรๆ บ้างหนอ ที่จะทำให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่ม เชิญบอกเราได้ ถ้ามีเหตุ เรารับฟังคำที่มีเหตุควรเชื่อถือได้
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๔๘] เมืองไพสาลีนี้ มีภิกษุนามว่ากัปปิตกะ (เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนอดีตชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ท่านเป็นอุปัชฌาย์ของท่านพระอุบาลีเถระ) สำเร็จฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นแล้ว คุ้มครองอินทรีย์ได้ สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น มีสัมมาทิฏฐิอันสูงสุด
[๕๔๙] เป็นผู้อ่อนโยน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน มาดี ไปดี พูดโต้ตอบได้ดี เป็นเนื้อนาบุญ มีเมตตาจิตเป็นประจำ และเป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
[๕๕๐] สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ หมดทุกข์ หมดตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากกิเลสเป็นเหตุเสียบแทง ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ไม่คด ไม่มีอุปธิ หมดสิ้นกิเลสเป็นเหตุเนิ่นช้า ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความรุ่งเรือง
[๕๕๑] ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ แม้ใครๆ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นปราชญ์ ในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่านว่า ปราชญ์ ส่วนพวกยักษ์และเทวดารู้จักท่านว่า ผู้ไม่หวั่นไหว มีกัลยาณธรรม เที่ยวไปในโลก
[๕๕๒] ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่พระมุนีนั้น ทรงอุทิศส่วนบุญให้ข้าพระองค์ พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น และพระองค์ก็จะทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย
(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสถามว่า)
[๕๕๓] บัดนี้ สมณะนั้นอยู่ที่ไหน เราไปแล้วจักพึงพบเห็นได้ และสมณะนั้น คือใคร จะพึงแก้ไขความสงสัยและความสนเท่ห์ ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นในวันนี้ได้
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๕๔] ท่านนั่งอยู่ที่กปินัจจนานั่น มีเทวดาแวดล้อมเป็นจำนวนมาก เป็นผู้มีเกียรติคุณอันแท้จริง และเป็นผู้ไม่ประมาทในคุณอันอัศจรรย์ของตน กล่าวธรรมีกถา
(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)
[๕๕๕] เราไปแล้วจักทำตามที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ จักให้สมณะนุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง พระมุนีนั้นจะพึงรับคู่ผ้าเหล่านั้น และเราจะพึงเห็นท่านผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๕๖] ข้าแต่เจ้าลิจฉวี ขอประทานวโรกาส ขอพระองค์อย่าได้เสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่สมควร นั่นเป็นธรรมเนียมไม่เหมาะสำหรับพระองค์ และต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีตรัสว่า เราจะเข้าไปพบบรรพชิตผู้นั่งอยู่ในที่ลับ ณ ที่นั้นในเวลาอันสมควร
(พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)
[๕๕๗] ครั้นตรัสแล้วอย่างนี้ เจ้าลิจฉวีมีหมู่ข้าทาสบริพารแวดล้อม เสด็จไปในพระนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังพระนครนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าประทับอาศัยในพระราชนิเวศน์ของพระองค์
[๕๕๘] ต่อจากนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรงสนาน และเสวยน้ำแล้ว ได้เวลาอันสมควร จึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ รับสั่งให้หมู่ข้าทาสบริพารถือไป
[๕๕๙] พระองค์ ครั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะนั้นมีจิตสงบระงับ เดินกลับจากโคจรคาม เป็นผู้เยือกเย็น นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้
[๕๖๐] จึงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสถามสมณะนั้น ถึงความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ความอยู่สำราญ แล้วได้ตรัสกับสมณะนั้นว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเป็นกษัตริย์ลิจฉวี ในเมืองไพสาลี ชนทั้งหลายรู้จักโยมว่า เจ้าอัมพสักขรลิจฉวี
[๕๖๑] พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าจงรับผ้า ๘ คู่นี้ของโยม โยมถวายพระคุณเจ้า โยมมาในที่นี้เพราะต้องการความสบายใจที่โยมจะพึงสบายใจ
(พระเถระทูลถามว่า)
[๕๖๒] สมณพราหมณ์ทั้งหลายพากันละเว้นราชนิเวศน์ของมหาบพิตรเสียห่างไกล เพราะในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ บาตรก็แตก และแม้ผ้าสังฆาฏิก็ยังถูกฉีกทำลาย
[๕๖๓] ครั้นต่อมา สมณะอีกพวกหนึ่งถูกมัดเท้าจับห้อยหัวลง สมณะทั้งหลายได้รับการเบียดเบียน ที่มหาบพิตรทรงกระทำกับบรรพชิตเช่นนั้น
[๕๖๔] มหาบพิตรไม่เคยพระราชทาน แม้แต่น้ำมันสักหยดหนึ่งด้วยยอดหญ้า ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง ชิงเอาไม้เท้าของคนตาบอดเสียเอง เป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร หรือเพราะทรงเห็นอะไร มหาบพิตร จึงทรงจำแนกแจกจ่ายให้แก่อาตมาเล่า
(เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีตรัสว่า)
[๕๖๕] พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเบียดเบียนสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย โยมขอรับผิดตามที่ท่านพูด แต่โยมมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่ได้คิดประทุษร้าย กรรมชั่วแม้นั้นโยมกระทำแล้วจริง
[๕๖๖] เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะเพียงเล็กน้อย ได้สร้างบาปกรรมด้วยการล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็เปรตนั้นจะมีทุกข์อะไรเล่า ที่เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความเปลือยกายนั้น
[๕๖๗] พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมเห็นสิ่งอันน่าสังเวช และผลอันเป็นมลทินนั้นแล้ว จึงถวายทานแม้เพราะเหตุนั้นเป็นปัจจัย นิมนต์พระคุณเจ้ารับผ้าทั้ง ๘ คู่เถิด ทักษิณา (ทานที่ให้โดยเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม, หรือไทยธรรมที่ถวายแก่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เพื่อประโยชน์แก่เปตชน) นี้จงสำเร็จแก่เปรต
(พระเถระถวายพระพรว่า)
[๕๖๘] เพราะบัณฑิตทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญการให้ทานไว้โดยมากแท้ และเมื่อมหาบพิตรทรงถวายทาน ขอให้ทานอย่าหมดเปลืองไป อาตมภาพรับผ้าของมหาบพิตรทั้ง ๘ คู่ ขอทักษิณาทานเหล่านี้จงสำเร็จแก่เปรต
[๕๖๙] ลำดับนั้น เจ้าลิจฉวีนั้น ทรงบ้วนพระโอษฐ์ ทรงถวายผ้า ๘ คู่แด่พระเถระ พระเถระรับผ้า ๘ คู่นั้นแล้ว และเจ้าลิจฉวีนั้นก็ทอดพระเนตรเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย
[๕๗๐] (เจ้าลิจฉวีนั้น)ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้น ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง มีรูปงาม ประดับประดา นุ่งผ้าอย่างดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวารห้อมล้อม มีเทวฤทธิ์มาก
[๕๗๑] พระองค์ทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระหฤทัย เบิกบาน มีพระหฤทัยร่าเริง งามสง่า ได้ทรงเห็นกรรมและผลกรรมมากอย่างแจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เอง
[๕๗๒] จึงเสด็จเข้าไปหาเปรตนั้นแล้วรับสั่งกับเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย สิ่งไรๆ ที่เราไม่ควรให้ไม่มีเลย และท่านมีอุปการะแก่เรามาก
(เปรตนั้นกราบทูลว่า)
[๕๗๓] ข้าแต่เจ้าลิจฉวี พระองค์ได้พระราชทานสิ่งของอย่างหนึ่งแก่ข้าพระองค์ ทานนั่นมิได้ไร้ผล ข้าพระองค์นั้นซึ่งเป็นอมนุษย์ จักเป็นพยานร่วมกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์
(พระราชาตรัสว่า)
[๕๗๔] ท่านเป็นตัวอย่าง เป็นพวกพ้อง เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตรและเป็นเทพของเรา เราขอไหว้ อ้อนวอนท่าน ต้องการจะพบท่านอีก
(เปรตกราบทูลว่า)
[๕๗๕] ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ยังกระด้างกระเดื่อง มีจิตดำเนินไปผิด (มีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ ละทางถูกไปปฏิบัติทางผิด) ขอเดชะเจ้าลิจฉวี พระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้วก็จักไม่เจรจาด้วย
[๕๗๖] แต่ถ้าพระองค์จักทรงเคารพธรรม ยินดีบริจาคทานเครื่องบำรุงอัตภาพ เป็นเสมือนบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ขอเดชะเจ้าลิจฉวี เมื่อเป็นดังนี้ พระองค์จักได้เห็นข้าพระองค์
[๕๗๗] และข้าพระองค์จักได้เห็นได้เจรจากับพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จากหลาวโดยเร็ว เพราะการมาหาบุรุษนี้เป็นเหตุ เราทั้งสองได้เป็นพยานร่วมกัน เพราะเหตุแห่งบุรุษถูกเสียบที่หลาว ข้าพระองค์เข้าใจว่า
[๕๗๘] เราทั้งสองนั้นได้เป็นพยานร่วมกัน ฝ่ายบุรุษถูกเสียบที่หลาวนี้ ถูกปล่อยโดยเร็วโดยทันที แล้วประพฤติธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอน กรรมที่เว้นการให้ผล (กรรมที่เว้นผลอันบุคคลพึงเสวยในภพต่อๆ ไป (อโหสิกรรม) พึงมีได้ เมื่อยังมีการเวียนว่ายตายเกิด) ก็พึงมีได้
[๕๗๙] พระองค์เสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรงถวายทานแก่ท่าน ในเวลาที่สมควร ประทับนั่งใกล้แล้วเชิญตรัสถามด้วยพระโอษฐ์เอง ท่านจักทูลความข้อนั้นแก่พระองค์
[๕๘๐] พระองค์ทรงประสงค์บุญ และมีจิตไม่ประทุษร้าย เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นแล้วตรัสถามเถิด ท่านจักทูลธรรมทั้งที่ทรงสดับแล้ว และยังไม่ได้ทรงสดับทั้งหมดแด่พระองค์ตามความรู้
(พระองค์ทรงสดับธรรมแล้วจักได้ตรัสบอกสุคติ)
[๕๘๑] ท้าวเธอทรงเจรจาความลับในที่นั้นแล้ว ได้เป็นพยานร่วมกับเปรต เสด็จหลีกไป ครั้นแล้วท้าวเธอได้กล่าวกับข้าราชบริพารของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ใกล้ๆ ว่า
[๕๘๒] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดฟังคำอย่างหนึ่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักเลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่ถูกเสียบที่หลาว มีกรรมหยาบช้า ถูกลงอาชญา มีสภาพที่จะต้องติดอยู่ร่ำไป
[๕๘๓] เขาถูกหลาวเสียบมาอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี จะตายหรือไม่ตาย เราจักปล่อยเขาด้วยความเต็มใจ หมู่ชนจงอนุญาตตามชอบใจ
[๕๘๔] พระองค์โปรดจงรีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นโดยเร็ว และใครเล่าจะพึงว่ากล่าวพระองค์ผู้ทรงทำอย่างนั้นอยู่ได้ พระองค์ทรงทราบอย่างไร ขอจงทรงทำอย่างนั้น หมู่ชนย่อมอนุญาตตามชอบใจ
[๕๘๕] เจ้าลิจฉวีนั้นเสด็จเข้าไปยังสถานที่นั้นแล้ว ทรงรีบปล่อยบุรุษที่ถูกหลาวเสียบ และได้ตรัสกับบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อน และรับสั่งให้พวกหมอพยาบาลรักษา
[๕๘๖] แล้วเสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุ ทรงถวายทานแก่ท่านในเวลาที่สมควร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงประทับนั่งใกล้ แล้วได้รับสั่งถามท่าน ณ ที่นั้นนั่นแหละด้วยพระองค์เองว่า
[๕๘๗] บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ มีกรรมหยาบช้า ถูกลงอาชญา มีสภาพจะต้องติดอยู่ร่ำไป เขาถูกเสียบอย่างนี้ประมาณ ๒๐ ราตรี จะตายหรือไม่ตาย
[๕๘๘] โยมไปปล่อยเขามาเดี๋ยวนี้ตามคำของเปรตนั้น พระคุณเจ้าผู้เจริญ จะพึงมีเหตุอะไรหรือ ที่เปรตนั้นไม่ต้องตกนรก
[๕๘๙] ถ้ามีเหตุขอนิมนต์ท่านบอกโยมเถิด พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมกำลังรอฟังคำมีเหตุที่น่าเชื่อถืออยู่
(กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า)
เพราะยังไม่ได้เสวย ผลกรรมเหล่านั้นจะไม่มีการสูญหาย ภาวะที่กรรมเหล่านั้นจะสูญสิ้นไปจะพึงมีได้ในโลกนี้
[๕๙๐] ถ้าเขาประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวัน เขาจะพึงพ้นจากนรกนั้นไปได้ และกรรมที่เว้นการให้ผล พึงมีได้
(พระราชาตรัสว่า)
[๕๙๑] พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมรู้ประโยชน์ของบุรุษนี้อย่างทั่วถึง บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าจงอนุเคราะห์โยมบ้าง ขอได้กล่าวตักเตือนพร่ำสอนโยม โดยวิธีที่โยมไม่พึงตกนรกด้วยเถิด ท่านผู้มีปัญญากว้างขวาง
(กัปปิตกภิกษุถวายพระพรว่า)
[๕๙๒] วันนี้ ขอมหาบพิตรจงมีพระหฤทัยเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกถึง อนึ่ง จงทรงศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ
[๕๙๓] จงทรงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก ไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ ไม่ตรัสเท็จ และทรงยินดีเฉพาะพระมเหสีของพระองค์ อนึ่ง ขอจงทรงสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร
[๕๙๔] ขอพระองค์จงทรงถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัย ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ
[๕๙๕] ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ บุญจึงเจริญทุกเมื่อ
[๕๙๖] ผู้ที่ประพฤติธรรมสม่ำเสมอโดยเคารพ ไม่ประมาททั้งคืนทั้งวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น และกรรมที่เว้นการให้ผลพึงมีได้
(พระราชาตรัสว่า)
[๕๙๗] วันนี้แหละ โยมมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก อนึ่ง ขอศึกษาสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาดและไม่ให้บกพร่อง คือ
[๕๙๘] ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์พลัน เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่กล่าวเท็จ และยินดีเฉพาะภรรยาของตน อนึ่ง ขอสมาทานอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร
[๕๙๙] โยมจะถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง ข้าว น้ำ ของกินของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัย
[๖๐๐] โยมยินดีในพระพุทธศาสนา ไม่หวั่นไหว จะถวายแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต
[๖๐๑] เจ้าอัมพสักขรลิจฉวีทรงเป็นอุบาสกคนหนึ่งในเมืองไพสาลี ทรงมีศรัทธา และมีพระหฤทัยอ่อนโยนเช่นนั้น ทรงทำอุปการะ บำรุงพระภิกษุสงฆ์โดยเคารพในกาลนั้น
[๖๐๒] บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ หายโรค มีอิสระ สบายดี ได้บรรพชาแล้ว แม้คนทั้งสองอาศัยกัปปิตกภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุสามัญญผล (สามัญญผล แปลว่า ผลแห่งความเป็นสมณะ ความเป็นสมณะ หมายถึงการบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนาพระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชได้ผลเห็นประจักษ์ (หมายถึงการบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ไปตามลำดับ))
[๖๐๓] การคบสัตบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากแก่สัตบุรุษทั้งหลายผู้รู้แจ้งอยู่ บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบได้บรรลุอรหัตตผล ส่วนเจ้าอัมพสักขรลิจฉวีได้บรรลุโสตาปัตติผล
อัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑ จบ
----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔
๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ
มหาวรรคที่ ๔
อรรถกถาอัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑
เรื่องอัมพสักขรเปรตนี้ มีดังนี้.
เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เจ้าลิจฉวีนามว่าอัมพสักขระ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นนัตถิกวาทะ ครองราชย์ในเมืองเวสาลี.
ก็สมัยนั้น ในพระนครเวสาลี มีเปือกตมอยู่ในที่ใกล้ร้านตลาดของพ่อค้าคนหนึ่ง. ชนเป็นอันมากในที่นั้นโดดข้ามไปลำบาก บางคนเปื้อนโคลน. พ่อค้านั้นเห็นดังนั้นจึงคิดว่า คนเหล่านี้อย่าเหยียบเปือกตม จึงให้นำกระดูกศีรษะโคอันมีส่วนเปรียบด้วยสีสังข์ปราศจากกลิ่นเหม็น มาวางทอดไว้.
ก็ตามปกติ เขาเป็นคนมีศีล ไม่มักโกรธ มีวาจาอ่อนหวาน และระบุถึงคุณตามความเป็นจริงของคนเหล่าอื่น.
วันนั้น เมื่อสหายของตนอาบน้ำ ไม่แลดูด้วยความเลินเล่อ เขาจึงซ่อนผ้านุ่งไว้ด้วยความประสงค์จะล้อเล่น ทำให้เขาลำบากเสียก่อนจึงได้ให้ไป. ก็หลานของเขาขโมยภัณฑะมาจากเรือนของคนอื่น แล้วทิ้งไว้ที่ร้านของเขานั่นเอง. เจ้าของภัณฑะเมื่อตรวจดู จึงแสดงหลานของเขาและตัวเขาพร้อมทั้งภัณฑะแก่พระราชา.
พระราชาสั่งบังคับว่า พวกท่านจงตัดศีรษะผู้นี้ ส่วนหลานของเขาจงเสียบหลาวไว้.
พวกราชบุรุษได้กระทำดังนั้น.
เขาทำกาละแล้วเกิดในภุมเทพ ได้เฉพาะม้าอาชาไนยทิพ มีสีขาว มีความเร็วทันใจ เพราะเอาศีรษะโคทำสะพาน และเพราะการกล่าวสรรเสริญคุณของผู้มีคุณ กลิ่นทิพจึงฟุ้งออกจากกายของเขา แต่เขาได้เป็นผู้เปลือยกาย เพราะเก็บผ้าสาฎกซ่อนไว้.
เขาตรวจดูกรรมที่ตนทำไว้ในกาลก่อน เห็นหลานของตนถูกเสียบหลาวโดยทำนองนั้น ถูกความกรุณากระตุ้นเตือนจึงขึ้นม้ามีฝีเท้าเร็วทันใจ ในเวลาเที่ยงคืนก็ถึงสถานที่ที่หลานนั้นถูกเสียบไว้บนหลาว จึงยืนอยู่ในที่ไม่ไกล กล่าวทุกวันๆ ว่า จงมีชีวิตอยู่เถอะ พ่อผู้เจริญ ชีวิตเท่านั้นเป็นของประเสริฐ.
ก็สมัยนั้น พระเจ้าอัมพสักขระเสด็จบนคอช้างเชือกประเสริฐ เสด็จเลียบพระนคร ทรงเห็นหญิงคนหนึ่งเปิดหน้าต่างในเรือนหลังหนึ่งผู้กำลังดูสมบัติของพระราชา ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ จึงให้สัญญาแก่บุรุษผู้นั่งอยู่หลังอาสนะว่า ท่านจงใคร่ครวญเรือนนี้และหญิงนี้ ดังนี้แล้วเสด็จเข้าพระนิเวศน์ของพระองค์โดยลำดับ ส่งบุรุษนั้นไปโดยให้รู้ว่า ไปเถอะพนาย เธอจงรู้ว่า หญิงนั้นมีสามีหรือไม่.
เขาไป รู้ว่าหญิงนั้นมีสามีแล้ว จึงกราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาเมื่อทรงคิดถึงอุบายที่จะครอบครองหญิงนั้น จึงรับสั่งให้เรียกสามีของนางมาแล้วตรัสว่า มาเถอะ พนาย เธอจงอุปัฏฐากเรา. เขาแม้จะไม่ปรารถนาก็รับอุปัฏฐากพระราชา เพราะกลัวว่า เมื่อเราไม่กระทำตามพระดำรัสของพระองค์ พระราชาก็จะลงราชทัณฑ์ จึงได้ไปอุปัฏฐากพระราชาทุกวันๆ.
ฝ่ายพระราชาก็ได้ประทานบำเหน็จรางวัลแก่เธอ โดยล่วงไป ๒-๓ วัน ก็ได้ตรัสกะเธอผู้มายังที่บำรุงแต่เช้าตรู่ อย่างนี้ว่า ไปเถอะ พนายในที่โน้นมีสระโบกขรณีลูกหนึ่ง เธอจงนำดินสีอรุณและดอกอุบลแดงจากสระโบกขรณีนั้นมา ถ้าเธอไม่มาภายในวันนี้ ชีวิตของเธอจะหาไม่. ก็เมื่อเขาไปแล้ว จึงตรัสกะคนผู้รักษาประตูว่า วันนี้ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทันอัศดงคต เธอจงปิดประตูทุกด้าน.
ก็สระโบกขรณีนั้นอยู่ในที่สุด ๓๐๐ โยชน์ แต่กรุงเวสาลี. อนึ่ง บุรุษนั้นถูกมรณภัยคุกคาม จึงถึงสระโบกขรณีนั้นแต่เช้าทีเดียว เพราะกำลังเร็วของลม เพราะได้สดับตรับฟังมาก่อนว่า สระโบกขรณีนั้น อมนุษย์หวงแหน เพราะความกลัว เขาจึงเดินเวียนไปรอบๆ ด้วยคิดว่า ในที่นี้จะมีอันตรายอะไรๆ หรือไม่หนอ.
อมนุษย์ผู้รักษาสระโบกขรณีเห็นเขาแล้วเกิดความกรุณา แปลงเป็นมนุษย์เข้าไปหาแล้วกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านมาที่นี้เพื่อประโยชน์อะไร.
เขาก็ได้เล่าเรื่องนั้นให้อมนุษย์นั้นฟัง.
อมนุษย์นั้นจึงกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจงถือเอาตามต้องการเถิด ดังนี้แล้วจึงแสดงรูปทิพของตนแล้วหายไป.
เขาถือเอาดินสีอรุณและดอกอุบลแดงในสระโบกขรณีนั้น ถึงประตูพระนครในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัศดงคตเลย. ผู้รักษาประตูเห็นเขาแล้ว เมื่อเขาร้องบอกอยู่นั่นแหละ ก็ปิดประตูเสีย.
เมื่อประตูถูกปิด เขาเข้าไปไม่ได้ เห็นบุรุษผู้อยู่บนหลาวใกล้ประตู จึงได้กระทำให้เป็นสักขีพยานว่า คนเหล่านี้ เมื่อเรามาถึงในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัศดงคต ร้องขออยู่นั้นเอง ก็ปิดประตูเสีย ถึงท่านก็จงรู้เถิดว่า เรามาทันเวลา เราไม่มีโทษ.
บุรุษผู้อยู่บนหลาวได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า เราถูกร้อยหลาว เขาจะฆ่า บ่ายหน้าไปหาความตาย จะเป็นพยานให้ท่านได้อย่างไร. ก็ในที่นี้ เปรตตนหนึ่งมีฤทธิ์มากจักมาที่ใกล้เรา ท่านจงทำเปรตนั้นเป็นพยานเถิด.
บุรุษนั้นถามว่า เราจะเห็นเปรตผู้มีฤทธิ์มากตนนั้นได้อย่างไร.
บุรุษผู้อยู่บนหลาวกล่าวว่า ท่านจงรออยู่ที่นี้แหละ ท่านจักเห็นด้วยตนเอง.
เขายืนอยู่ในที่นั้น เห็นเปรตนั้นมาในมัชฌิมยาม จึงได้ทำให้เป็นพยาน.
ก็เมื่อราตรีสว่าง เมื่อพระราชาตรัสว่า ท่านล่วงอาญาของเรา เพราะฉะนั้น เราจะลงราชทัณฑ์แก่ท่าน. บุรุษนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ได้ล่วงอาชญาของพระองค์ ข้าพระองค์มาในที่นี้ ในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคตเลย.
พระราชาตรัสถามว่า ในข้อนั้น ใครเป็นพยานให้เธอ. บุรุษนั้นจึงอ้างถึงเปรตเปลือยผู้มายังสำนักของบุรุษผู้ถูกหลาวร้อยนั้นว่าเป็นพยาน เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ข้อนั้นเราจะเชื่อได้อย่างไร จึงทูลว่า วันนี้ในเวลาราตรี พระองค์จงส่งบุรุษผู้ควรเชื่อได้ไปกับข้าพระองค์.
พระราชาได้สดับดังนั้นจึงเสด็จไปในที่นั้นพร้อมกับบุรุษนั้นด้วยพระองค์เอง แล้วประทับยืนอยู่ และเมื่อเปรตมาในที่นั้นกล่าวว่า จงเป็นอยู่เถิดผู้เจริญ ชีวิตเท่านั้นประเสริฐกว่า จึงทรงสอบถามเปรตนั้นด้วยคาถา ๕ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า การนอน การนั่งไม่มีแก่ผู้นี้ ดังนี้.
ก็ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะแสดงความสัมพันธ์แห่งคาถาเหล่านั้น พระสังคีติกาจารย์จึงได้ตั้งคาถาความว่า :-
มีนครชาววัชชีนครหนึ่งนามว่าเวสาลี ในนครเวสาลีนั้นมีกษัตริย์ลิจฉวีพระนามว่าอัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตตนหนึ่งที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า
การนอน การนั่ง การเดินไปเดินมา การลิ้ม การดื่ม การเคี้ยว การนุ่งห่ม แม้หญิงบำเรอของคนผู้ถูกเสียบไว้บนหลาวนี้ ย่อมไม่มี ชนเหล่าใดผู้เป็นญาติ เป็นมิตรสหาย เคยเห็นเคยฟังร่วมกันมา เคยมีความเอ็นดูกรุณาของบุคคลใดมีอยู่ในกาลก่อน เดี๋ยวนี้คนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียนบุคคลนั้นก็ไม่ได้ บุรุษนี้มีตนอันญาติเป็นต้นสละแล้ว มิตรสหายย่อมไม่มีแก่คนผู้ตกยาก
พวกมิตรสหายทราบว่า ผู้ใดขาดแคลนย่อมละทิ้งผู้นั้น และเห็นใครมั่งคั่งบริบูรณ์ก็พากันไปห้อมล้อม คนที่มั่งคั่งด้วยสมบัติ ย่อมมีมิตรสหายมาก ส่วนบุคคลผู้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ฝืดเคืองด้วยโภคะ ย่อมหามิตรสหายยาก นี้เป็นธรรมดาของโลก
บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้มีร่างกายเปื้อนเลือด ตัวทะลุเป็นช่องๆ ชีวิตของบุรุษนี้จักดับไปในวันนี้ พรุ่งนี้ เหมือนหยาดน้ำค้างอันติดอยู่บนปลายหญ้าคาฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกะบุรุษผู้ถึงความลำบากอย่างยิ่ง นอนหงายบนหลาวไม้สะเดาเช่นนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นของประเสริฐ.
เปรตนั้นถูกพระราชานั้นตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
ข้าแต่พระราชา บุรุษนี้เป็นสาโลหิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกถึงชาติก่อน ข้าพระองค์เห็นแล้วมีความกรุณาแก่เขาว่า ขออย่าให้บุรุษผู้เลวทรามนี้ไปตกนรกเลย.
ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้จุติจากอัตภาพนี้แล้วจักเข้าถึงนรกอันยัดเยียดไปด้วยสัตว์ผู้ทำบาป เป็นสถานที่ร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อนให้เกิดความน่ากลัว หลาวนี้ประเสริฐกว่านรกนั้นตั้งหลายพันเท่า ขออย่าให้บุรุษนี้ไปตกนรกอันมีแต่ความทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อน ให้เกิดความน่ากลัว มีความทุกข์กล้าแข็งอย่างเดียว
บุรุษนี้ฟังคำของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว ประหนึ่งว่า ข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่ทุกข์ในนรกนั้น จะพึงสละชีวิตของตนเสีย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่พูดในที่ใกล้เขาด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษนี้อย่าได้ดับไปเสีย เพราะคำของข้าพระองค์เลย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงพูดว่า ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เป็นของประเสริฐ.
เมื่อเปรตประกาศความประสงค์ของตนอย่างนี้ พระราชาเมื่อทรงให้โอกาสเพื่อจะถามประวัติของเปรตนั้นอีก จึงตรัสคาถานี้ว่า :-
เรื่องของบุรุษนี้ เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่น ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา เราจะขอถามท่าน และท่านไม่ควรโกรธเรา
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญญาไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส บัดนี้ ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดยพระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่สามารถจะกราบทูลได้.
เมื่อเปรตให้โอกาสแก่การถามอย่างนี้ พระราชาจึงตรัสคาถาว่า :-
เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจักษุ เราควรเชื่อสิ่งนั้น แม้ทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ ก็ขอให้ลงโทษ ถอดยศเราเถิด.
ขอสัจจปฏิญญาของพระองค์นี้ จงมีแก่ข้าพระองค์ พระองค์ได้ฟังธรรมที่ข้าพระองค์กล่าวแล้วจงทรงได้ความเลื่อมใส ข้าพระองค์มีความต้องการอย่างอื่น ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายข้าพระองค์ จักกราบทูลธรรมทั้งหมดที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่ได้สดับแล้วบ้าง แก่พระองค์ตามที่ข้าพระองค์รู้.
เบื้องหน้าแต่นั้น พระราชาและเปรตทั้งสองนั้นจึงมีคาถาเป็นเครื่องตรัสโต้ตอบกันดังนี้ว่า :-
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า :-
ท่านขี่ม้าอันประดับประดาแล้วเข้าไปยังสำนักของบุรุษที่ถูกเสียบหลาว ม้าขาวตัวนี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชมนี้ เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
เปรตกราบทูลว่า :-
ที่กลางเมืองเวสาลีนั้นมีหลุมที่หนทางลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส เอาศีรษะโคศีรษะหนึ่งวางทอดที่หลุมให้เป็นสะพาน ข้าพระองค์และบุคคลอื่นเหยียบบนศีรษะโคนั้น เดินไปได้สะดวก ม้านี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรมนั่นเอง.
พระเจ้าสักขระตรัสถามว่า :-
ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และมีกลิ่นหอมฟุ้งไป ท่านได้สำเร็จฤทธิแห่งเทวดา เป็นผู้มีอานุภาพมาก แต่เป็นคนเปลือยกาย นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นคนไม่มักโกรธ ทั้งมีจิตเลื่อมใสอยู่เป็นนิตย์ พูดกับคนทั้งหลายด้วยวาจาอ่อนหวาน ข้าพระองค์มีรัศมีเป็นทิพย์ สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น ข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญ ข้าพระองค์มีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไปเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น.
เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าซ่อนไว้บนบก ไม่มีความประสงค์จะลักขโมย และไม่มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นคนเปลือยกาย เป็นอยู่อย่างฝืดเคือง.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :-
ผู้ใดทำบาปเล่นๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ผู้นั้นได้รับผลกรรมเช่นนี้ ส่วนผู้ใดตั้งใจทำบาปจริงๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผลกรรมของผู้นั้นว่าเป็นอย่างไร?
เปรตกราบทูลว่า :-
มนุษย์เหล่าใดมีความดำริชั่วร้าย เป็นผู้เศร้าหมองด้วยกายและวาจา เพราะกายแตกตายไป มนุษย์เหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรกในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย.
ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติ ยินดียิ่งในทาน มีอัตภาพอันสงเคราะห์แล้ว เพราะกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย.
เมื่อเปรตแสดงจำแนกกรรมและผลแห่งกรรมโดยสังเขปอย่างนี้แล้ว พระราชาไม่ทรงเชื่อข้อนั้น จึงตรัสคาถาว่า :-
เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือเราจะพึงเห็นอย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำให้เราเชื่อถือเรื่องนั้นได้.
เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศเรื่องนั้นแก่พระราชานั้นโดยเหตุ จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
พระองค์ได้ทรงเห็นแล้วและได้สดับแล้วก็จงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองก็พึงมีสัตว์ไปสู่สุคติและทุคติ.
ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว สัตว์ผู้ไปสู่สุคติทุคติอันเลวและประณีต ก็ไม่มีในมนุษยโลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้นจึงไปสู่สุคติ ทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าววิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้นว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเสวยสุขและทุกข์ เทวดาย่อมพากันห้อมล้อม พวกชนผู้ได้เสวยผลอันเป็นสุข คนพาลผู้ไม่เห็นบาปและบุญทั้งสอง ย่อมเดือดร้อน.
เปรตหมายเอาการย้อนถามว่า ก็ท่านเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างนี้ เพราะเหตุไร จึงเสวยทุกข์เห็นปานนี้ จึงกล่าวคาถาว่า :-
กรรมที่ข้าพระองค์ทำไว้ในชาติก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น ในบัดนี้มิได้มีแก่ข้าพระองค์ และบุคคลผู้จะให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าวและน้ำแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย แล้วอุทิศส่วนบุญมาให้แก่ข้าพระองค์มิได้มี เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้เปลือยกาย มีความเป็นผู้ฝืดเคือง.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อหวังจะให้เปรตนั้นได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น จึงกล่าวคาถาว่า :-
ดูก่อนยักษ์ เหตุอะไรๆ ที่จะให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่มพึงมีอยู่หรือ ถ้าเหตุที่ควรเชื่อ พอจะฟังเป็นเหตุได้มีอยู่ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา.
ลำดับนั้น เปรตเมื่อจะทูลบอกเหตุนั้นแก่พระราชา จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
ในนครเวสาลีนี้ ยังมีภิกษุรูปหนึ่งนามว่ากัปปิตกะ เป็นผู้ได้ฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น บรรลุผลอันสูงสุด มีวาจาน่าคบเป็นสหาย รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน เป็นผู้มาดีไปดี พูดจาโต้ตอบดี เป็นเนื้อนาบุญของโลก มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์ สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตก ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากลูกศร ไม่ถือเราถือเขา ไม่คดกายวาจาใจ ไม่มีอุปธิ สิ้นกิเลสเครื่องเนิ่นช้าทั้งปวง ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความรุ่งเรือง ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ เพราะเป็นผู้มีคุณวิเศษอันปกปิดไว้ แม้ใครๆ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นคนดี ในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่านว่ามุนี รู้กันว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐ หนักแน่นไม่หวั่นไหว มีธรรมอันดีงาม เที่ยวไปในโลก
ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่ภิกษุนั้น แล้วทรงอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงถวายแล้วและท่านรับผ้านั้นแล้ว พระองค์ก็จะทรงเห็นข้าพระองค์ผู้นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย.
ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามถึงที่อยู่ของพระเถระว่า :-
บัดนี้ พระสมณะนั้นอยู่ประเทศไหน เราจักไปพบท่านได้ที่ไหน ใครจักพึงแก้ไขความสงสัยสนเท่ห์อันเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นของเราได้ในวันนี้.
ลำดับนั้น เปรตจึงกล่าวคาถาว่า :-
ท่านอยู่ที่เมืองกปินัจจนา มีหมู่เทวดาเป็นอันมากห้อมล้อม เป็นผู้มีนามจริงแท้ และเป็นผู้ไม่ประมาท แสดงธรรมีกถาอยู่ในหมู่ของตน.
เมื่อเปรตกล่าวอย่างนั้น พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไปยังสำนักของพระเถระในขณะนั้นทีเดียว จึงตรัสคาถาว่า :-
เราจักไปทำตามที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ จักให้พระสมณะนั้นครองผ้า ขอท่านจงดูคู่ผ้าเหล่านั้นอันพระสมณะนั้นรับประเคนแล้ว และเราจักคอยดูท่านนุ่งห่มผ้าเป็นอันดี.
ลำดับนั้น เปรตเมื่อจะแสดงว่า พระเถระย่อมแสดงธรรมแก่เทพยดาทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะเข้าไปหา จึงกล่าวคาถาว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าลิจฉวี ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้าหาบรรพชิตในเวลาไม่ควร การเสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่ควรนี้ ไม่เป็นธรรมเนียมที่ดีของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย ก็เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาในเวลาอันสมควร ก็จักทรงเห็นภิกษุนั้นนั่งอยู่ในที่สงัด ในที่นั้นเอง.
เมื่อเปรตกล่าวอย่างนี้ พระราชาทรงรับคำแล้วเสด็จไปพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ให้คนถือคู่ผ้า ๘ คู่ในเวลาอันสมควรอีกแล้วเข้าไปหาพระเถระ ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ทรงกระทำปฏิสันถารแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรับคู่ผ้า ๘ คู่นี้.
พระเถระได้ฟังดังนั้น เพื่อจะสั่งสนทนาด้วย จึงทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร เมื่อก่อนพระองค์ไม่ทรงบำเพ็ญทาน มีแต่จะเบียดเบียนสมณพราหมณ์เท่านั้น มีพระประสงค์จะถวายผ้าอันประณีตอย่างไรได้.
พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสบอกเหตุแก่ท่าน จึงได้ตรัสบอกถึงการที่เปรตมาและเรื่องที่เปรตกับพระองค์กล่าว แก่พระเถระ จึงได้ถวายผ้าแล้วอุทิศเปรต.
ด้วยเหตุนั้น เปรตจึงนุ่งห่มผ้าอันเป็นทิพย์ ประดับตกแต่ง ขึ้นม้าได้ปรากฏข้างหน้าพระเถระและพระราชา.
พระราชาครั้นทรงเห็นดังนั้นแล้ว ทรงพอพระทัย เบิกบานพระหฤทัย เกิดปีติโสมนัส ตรัสว่า เราเห็นผลแห่งกรรมโดยประจักษ์หนอ บัดนี้ เราจักไม่กระทำความชั่ว จักกระทำแต่บุญเท่านั้น ดังนี้แล้ว ได้ทรงกระทำสักขีพยานกับเปรตนั้น.
และเปรตนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระเจ้าลิจฉวี ตั้งแต่วันนี้ ถ้าพระองค์ละอธรรม ประพฤติธรรมไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพระองค์จักเป็นสักขีพยานแก่พระองค์ และข้าพระองค์จักมายังสำนักของพระองค์ และขอพระองค์จงให้บุรุษผู้ที่ถูกหลาวเสียบ หลุดจากหลาวโดยเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้ บุรุษนั้นก็จักรอดชีวิต ประพฤติธรรมพ้นจากทุกข์ และพระองค์จงเข้าไปหาพระเถระตามกาลอันควร ฟังธรรม บำเพ็ญบุญดังนี้แล้วก็ไป.
ลำดับนั้น พระราชาไหว้พระเถระแล้ว เข้าไปยังพระนคร รีบให้ประชุมบริษัทลิจฉวี ให้คนเหล่านั้นอนุญาตให้บุรุษนั้นพ้นจากหลาว รับสั่งพวกพยาบาลว่า จงทำบุรุษนี้ให้หายโรค.
ก็แล ครั้นเข้าไปหาพระเถระแล้ว จึงตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้ที่ทำกรรมอันเป็นเหตุไปสู่นรกแล้ว ดำรงอยู่ จะพึงพ้นจากนรกหรือไม่หนอ.
พระเถระทูลว่า พึงพ้นได้ มหาบพิตร ถ้าผู้นั้นทำบุญให้มากก็พ้นได้. จึงให้พระราชาตั้งอยู่ในสรณะและศีล. พระราชาตั้งอยู่ในสรณะและศีลนั้นแล้ว ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ ได้เป็นพระโสดาบัน.
ฝ่ายบุรุษผู้ถูกหลาวเสียบเป็นผู้หายโรค เกิดความสังเวช บวชในหมู่ภิกษุ ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตต์.
พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดงเรื่องนั้นจึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
พระเจ้าลิจฉวีตรัสอย่างนั้นแล้ว ก็แวดล้อมไปด้วยหมู่ข้าราชบริพาร เสด็จไปในพระนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังพระนครนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าไปยังที่ประทับในนิเวศน์ของพระองค์ ทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรงสนานและทรงดื่มน้ำแล้ว ได้เวลาอันสมควรจึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ รับสั่งให้หมู่ข้าราชบริพารถือไป
พระราชาครั้นเสด็จเข้าไปในประเทศนั้นแล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะรูปหนึ่งผู้มีจิตสงบระงับกลับจากที่โคจร เป็นผู้เยือกเย็น นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ ครั้นได้ตรัสถามสมณะนั้น ถึงความเป็นผู้มีอาพาธน้อย การอยู่สำราญ และตรัสบอกนามของพระองค์ให้ทรงทราบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นกษัตริย์ลิจฉวีอยู่ในเมืองเวสาลี ชาวลิจฉวีเรียกดิฉันว่าอัมพสักขระ ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ของดิฉัน ดิฉันขอถวายท่าน ดิฉันมาในที่นี้ด้วยความประสงค์เพียงเท่านี้ ดิฉันมีความปลาบปลื้มใจนัก.
พระเถระทูลถามว่า :-
สมณะพราหมณ์ทั้งหลายพากันละเว้นพระราชนิเวศน์ของมหาบพิตร แต่ที่ไกลทีเดียว เพราะพระราชนิเวศน์ของมหาบพิตร บาตรย่อมแตก แม้สังฆาฏิก็ถูกเขาฉีกทำลาย เมื่อก่อน สมณะทั้งหลายมีศีรษะห้อยลง ตกลงไปจากเขียงเท้า มหาบพิตรได้เบียดเบียนบรรพชิตเช่นนี้ สมณะทั้งหลายเคยถูกมหาบพิตรทำการเบียดเบียนแล้ว มหาบพิตรไม่เคยพระราชทานแม้แต่น้ำมันสักหยดหนึ่งเลย ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง ชิงเอาไม้เท้าจากมือคนตาบอดเสียเอง มหาบพิตรเป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้ แต่บัดนี้ เพราะเหตุอะไร มหาบพิตรทรงเห็นผลอะไร จึงทรงจำแนกแจกจ่ายกับอาตมภาพทั้งหลายเล่า.
พระราชาตรัสว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันขอรับผิด ดิฉันได้เบียดเบียนสมณะทั้งหลาย ดังคำที่ท่านพูด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย แต่กรรมอันชั่วช้านี้ดิฉันทำแล้ว. เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะน้อย ได้สั่งสมบาปเพื่อจะล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็ทุกข์อะไรเล่าที่เป็นทุกข์แก่ความเปลือยกาย ย่อมมีแก่เปรตนั้น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเห็นเหตุอันน่าสังเวชและเศร้าหมองนั้นแล้ว จึงให้ทาน เพราะเหตุนั้นเป็นปัจจัย ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ ทักษิณาที่ดิฉันถวายนี้จงสำเร็จผลแก่เปรตนั้น.
พระเถระทูลว่า :-
เพราะการให้ทาน นักปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญไว้โดยมากแท้ และเมื่อพระองค์ถวายทานวัตถุ จงอย่ามีความหมดเปลืองไปเป็นธรรม อาตมภาพรับผ้า ๘ คู่ของมหาบพิตร ขอทักษิณาทานเหล่านี้จงสำเร็จผลแก่เปรตนั้น.
ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงชำระพระหัตถ์และพระบาทแล้ว ทรงถวายผ้า ๘ คู่แก่พระเถระ พอพระเถระรับประเคนผ้าเหล่านั้นแล้ว พระราชาทรงเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์แดง มีผิวพรรณเปล่งปลั่งประดับประดา นุ่งผ้าดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวารห้อมล้อม สำเร็จมหิทธิฤทธิ์ของเทวดา ครั้นทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระหฤทัย เกิดปีติปราโมทย์ มีพระหฤทัยร่าเริง เบิกบาน.
พระเจ้าลิจฉวีได้ทรงเห็นกรรมและวิบากแห่งกรรม แจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้ว จึงเสด็จเข้าไปใกล้แล้วตรัสกะเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เราควรให้ทานทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่. ดูก่อนเปรต ท่านมีอุปการะแก่เรามาก.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี ก็พระองค์ได้พระราชทานแก่ข้าพระองค์ส่วนหนึ่ง แต่การพระราชทานนั้นมิได้ไร้ผล ข้าพระองค์เป็นเทวดาจักทำความเป็นสหายกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์.
พระราชาตรัสว่า :-
ท่านเป็นคติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตรและเป็นเทวดาของเรา ดูก่อนเปรต เราขอทำอัญชลีท่าน ปรารถนาเพื่อจะเห็นท่านแม้อีก.
เปรตกราบทูลว่า :-
ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความตระหนี่ มีจิตไม่เลื่อมใส พระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์และข้าพระองค์ก็จักไม่ได้เห็น ไม่ได้เจรจากับพระองค์อีก ถ้าพระองค์จักทรงเคารพธรรม ทรงยินดีในการบริจาคทาน ทรงสงเคราะห์ ทรงเป็นดังบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้ พระองค์ก็จักได้ทรงเห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์จักได้เห็น ได้เจรจากับพระองค์.
ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จากหลาวโดยเร็วเถิด เพราะการปล่อยบุรุษนี้ เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกัน ข้าพระองค์เข้าใจว่า เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกันและกัน เพราะเหตุแห่งบุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ ก็บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้อันพระองค์ทรงรีบปล่อยแล้ว ถึงเป็นผู้ประพฤติธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอน พึงพ้นจากกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา พระองค์เสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรงจำแนกทานกะท่านในเวลาที่สมควร จงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสถามด้วยพระองค์เอง ท่านจักกราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระองค์ ก็พระองค์ทรงพระประสงค์บุญ มีจิตไม่ประทุษร้าย ก็เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นเถิด ท่านจักแสดงธรรมทั้งปวงที่ทรงสดับแล้ว และยังไม่ได้ทรงสดับแก่พระองค์ ตามความรู้เห็น พระองค์ได้ทรงฟังธรรมนั้นแล้ว จักทรงเห็นสุคติ.
พระเจ้ารหัส ทรงเจรจาทำความเป็นสหายกับเทวดานั้นแล้ว เสด็จไป ส่วนเปรตนั้นได้กล่าวกะบริษัทแห่งกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย พร้อมกับบุตรของตน ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอจงฟังคำอย่างหนึ่งของเรา เราจักเลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่ถูกเสียบด้วยหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้งไว้แล้ว ถูกหลาวร้อยจะตายหรือไม่ตาย ประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านั้น เดี๋ยวนี้ เราจักปล่อยเขาตามความชอบใจของเรา ขอหมู่ท่านจงอนุญาต จงรีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นที่พระราชารับสั่งให้ลงอาชญาโดยเร็วเถิด ใครพึงบอกท่านผู้ทำกรรมอย่างนั้น ท่านรู้อย่างไร จึงทำอย่างนั้น หมู่ท่านย่อมอนุญาตตามชอบใจ พระเจ้าลิจฉวีเสด็จเข้าไปสู่ประเทศนั้นแล้ว รีบปล่อยบุรุษที่ถูกเสียบด้วยหลาวโดยเร็ว และได้ตรัสกะบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อน และรับสั่งให้หมอพยาบาล แล้วเสด็จไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรงถวายทานกับท่านในเวลาอันสมควร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงเสด็จเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วยพระองค์เองว่า บุรุษผู้ถูกเสียบด้วยหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้งไว้แล้ว ถูกหลาวร้อย จักตายหรือไม่ตาย ประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ดิฉันปล่อยเขาไปแล้ว เขาไปบอกเปรตนั้น เหตุอะไรๆ ที่จะไม่ต้องไปสู่นรกนั้น พึงมีหรือหนอ ถ้ามีขอท่านโปรดบอกแก่ดิฉัน ดิฉันรอฟังเหตุที่ควรเชื่อถือจากท่าน.
กัปปิตกภิกษุทูลว่า :-
ความพินาศแห่งกรรมเหล่านั้นย่อมไม่มี ความพินาศในโลกนี้ เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้แจ้ง ถ้าเขาพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมทั้งหลายโดยเคารพตลอดคืนและวัน เขาพึงพ้นจากนรกนั้นได้แน่ กรรมอันเว้นจากการให้ผลพึงมี.
พระราชาตรัสว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้มีปัญญากว้างขวาง ประโยชน์ของบุรุษนี้ ดิฉันรู้ทั่วถึงแล้ว บัดนี้ ขอท่านอนุเคราะห์ดิฉันบ้าง ขอท่านได้กล่าวตักเตือนพร่ำสอนดิฉันโดยวิธีที่ดิฉันจะไม่พึงไปสู่นรกด้วยเถิด.
กัปปิตกภิกษุทูลว่า :-
วันนี้ ขอมหาบพิตรจงมีพระหทัยเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ จงทรงสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย จงทรงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ไม่ทรงพูดเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์ และทรงสมาทานอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จงทรงพระราชทานจีวร บิณฑบาต ที่นอนและที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ของกิน ผ้า เสนาสนะ ในภิกษุผู้มีจิตซื่อตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำ ด้วยข้าวและน้ำ บุญย่อมเพิ่มพูนทุกเมื่อ เมื่อบุคคลเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมโดยเคารพ ตลอดคืนและวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น กรรมที่เว้นจากการให้ผลพึงมี.
พระราชาตรัสว่า :-
วันนี้ ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่กล่าวคำเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา และจักสมาทานอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอันประเสริฐเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จักถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าวน้ำ ของเคี้ยวของกิน ผ้าและเสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต จักไม่กำหนัด ยินดีแล้วในศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
พระเจ้าลิจฉวีทรงพระนามว่าอัมพสักขระ ได้เป็นอุบาสกคนหนึ่ง ในเมืองเวสาลี ทรงมีศรัทธา มีพระหทัยอ่อนโยน ทรงทำอุปการะแก่ภิกษุ ทรงบำรุงสงฆ์ โดยความเคารพ
ในกาลนั้น บุรุษผู้ถูกเสียบด้วยหลาวหายโรค เป็นสุขสบายดี เข้าถึงบรรพชา แม้ชนทั้งสองอาศัยกัปปิตกภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุสามัญญผล
การคบหาสัปบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากตั้งร้อยแก่วิญญูชนผู้รู้แจ้ง บุรุษผู้ถูกเสียบด้วยหลาวได้บรรลุผลอันยอดเยี่ยม ส่วนพระเจ้าอัมพสักขระได้บรรลุโสดาปัตติผล.
ท่านพระกัปปิตกได้ไปถึงกรุงสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระศาสดา จึงได้กราบทูลความที่พระราชา เปรตและตนกล่าวแล้วอย่างนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑
-----------------------------------------------------