ผลสำรวจระดับนานาชาติฉบับใหม่ระบุว่า ผู้หญิงไทยที่รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพทางเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายหลังจบการรักษา แต่กลับพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลหรือคำแนะนำที่เพียงพอจากบุคลากรทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ช่องว่างในการดูแลและให้คำปรึกษาเหล่านี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของร่างกายเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงสุขภาพจิตใจและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างรุนแรง จึงเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศ และให้คำปรึกษาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทยที่จำนวนผู้หญิงรอดชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมมีอัตราสูงขึ้นในทุกๆ ปี
มะเร็งเต้านมกับมุมที่ถูกละเลย
มะเร็งเต้านมจัดเป็นมะเร็งร้ายที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มผู้หญิงไทย ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีการคัดกรองและการรักษาที่ทันสมัย ทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าเมื่อผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ประเด็นด้านคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพทางเพศและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด กลับกลายเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากผลการศึกษา Women’s Insight in Sexual Health after Breast Cancer (WISH-BREAST) ที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้หญิงที่ตอบแบบสอบถามทั่วโลกกว่า 90% เผชิญกับปัญหาสุขภาพทางเพศในระดับปานกลางถึงรุนแรงภายหลังการรักษา ทว่ามีจำนวนน้อยมากที่ได้รับการให้คำแนะนำหรือข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างเพียงพอ
โดยการสำรวจครั้งนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้หญิง 1,175 คน ที่รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม (อายุเฉลี่ย 47.5 ปี) ซึ่งเคยเข้ารับการรักษาและพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศภายหลังการรักษา และผลลัพธ์ที่ได้ก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหานี้อย่างชัดเจนในระดับสากล รวมถึงในกลุ่มผู้หญิงไทยด้วยเช่นกัน
ตัวเลขที่สะท้อนปัญหาจริง
จากผลการสำรวจ บ่งชี้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 89.5 ประสบปัญหาทางเพศภายหลังการรักษามะเร็งเต้านม โดยปัญหาหลักๆ ที่พบ ได้แก่
- ความต้องการทางเพศลดลง (85.8%)
- ช่องคลอดแห้ง (78.2%)
- ความรู้สึกเร้าอารมณ์ลดลง (69%)
- ไม่มั่นใจในภาพลักษณ์ตนเอง (60%)
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ (59.4%)
- รู้สึกเหนื่อยล้า (46.1%)
- มีปัญหาในการถึงจุดสุดยอด (41%)
และกว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่ประสบปัญหา ยังระบุว่าปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบให้ความสัมพันธ์กับคู่รักย่ำแย่ลง อ่านเพิ่มเติมที่ Medscape
ความเงียบที่ยังกั้นกลางระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย
ประเด็นสำคัญอีกประการที่ไม่อาจมองข้ามคือ “การสื่อสาร” ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 73% ยอมรับว่าไม่เคยได้รับข้อมูลหรือคำแนะนำใดๆ จากบุคลากรทางการแพทย์เลย เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพทางเพศที่อาจเกิดขึ้น ที่น่าเป็นห่วงคือ ในกลุ่มที่ได้รับข้อมูล ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 71 ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นสอบถามจากแพทย์ด้วยตนเอง ผู้วิจัยหลักซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรีตั้งข้อสังเกตว่า “ลองจินตนาการดูว่า เมื่อสามารถรักษาโรคที่คุกคามชีวิตได้แล้ว แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพทางเพศที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ทว่ากลับไม่มีบุคลากรทางการแพทย์คนใดเอ่ยถึงประเด็นนี้เลย” ผู้หญิงที่เข้าร่วมการศึกษาเกือบครึ่งหนึ่งแสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อท่าทีของบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศในระดับต่ำ
เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาตามลำพัง ผู้รอดชีวิตจำนวนไม่น้อยจึงหันไปพึ่งพาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีถึงร้อยละ 80 ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นแหล่งข้อมูลหลัก และร้อยละ 71 เลือกติดตามบัญชีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลออนไลน์ที่หลากหลายเหล่านี้ย่อมมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เนื่องจากข้อมูลที่ถูกต้องอาจปะปนกับคำแนะนำที่ปราศจากหลักฐานทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในประเทศไทยหลายท่านจึงให้คำแนะนำว่า ควรมีการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และจัดทำข้อมูลภาษาไทยที่ชัดเจนและเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น
การรักษาที่หลากหลายแต่ยังขาดความต่อเนื่อง
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับอาการ เช่น ภาวะช่องคลอดแห้งหรืออาการเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ มีเพียงร้อยละ 45 เท่านั้นที่ได้รับแนวทางการจัดการปัญหา โดยวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการใช้สารให้ความชุ่มชื้นช่องคลอดหรือสารหล่อลื่น ขณะที่การใช้ฮอร์โมนชนิดทาช่องคลอดมีการพูดคุยในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 47 แต่มีเพียงร้อยละ 28.7 เท่านั้นที่ได้รับการสั่งใช้จริง ซึ่งอาจเป็นเพราะความกังวลเรื่องผลกระทบด้านความปลอดภัยในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน
วิกฤตสุขภาพเพศหญิงไทยในบริบทวัฒนธรรม
จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติไทย บ่งชี้ว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นกว่า 28,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 6,500 รายในแต่ละปี nci.go.th แม้ว่าอัตราการรอดชีวิตจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อาศัยในเขตเมืองใหญ่ที่เข้าถึงการตรวจและรักษาได้ง่าย ทว่าประเด็นสุขภาพทางเพศกลับเพิ่งจะได้รับความสนใจอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งซ้ำเติมด้วยบริบททางวัฒนธรรมไทยที่มักมองว่าเรื่องเพศเป็นประเด็นส่วนตัวและยากจะหยิบยกมาพูดคุย พยาบาลผู้ให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครให้ความเห็นว่า “สังคมไทยโดยรวมยังขาดความกล้าที่จะพูดคุยเรื่องเพศ ยิ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมด้วยแล้ว การพูดคุยเรื่องนี้ยิ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยหลายรายต้องทนทุกข์กับอาการหรือปัญหาในความสัมพันธ์ โดยปราศจากโอกาสที่จะสอบถามหาความช่วยเหลือ เพราะความรู้สึกละอาย”
ในอดีต ความสัมพันธ์ทางเพศถูกจัดเป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัวไทย การเปิดเผยหรือการขอคำแนะนำจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยซึ่งเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ของผู้รอดชีวิต ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเตือนว่า ความเงียบงันเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยว และเป็นกำแพงขวางกั้นไม่ให้พวกเขาเข้าถึงวิธีแก้ไขที่เหมาะสม อาทิ การใช้สารหล่อลื่น การทำกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกราน หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งล้วนเป็นหนทางที่จะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้
แนวทางสากลและความเคลื่อนไหวในไทย
องค์กรมาตรฐานระดับโลกหลายแห่ง อาทิ สมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกา และสมาคมมะเร็งแห่งยุโรป ต่างได้ให้คำแนะนำให้มีการซักประวัติและให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพทางเพศ เป็นมาตรฐานการดูแลสำหรับผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งทุกคน ทว่าจากผลการสำรวจของ WISH-BREAST กลับพบว่า ในทางปฏิบัติ คำแนะนำเหล่านี้ยังคงถูกจัดเป็นเรื่องรองในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ตัวแทนจากเครือข่ายผู้รอดชีวิตมะเร็งเต้านมในประเทศไทยให้ความเห็นว่า “บุคลากรทางการแพทย์ในไทยส่วนใหญ่มักมองว่าสุขภาพทางเพศเป็นเพียงเรื่องเสริม มีเวลาก็ค่อยพูดคุย ซึ่งสวนทางกับข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ที่ยืนยันว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่”
นักวิชาการจากสถาบันแพทยศาสตร์แห่งหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “นักศึกษาแพทย์และพยาบาลในประเทศไทยแทบไม่ได้รับการสอนเกี่ยวกับการพูดคุยหรือการให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพทางเพศเลย หลายครั้งบุคลากรก็ไม่กล้าที่จะเปิดประเด็น หรือคิดไปเองว่าผู้ป่วยไม่ต้องการทราบข้อมูล” “ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนมากอยากรู้ แต่ไม่กล้าเป็นฝ่ายเริ่มต้นสอบถาม” งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำว่าภาระในการเปิดประเด็นสนทนาควรเป็นหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ก่อน เนื่องจากกลุ่มผู้ป่วยที่มีโอกาสได้พูดคุยกับแพทย์ มักมีความพึงพอใจสูงกว่าและสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สัญญาณบวกของการเปลี่ยนแปลง
ปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมเริ่มมีการตื่นตัวและเคลื่อนไหวมากขึ้น อาทิ เครือข่ายผู้รอดชีวิตมะเร็งเต้านมได้มีการจัดสัมมนาออนไลน์เพื่อให้ข้อมูลและความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศมาร่วมบรรยายให้ความรู้ นอกจากนี้ โรงพยาบาลบางแห่งในกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ยังได้เริ่มนำร่องจัดอบรมทักษะการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศแบบเฉพาะทางแก่พยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอีกด้วย
ทว่าความท้าทายสำคัญคือการขยายแนวคิดและการดำเนินการเหล่านี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดและชนบทที่อาจยังมีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมอยู่มาก ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่าควรมีการบูรณาการการพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศเข้าไว้ในแผนการฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็งอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมให้สังคมไทยเปิดใจยอมรับประเด็นนี้มากขึ้น และสร้างสรรค์สื่อให้ความรู้ที่หลากหลาย สำหรับผู้หญิงไทยในทุกช่วงวัย ทุกศาสนา และทุกสถานภาพการสมรส ด้วยภาษาที่เข้าถึงง่ายและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละกลุ่ม
สุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือหัวใจของการเยียวยา
สำหรับผู้รอดชีวิตมะเร็งเต้านมในประเทศไทยและครอบครัวแล้ว สารสำคัญที่ควรตระหนักคือ สุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องเสริม หรือเป็นเพียงแค่ “ผลพลอยได้” แต่เป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูและสร้างความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง ผู้หญิงไทยจึงควรกล้าที่จะปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ในประเด็นนี้ เพื่อช่วยบรรเทาอาการต่างๆ รวมถึงดูแลสภาพจิตใจและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ดีขึ้น ขณะที่คนในครอบครัวและคู่รักเองก็สามารถมีส่วนช่วยได้ ด้วยการเปิดใจพูดคุยและร่วมกันค้นหาแหล่งข้อมูลหรือเครือข่ายสนับสนุนที่เชื่อถือได้
ปัจจุบันมีหลากหลายช่องทางดิจิทัลที่สามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ อาทิ เว็บไซต์มูลนิธิชมพูไทย กลุ่มไลน์เพื่อการสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม รวมถึงคำแนะนำที่เป็นภาษาอังกฤษจาก American Cancer Society (สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา) ซึ่งผู้รอดชีวิตสามารถศึกษาเพื่อหาวิธีดูแลอาการหรือฟื้นฟูความมั่นใจได้ด้วยตนเอง ส่วนบุคลากรทางการแพทย์เอง ก็ควรที่จะริเริ่มสอบถามและประเมินเรื่องเพศสัมพันธ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามดูแลผู้ป่วย พร้อมทั้งส่งต่อผู้ป่วยไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
เมื่อการพูดคุยและแนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยก้าวไปอีกขั้น การ “เลิกเงียบ” และเปิดประเด็นเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างจริงจัง อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยคืนความสุข ความมั่นใจ และศักดิ์ศรีให้แก่ผู้หญิงไทยที่เคยผ่านวิกฤตชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูล: Medscape - Sexual Health Is Overlooked in Breast Cancer Survivors, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ