คนไทยส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยกับคำว่า “การผัดวันประกันพรุ่ง” ในฐานะอุปสรรคต่อความสำเร็จหรือการทำงาน เช่น การยืดเยื้อไม่ยอมสะสางงาน หรือหลีกเลี่ยงงานบ้านที่น่าเบื่อ แต่ล่าสุด งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร PNAS Nexus กลับเผยมุมมองใหม่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า การผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งที่เราไม่ชอบหรือกลัวจะเหนื่อยเท่านั้น ทว่ายังเกิดขึ้นกับเรื่องราวที่ควรจะนำมาซึ่งความสุขด้วย เช่น การนัดเจอเพื่อนฝูง การรับประทานอาหารอร่อยๆ หรือการออกไปเที่ยวสถานที่ใกล้บ้าน งานวิจัยเชิงพฤติกรรมนี้พบว่า ยิ่งเราผัดกิจกรรมที่น่ารื่นรมย์ออกไปนานเท่าไร โอกาสที่จะดองเรื่องนั้นไว้ก็ยิ่งสูงขึ้น และความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็พลอยเลือนหายไป (Washington Post).
มิติที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย
ในบริบทของประเทศไทยเอง ประเด็นนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกัน การสังสรรค์กับครอบครัว การไหว้พระตามวัด หรือการร่วมงานเทศกาลต่างๆ เช่น สงกรานต์และลอยกระทง แต่ในโลกความเป็นจริง ด้วยความเร่งรีบหรือเงื่อนไขทางจิตใจ เรากลับมักเลื่อนเวลาแห่งความสุขเหล่านี้ออกไปโดยไม่รู้ตัว
คณะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในนครชิคาโก อธิบายว่า การที่เรามักผัดผ่อนความสุขออกไปนั้น มีที่มาจากแนวคิดที่ว่าช่วงเวลาแห่งความสุขต้อง “คุ้มค่า” หรือ “พิเศษสุด” จึงรอจังหวะที่สมบูรณ์แบบ เช่น ไม่ยอมเปิดไวน์ขวดโปรดที่ตั้งใจไว้ เพราะรอ ‘โอกาสพิเศษจริงๆ’ หรือไม่ทักทายเพื่อนฝูง เพราะคิดว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม ทั้งที่เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นภาระทางความคิด จนท้ายที่สุด ‘วันนี้’ ดูไม่สำคัญพอที่จะเริ่มต้นทำสิ่งเหล่านั้นเลย (The Washington Post).
บทเรียนจากช่วงโควิด-19 และปรากฏการณ์ในชีวิตจริง
ช่วงโควิด-19 ถือเป็น “สนามทดลอง” ทางธรรมชาติ คณะผู้วิจัยสอบถามกลุ่มผู้ใหญ่จำนวน ๕๐๐ คน เกี่ยวกับประสบการณ์การ ‘ดอง’ กิจกรรมที่เคยชื่นชอบ เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้าน การร่วมปาร์ตี้ หรือการเดินทาง หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์ คาดหวังว่าทุกคนจะรีบกลับไปไขว่คว้าความสุขเหล่านั้น แต่ข้อเท็จจริงกลับพลิกตรงข้าม ยิ่งทิ้งช่วงนานเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกลังเล เพราะมัวแต่รอ ‘จังหวะที่พิเศษจริงๆ’ จนสุดท้ายก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย ปรากฏการณ์นี้ยังพบในเรื่องง่ายๆ อย่างการทักทายเพื่อนเก่า เมื่อมีเวลาห่างกันนาน คนจำนวนไม่น้อยกลับเลือกหลีกเลี่ยงการติดต่อ แม้ในใจจะโหยหาความสุขเหล่านั้นยิ่งกว่าการสะสางงานน่าเบื่อเสียอีก
นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การรอเหตุการณ์ที่คู่ควร” หลายคนเฝ้าคิดว่า หากจะนัดพบปะกัน หรือกลับไปรับประทานอาหารร้านโปรด ต้องเลือกวันหรือโอกาสที่สำคัญจริงๆ ส่งผลให้ปัจจุบัน “ดูไม่น่าตื่นเต้นพอเมื่อเทียบกับอนาคต” แม้ในความเป็นจริง เวลานั้นอาจไม่เคยมาถึงเลย
สำหรับคนไทยเอง คงคุ้นเคยกับการผัดผ่อนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเดินเล่นตลาดใกล้บ้าน หรือไปเที่ยวอยุธยา-เชียงใหม่แบบง่ายๆ เพราะคิดว่ายังไม่ถึงจังหวะที่สมบูรณ์ หรือมัวติดภารกิจอื่น ขณะที่งานวิจัยในบริบทไทยก็เคยสำรวจพบว่า ประชากรในเขตเมืองประสบปัญหาการขาดสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน และขาดเวลาส่วนตัวอยู่บ่อยครั้ง แม้จะมีโอกาสสัมผัสความสุขที่อยู่รอบตัว แต่เรากลับยึดติดกับแนวคิดที่ว่า ต้องรอให้ “คุ้มค่า” หรือ “พิเศษ” เสมอ (Bangkok Post).
เหตุผลเชิงจิตวิทยาเบื้องหลัง
คณะนักวิจัยได้ควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบ เช่น ความกลัวการถูกปฏิเสธ หรือลักษณะความสัมพันธ์ภายในกลุ่มเพื่อน ผลงานวิจัยชี้ว่า แม้จะสนิทกับเพื่อนแค่ไหน หรือไม่ได้มีปมปัญหาใดด้านความสัมพันธ์ แต่หากเว้นช่วงห่างนาน ก็ยังคงมีแนวโน้มจะเลี่ยงการทำในสิ่งที่ทำให้มีความสุขอยู่ดี ดังนั้น ปัญหานี้จึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของจิตใจเราเองที่สร้างความคาดหวัง ‘ความพิเศษ’ ที่เกินจริงขึ้นมา
ที่ซับซ้อนขึ้นอีกคือ ความแตกต่างในแต่ละบุคคล ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมจากสหรัฐอเมริกาชี้ว่า การหยุดเสพความสุขเป็นเวลานานๆ อาจทำให้การกลับไปเริ่มต้นใหม่รู้สึกเหมือนต้อง “จูนตัวเอง” รวมถึงภาระหน้าที่การงานหรือครอบครัวก็มักถูกจัดให้อยู่ในลำดับความสำคัญก่อนเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นความต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก็ยิ่งฉุดรั้งให้เราผัดผ่อนออกไปเรื่อยๆ ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า การผัดความสุขไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยและลำดับความสำคัญของแต่ละคน (Washington Post).
วิธีปรับตนเองให้หลุดจากกับดักนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่งานวิจัยนี้ค้นพบคือ วิธีหลุดพ้นจากกับดักการผัดวันประกันสุข ซึ่งเริ่มต้นจากการตระหนักรู้ว่า เรากำลังชะลอความสุขเพียงเพราะความเคยชินหรือตั้งความคาดหวังสูงเกินไป หากเราเข้าใจประเด็นนี้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็จะง่ายขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ ‘ลดแรงเสียดทาน’ หรือขั้นตอนความยุ่งยาก โดยการจัดเตรียมกำหนดการนัดหมายกับเพื่อนหรือกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้าให้เป็นกิจวัตร (เช่น นัดรับประทานอาหารประจำเดือน หรือแจ้งเตือนในปฏิทิน) มากกว่าการรอจังหวะหรือแรงบันดาลใจ
อีกวิธีที่ได้ผลดี คือการกำหนดวันและเวลาที่ชัดเจนสำหรับกิจกรรมสนุกๆ ถือเป็นการเปลี่ยนความตั้งใจที่ยังคลุมเครือให้กลายเป็นแผนปฏิบัติได้จริง ตามที่ผลการวิจัยเรื่องการสร้างนิสัยใหม่พบว่า งานที่มีตารางนัดหมายชัดเจนมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าเรื่องที่ตั้งใจไว้ลอยๆ (The Guardian).
การปรับมุมมองต่อ ‘ความพิเศษ’ ก็สำคัญเช่นกัน งานวิจัยพบว่า การมองหาความหมายจากช่วงเวลาเล็กๆ น้อยๆ เช่น ในวันอังคารธรรมดา หรือเย็นวันหนึ่งที่บ้านอันเงียบสงบ จะช่วยให้เรากลับมามีความสุขกับชีวิตได้เร็วขึ้น ช่วยลดความกดดันที่ต้องทำให้ทุกอย่าง “ดีที่สุด” เสมอ ทำให้ความสุขเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายในทุกวัน
บทเรียนสำคัญในสังคมไทย
ในบริบทสังคมไทย ซึ่งชื่นชมความ “สนุก” หรือ “สุนทรียะ” ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน การไปวัด หรือทำกิจกรรมแบบไทยๆ เช่น ร้องคาราโอเกะ ชมมวยไทย เป็นต้น โอกาสที่จะสร้างความสุขมีอยู่รอบตัวเราเสมอ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ การรู้เท่าทันและลงมือทำใน “ช่วงเวลาธรรมดา” จะช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุคที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมืองขยายตัว และเทคโนโลยีรบกวนสมาธิผู้คน
ในอนาคต ความเข้าใจเรื่องการผัดวันประกันสุขมีความสำคัญยิ่งกว่าแค่ระดับบุคคล บุคลากรด้านสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทย อาจนำแนวคิด “การใส่ใจสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง” ไปสื่อสารและรณรงค์กับสาธารณชน เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาร่วมกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่พร้อมจัดและไม่สร้างความกดดัน ตัวอย่างเช่น ศูนย์ชุมชน สถาบันวัฒนธรรม หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย ก็สามารถจัดโครงการที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มาพบปะทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม
อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลนี้ยังตอบรับแนวนโยบายฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ตัวอย่างเช่น โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศที่รณรงค์ให้คนไทยออกไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใกล้บ้าน ก็อาจนำแนวคิดนี้ไปใช้สื่อสารว่า “ทุกช่วงเวลาล้วนเป็นโอกาสพิเศษได้ เพียงแค่ปรับทัศนคติ” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเดินทางในประเทศ และสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Tourism Authority of Thailand).
สรุป
การผัดวันประกันสุขไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบในระดับสังคมด้วย สังคมไทยควรหันมาสังเกตตนเองเมื่อตกอยู่ในหลุมพรางความคิดที่ว่า “ต้องพิเศษจึงจะทำได้” หาวิธีเข้าถึงความสุขที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และตอกย้ำว่า ความหมายและความสุขเกิดขึ้นได้เสมอแม้ในวันธรรมดาๆ ไม่จำเป็นต้องรอเทศกาล วันเกิด หรือโอกาสสำคัญเพื่อเฉลิมฉลองชีวิต ลองเปลี่ยนวันศุกร์หรือวันอาทิตย์ธรรมดาให้กลายเป็นวันพิเศษได้ เพียงแค่ปรับมุมมอง
หากตระหนักว่ากำลังผัดผ่อนความสุข ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อเพื่อนฝูง การลองชิมของอร่อย หรือไปเยือนสถานที่โปรด ให้ลองกำหนดวัน ลดความคาดหวังเรื่องความ “พิเศษสุด” แล้วเปิดใจรับความรื่นรมย์ที่มีอยู่รอบตัวเราในทันที วิธีนี้นอกจากจะช่วยเติมเต็มแต่ละวันให้มีสีสันแล้ว ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ และเพิ่มพูนความสุขให้แก่สังคมไทยได้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูล: