งานวิจัยล่าสุดกำลังท้าทายแนวคิดเรื่องการผัดวันประกันพรุ่ง โดยพบว่าหลายคนไม่ได้ผัดเฉพาะภาระน่าเบื่ออย่างงานบ้าน จ่ายบิล หรือส่งรายงานเท่านั้น แต่ยังเลือกที่จะเลื่อนกิจกรรมที่ควรสร้างความสุขให้ชีวิต เช่น นัดเจอเพื่อนเก่า เที่ยวสถานที่ดัง หรือกินของอร่อยออกไปอีกด้วย งานวิจัยนี้ เผยแพร่ในวารสาร PNAS Nexus และรายงานโดย The Washington Post ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจไม่เคยฉุกคิด คือ ยิ่งเราปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยยังไม่ได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ความคาดหวังต่อ “ช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบ” ยิ่งเพิ่มพูน จนท้ายที่สุดก็ไม่กล้าลงมือทำ เพราะกลัวว่ามันจะไม่พิเศษอย่างที่วาดฝันไว้ (Washington Post)
จากปกติที่การผัดวันประกันพรุ่งมักเกี่ยวข้องกับเรื่องน่าเบื่อ แต่นักวิชาการกลับให้ความสนใจปรากฏการณ์ “การผัดความสุข” อันเป็นนิสัยที่ชวนให้สงสัยว่าเหตุใดเราจึงเลื่อนช่วงเวลาสำคัญที่ควรสร้างความสุขให้ใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์จากสถาบันการศึกษาในเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัย ได้อธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับ “กระบวนการทางจิตวิทยา” ที่เกิดขึ้นภายในใจ หลายคนที่ต้องหยุดกิจกรรมสนุก ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 มักจะคาดหวังไว้ว่าจะได้กลับไปเริ่มต้นในวันที่รู้สึกว่าต้องสำคัญและสมบูรณ์แบบจริง ๆ ทว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย กลับไม่ลงมือทำเสียที เพราะยังรอช่วงพิเศษต่อไปอีก
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่เคยกักตัวและรักษาระยะห่างในช่วงโควิดคงจะเข้าใจได้ดี แม้ร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยวจะเปิดให้บริการใหม่ แต่หลายคนก็ยังลังเล รอให้ทุกคนพร้อม กลุ่มเพื่อนครบ หรือมีโอกาสเฉลิมฉลอง จึงค่อยตัดสินใจออกไป ทั้งที่ต้นเหตุไม่ใช่เรื่องเงินหรือความยุ่งยาก แต่เป็นความคิดที่อยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด ซึ่งกลับกลายเป็นว่ายิ่งรอ ยิ่งพลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิต
งานวิจัยสำรวจพฤติกรรมกลุ่มตัวอย่าง ๕๐๐ คน พบยิ่งผัดความสุข ยิ่งห่างไกล
ในการศึกษาวิจัยนี้ มีการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง ๕๐๐ คน ว่าหลังจากผ่อนคลายมาตรการโควิดกลับไปทำกิจกรรมโปรดอย่างไร น่าสังเกตว่ากลุ่มที่เลื่อนออกไปนาน กลับมีแนวโน้มที่จะผัดกิจกรรมเหล่านั้น เพื่อหวังว่าจะได้ช่วงเวลาที่ “เหมาะสม” อย่างแท้จริง จากนั้น ในการทดลองอีกชุดหนึ่ง ทีมวิจัยได้ให้กลุ่มตัวอย่าง ๒๐๐ คน เลือกระหว่างการส่งข้อความหาเพื่อนสนิทที่ไม่ได้คุยกันนานกับการทำงานน่าเบื่อ แม้การติดต่อเพื่อนจะให้ความสุขมากกว่า แต่กลุ่มที่ไม่ได้ติดต่อเพื่อนมานานกลับเลือกทำงานน่าเบื่อ เพราะต้องการรอจังหวะที่เหมาะสมกว่า
ผลนี้ยังคงชัดเจน แม้จะควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความวิตกกังวลทางสังคม หรือความกลัวการถูกปฏิเสธ โดยขยายกลุ่มทดลองเป็น ๑,๐๐๐ คน ผลลัพธ์ชี้ว่า “ช่องว่างของความสุขที่เคยมี” มักนำไปสู่ระยะเวลาที่เว้นห่างนานขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่ทีมนักวิจัยอธิบาย
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ความคาดหวังและความรู้สึกพิเศษมีอิทธิพลอย่างไร
นักวิชาการด้านจิตวิทยาจากสถาบันการศึกษาในรัฐโคโลราโด ชี้ว่า สาเหตุของการผัดความสุขมีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บ้างกลัวว่ารีบทำจะ “เสียของ” บ้างเป็นเพราะความสมบูรณ์แบบ หรือบางคนเจอปัญหาปรับตัวเข้าสู่ความสนุกหลังจากไม่ได้ทำมานาน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนต้องบริหารจัดการเป้าหมายหลายด้านในชีวิตประจำวัน
หลักการทางจิตวิทยาพฤติกรรมที่เรียกว่า “การจับคู่วาระ” (occasion-matching) อธิบายว่า ผู้คนมักจะเก็บไวน์ราคาแพง กิจกรรมที่เฝ้ารอ หรือการเดินทางพิเศษ ไว้รอวันพิเศษจริง ๆ โดยหวังว่าจะได้เฉลิมฉลองได้อย่างคุ้มค่า แต่บ่อยครั้งกลับกลายเป็นการทิ้งเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนไม่เคยได้ใช้เสียที
สำหรับคนไทย ภาพนี้อาจคุ้นเคย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอย่างวัดอรุณ เขาใหญ่ หรือแม้แต่ร้านกาแฟยอดนิยมในย่านบ้านเกิด แต่กลับไม่ค่อยได้แวะไป ด้วยคิดว่า “ไว้ว่างค่อยไป” หรือ “รอเพื่อนพร้อม” งานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า ยิ่งผู้คนอยู่ใกล้สถานที่หรือกิจกรรมพิเศษมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเลื่อนออกไป เพราะคิดว่ายังมีเวลาเหลือเฟือ (Journal of Consumer Research, ๒๕๕๓)
ผลกระทบในทันที: ยิ่งเลื่อนความสุข อารมณ์ยิ่งหม่นหมอง
ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ผลกระทบด้านอารมณ์ จากการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ชะลอนัดหมายหรือกิจกรรมดี ๆ มักรายงานว่าตนเองมีความสุขน้อยกว่ากลุ่มที่ตัดสินใจลงมือทำไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าการผัดความสุขนั้นไม่ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจเลยแม้แต่น้อย
จะทำอย่างไรเพื่อเลิกนิสัยผัดความสุข?
นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีฝึกใจให้หยุดผัดความสุขดังนี้:
- ตั้งสติ รู้ตัวเมื่อกำลังตกหลุมพรางของ “รอให้พิเศษ”
- ลดอุปสรรค เช่น ตั้งการแจ้งเตือนกิจกรรมที่สร้างความสุขไว้ล่วงหน้า หรือชวนเพื่อนนัดกันไว้ก่อน
- สร้างตารางความสุขประจำสัปดาห์ เช่น นัดกินข้าวกับครอบครัว นัดคุยกับเพื่อน หรือกิจกรรมพิเศษวันอาทิตย์ เพื่อเอาชนะความเฉื่อยชา
- เปลี่ยนมุมมองเรื่องความพิเศษ เช่น มองว่าวันธรรมดาก็พิเศษได้ หากเราตั้งใจให้เป็น
ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมชี้ว่า การปลูกฝังตารางความสุขประจำเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะการฝึกมองให้เห็นว่ากิจกรรมเล็ก ๆ ก็มีคุณค่า ไม่ต้องรอเทศกาลหรือโอกาสใหญ่ เพราะไม่ได้ช่วยให้เรากลับไปหาความสุขที่ควรจะได้รับง่ายขึ้น
“วันอังคารธรรมดาก็พิเศษได้ ถ้าเราตั้งใจมอง” ทีมนักวิจัยสรุปว่า ทัศนคติมีพลังมากกว่าสถานการณ์ภายนอก เพราะการให้ความสำคัญกับทุกวัน จะเปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาเป็นเหตุการณ์สำคัญได้
สำหรับบริบทสังคมไทย: ความสุขไม่ควรรอเวลาที่เหมาะสมที่สุด
ในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับชุมชนและการเฉลิมฉลองร่วมกัน พบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ผัดความสุขเล็ก ๆ เช่น การเที่ยวตลาดใหม่ การแวะร้านอาหารเปิดใหม่ หรือการทำกิจกรรมที่อยากทำ จนกว่าจะ “อารมณ์ดี” หรือทุกอย่างลงตัว ในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยงานและความเร่งรีบ ยิ่งทำให้ง่ายต่อการเปลี่ยนความสุขให้เป็นเพียงอีกหนึ่งรายการใน “สิ่งที่ต้องทำ”
เมื่อพิจารณาจากค่านิยมไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของบุญ สนุกสนาน และความสบายใจ การผัดความสุขให้รอจังหวะเหมาะ อาจกลายเป็นอุปสรรคของสุขภาวะโดยไม่รู้ตัว ในที่ทำงานเองก็กำลังพูดถึงปัญหาของการชะลอความสุขและการสร้างสมดุลชีวิตการทำงานมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมการผัดความสุข
ฝึกคว้าโอกาสสุขในชีวิตประจำวัน สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ
เมื่อสังคมไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความเครียดสูง และใช้ชีวิตติดจอมากขึ้น ศิลปะของการคว้าความสุขตรงหน้าอาจต้องอาศัยการออกแบบใหม่ ทั้งด้วยงานวิจัยและการขับเคลื่อนของครอบครัว โรงเรียน และสังคม การฝึกเด็ก ๆ ให้เห็นคุณค่าความสุขง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน อาจเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่ดี
ข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การสร้างกิจกรรมเล็ก ๆ ในชุมชน (micro-events) หรือการรณรงค์ผ่านโครงการสุขภาพในที่ทำงาน อาจช่วยเปิดพื้นที่ใหม่ให้ความสุขเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
หลักฐานจากการวิจัยชี้ชัดว่า อย่ารอเวลาดีที่สุดเพื่อมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการทักเพื่อน การเที่ยวใกล้บ้าน หรือการเปิดขนมหรือไวน์ของโปรด โอกาสที่เหมาะสมที่สุดอาจเป็น “ตอนนี้” ด้วยความตระหนักและตั้งใจ ทุกคนสามารถหยุดวงจรการผัดความสุข และเติมเต็มสุขภาวะได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
อ่านบทความต้นฉบับเพิ่มเติมได้จาก The Washington Post (washingtonpost.com) และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในวารสาร PNAS Nexus