ในขณะที่มหานครหลายแห่งในยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล แต่ “โคเปนเฮเกน” เมืองหลวงของเดนมาร์ก กลับนำเสนอแนวคิดใหม่ที่น่าจับตา ต่างจากเมืองอื่น ๆ ที่ต้องออกมาตรการคุมเข้ม หรือเผชิญกับการประท้วงจากคนท้องถิ่น เช่น บาร์เซโลนา เจนัว ลิสบอน หมู่เกาะคานารี หรือแม้แต่วานิสที่เกิดข้อถกเถียงเรื่องการจัดอีเวนต์ใหญ่ โคเปนเฮเกนเลือกพลิกมุมมอง เปิดตัวโครงการนำร่อง “CopenPay” ชักชวนนักท่องเที่ยวให้มีส่วนร่วมในการดูแลเมือง พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษตอบแทน แนวทางนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เชี่ยวชาญ ว่าสามารถนำมาปรับใช้กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในไทยที่กำลังประสบปัญหาคล้ายกันได้หรือไม่ (Politico)
โดยปกติแล้ว อิทธิพลของภาคการท่องเที่ยวมักถูกประเมินจากตัวเลข GDP อย่างในปี 2567 ภาคการท่องเที่ยวของสเปนมีมูลค่าฟื้นตัวกลับมาสูงถึง 248.7 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 15.6 ของเศรษฐกิจทั้งประเทศ และสร้างงานกว่า 3 ล้านตำแหน่ง ตามข้อมูลของสภาเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (wttc.org) แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูงดงามนี้ คือคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่นที่ต้องเผชิญกับปัญหาความแออัด การขาดแคลนที่อยู่อาศัย และปริมาณขยะมหาศาล ซึ่งเป็นปัญหาที่คนกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของไทยต่างคุ้นเคยกันดี เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวนับล้านคนหลั่งไหลเข้ามาเยือนในแต่ละปี
CopenPay: ทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมที่ยั่งยืน
แนวคิดของโครงการ CopenPay นั้นเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความน่าสนใจ นักท่องเที่ยวจะได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมดูแลเมือง เช่น การเลือกใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์ การช่วยดูแลแปลงผักในเขตเมือง การร่วมเก็บขยะ หรือการเลือกเดินทางด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้นจะสามารถสะสมแต้มเพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ฟรี การทดลองชิมเมนูเดนิชดั้งเดิมอย่างแซนด์วิช “สมอร์เรอเบริด” (Smørrebrød) การรับไอศกรีมฟรีที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ การร่วมคลาสโยคะฟรี หรือการรับอาหารส่วนเกินในช่วงเย็นที่สถานีรถไฟกลางโคเปนเฮเกน รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย โครงการนี้ริเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2566 โดยใช้เวลาทดลอง 4 สัปดาห์ และในปีนี้ได้ขยายระยะเวลาเป็น 9 สัปดาห์ พร้อมดึงแหล่งท่องเที่ยวและสถานประกอบการเข้าร่วมเพิ่มจาก 25 แห่ง เป็น 100 แห่ง (Politico)
สิทธิประโยชน์ที่มอบให้นั้น ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งล่อใจที่ปราศจากแก่นสาร ยกตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวที่เลือกพายเรือคายัคเพื่อร่วมเก็บขยะในลำคลองกับมูลนิธิท้องถิ่น ก็จะได้รับเครื่องดื่มฟรีจากร้านอาหารชื่อดัง หรือหากเลือกเดินทางมาด้วยรถไฟหรือรถไฟฟ้า ก็จะได้รับรางวัลพิเศษเช่นกัน รวมถึงผู้ที่ใช้จักรยานหรือระบบขนส่งสาธารณะก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ ณ พิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ปัจจุบันมีกิจกรรมเกี่ยวกับการเก็บขยะให้เลือกเข้าร่วมถึง 15 รูปแบบ และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่เมือง
เสน่ห์สำคัญของโครงการ CopenPay อยู่ที่การใช้ระบบ “วัดใจ” ที่เชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวรายงานกิจกรรมที่ตนได้เข้าร่วมด้วยตนเอง โดยไม่มีการใช้มาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แน่นอนว่าย่อมมีโอกาสที่บางคนอาจละเลยจิตสำนึกและใช้สิทธิประโยชน์โดยไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมจริง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านนโยบายการท่องเที่ยวจากสถาบันในต่างประเทศรายหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ภาระของคนท้องถิ่น แต่ยังส่งผลกระทบต่อโลกของเราด้วย” ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ถึงร้อยละ 20 (nature.com)
ดังนั้น CopenPay จึงเป็นมากกว่าโปรแกรมแลกของรางวัล แต่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนมุมมอง ให้ผู้มาเยือนได้กลายเป็น “ชุมชนชั่วคราว” ที่ร่วมดูแลเมือง และใช้ช่วงเวลาของการท่องเที่ยวเพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมกัน หากมีเพียงส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์และความรับผิดชอบ สัญญาณเชิงบวกนี้ก็สามารถขยายผลต่อไปยังเมืองและประเทศอื่น ๆ ได้เช่นกัน
โอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยมักอยู่ในกระแสข่าวภาคการท่องเที่ยวอยู่เสมอ โดยมีรายงานจากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของประเทศระบุว่า ในปี พ.ศ. 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 28 ล้านคนเดินทางเข้ามาเยือน (tatnews.org) ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดแรงงานให้เติบโตอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศกลับต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเช่นกัน ตั้งแต่กรณีการปิดอ่าวมาหยาเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ไปจนถึงปัญหาขยะสะสมในเกาะยอดนิยมอย่างเกาะพีพี
จากแนวคิด “อาสาสมัครท่องเที่ยว” สู่ “CopenPay”
แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะเคยริเริ่มแนวคิด “อาสาสมัครท่องเที่ยว” เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนหรืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่โครงการลักษณะดังกล่าวยังคงเป็นไปในวงจำกัด และมักประสบปัญหาด้านการจัดการและความน่าเชื่อถือ ซึ่งแตกต่างจากโมเดล CopenPay ที่ถูกออกแบบมาให้กลมกลืนกับการท่องเที่ยวทั่วไป ทำให้เข้าร่วมได้ง่าย สนุก และมีแรงจูงใจที่ชัดเจน
บุคลากรจากหน่วยงานอุทยานแห่งชาติรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “เราอยากให้นักท่องเที่ยวรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม โปรแกรมที่เชื่อมโยงจิตสำนึกของนักท่องเที่ยวเข้ากับภารกิจการดูแลเมือง พร้อมทั้งสร้างความสุขในระหว่างการเดินทาง จึงเป็นสิ่งน่าสนใจที่จะนำมาปรับใช้ในประเทศไทย”
“ไมตรีและความเคารพ”: จุดแข็งทางวัฒนธรรมของไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เราอาจยังต้องระมัดระวังในการฝากความคาดหวังไว้ที่ความสมัครใจของชาวต่างชาติ “นักท่องเที่ยวจากหลากหลายเชื้อชาติมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน พวกเขาจะเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่วนรวม หรือจะคำนึงถึงเพียงแค่ความสนุกส่วนตัว” อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องความมีไมตรีจิตและวัฒนธรรม “ไม่เป็นไร” แบบไทย กลับเป็นจุดแข็งสำคัญในการใช้ความภาคภูมิใจของชุมชนท้องถิ่นเพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวร่วมดูแลทรัพยากรในพื้นที่
จารีตประเพณีทางพุทธศาสนาและความเชื่อเรื่องผีบ้านผีเรือนของไทยนั้น ล้วนเน้นย้ำถึงการเคารพต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชุมชน และพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น วัดที่เปิดรับอาสาสมัครชาวต่างชาติเข้ามาช่วยซ่อมแซมหรือสอนภาษา และชายหาดบางแห่งในประเทศไทยที่ได้จัดโปรแกรม “เก็บขยะแลกของรางวัล” ให้กับผู้เข้าพักหรือผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมดำน้ำ ดังนั้น แนวคิดของ CopenPay จึงอาจได้รับการพัฒนาต่อยอดได้มากขึ้น เช่น การแจกบัตรรถไฟฟ้าฟรีให้นักท่องเที่ยวที่ช่วยเก็บขยะในเมือง หรือการมอบส่วนลดค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์แก่ผู้ที่เลือกเดินทางด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร
บทบาทของภาคเอกชนและเทคโนโลยี
ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ร้านอาหารและพิพิธภัณฑ์ในโคเปนเฮเกนต่างเล็งเห็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนทางสังคม ขณะที่ธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงโรงแรมหรู ต่างก็กำลังมองหาใบรับรอง “สีเขียว” และเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกัน
เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ยังสามารถช่วยขยายผลแนวคิดนี้ให้กว้างขวางขึ้นได้อีก เช่น การใช้แอปพลิเคชันหรือการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อลงทะเบียนแลกรางวัลแบบเรียลไทม์ หรือการกระตุ้นให้เกิดการแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ออกไป เพื่อขยายให้การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบกลายเป็น “เทรนด์” ในสังคมดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนี้ของเอเชีย (Techsauce)
ทางเลือกใหม่… ที่ทุกคนร่วมสร้างได้
แม้บทเรียนจากทั่วโลกจะชี้ให้เห็นว่า ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองนั้นไม่ได้มีทางออกที่เรียบง่าย เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ความซับซ้อนของภาคธุรกิจท้องถิ่น การเมือง และเสียงของชุมชนก็ทวีคูณขึ้นตามไปด้วย บางฝ่ายเตือนว่า หากขาดการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ โปรแกรม “สีเขียว” เหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่สร้างความรู้สึกที่ดี โดยปราศจากผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แต่ CopenPay ได้แสดงให้เห็นถึงแนวทางสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการต่อยอด ดังนั้น เมืองและประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง จึงควรลองปรับเปลี่ยนจากการเพียงแค่ “ชวนมาเที่ยว” ไปสู่การ “ชวนมาดูแลเมืองด้วยกัน”
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ข้อคิดที่ได้คือ ถึงเวลาที่จะต้องก้าวข้ามสโลแกนสวยหรูเรื่อง “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ไปสู่การทดลองปฏิบัติจริงอย่างจริงจัง โดยอาศัยพลังจากชุมชน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวอยากร่วมดูแลและสนุกไปกับความรับผิดชอบนั้น
สำหรับนักเดินทางเอง ควรพิจารณาค้นหาโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้ได้ตอบแทนกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าเพียงแค่การถ่ายภาพสวย ๆ
และสำหรับคนในชุมชนท้องถิ่น เรื่องราวความสำเร็จของโคเปนเฮเกนเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “เสียงของคนในท้องถิ่นมีความสำคัญ” หากชุมชนไทยเปิดใจยอมรับแนวคิดใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ ก็จะสามารถพลิกโฉมอนาคตของการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนและบูรณาการมากยิ่งขึ้นได้
ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยหรือต่างประเทศ คำแนะนำคือ ลองเลือกโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้เราได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือดูแลพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจและหน่วยงานของไทยให้พัฒนาแนวทางที่คล้ายคลึงกับ CopenPay ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เมื่อเจ้าบ้านและผู้มาเยือนมีเป้าหมายร่วมกัน ความหมายของ “การเดินทางที่ดี” ก็จะเติบโตไปพร้อม ๆ กับเมืองและท้องถิ่นในทุกแห่งหน
แหล่งข้อมูล: