ในช่วงที่หลายคนกำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว อาจสังเกตได้ว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บางแห่งมีการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้รวมไปกับค่าที่พัก ตั๋วเรือ หรือค่าเข้าชมอุทยานและแหล่งธรรมชาติสำคัญ สำหรับหลายประเทศแล้ว ภาษีนักท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่นี้ไม่ใช่แค่ภาระทางการเงิน แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลรักษาสถานที่ท่องเที่ยวอันล้ำค่า เพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

กระแสการเก็บภาษีนักท่องเที่ยวเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อนเริ่มปรากฏชัดเจนและมีการออกกฎหมายบังคับใช้จริงจังมากขึ้น ภายหลังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง อย่างเช่นเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่เกาะเมาอิ รัฐฮาวาย เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๖ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง ๑๐๒ ราย และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนกว่า ๒,๐๐๐ หลัง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ฮาวายประกาศเก็บ “Green Fee” หรือภาษีนักท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อมฉบับแรกของสหรัฐอเมริกา โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี ๒๕๖๙ ด้วยอัตรา ๐.๗๕% ของค่าที่พัก และคาดว่าจะสร้างรายได้สูงถึง ๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การป้องกันภัย และการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ BBC

สำหรับประเทศไทย กระแสนี้มีความสำคัญโดยตรง เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีจำนวนนักท่องเที่ยวในระดับหลายสิบล้านคนต่อปี การท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อชายหาด หมู่เกาะ แนวปะการัง และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ แม้ระบบการท่องเที่ยวของไทยที่ผ่านมาจะเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่เมื่อโลกกำลังมุ่งสู่แนวทางที่ยั่งยืน การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไทยต้องพิจารณาเพื่ออนาคต

ต้นแบบระดับโลก: ฮาวาย กรีซ บาหลี มัลดีฟส์ และนิวซีแลนด์

ฮาวายไม่ใช่เพียงแห่งเดียวที่ริเริ่มแนวทางนี้ หลายประเทศเริ่มขยับตัวไปในทิศทางเดียวกัน ในปี ๒๕๖๗ กรีซยกเลิกภาษีค้างคืนแบบเดิม แล้วหันมาใช้ “Climate Crisis Resilience Fee” ซึ่งคิดราคาตามระดับโรงแรมและฤดูกาล โดยมีมูลค่าอยู่ระหว่าง ๐.๕๐–๑๐ ยูโรต่อคืนต่อคน และอาจสูงถึง ๒๐ ยูโรในช่วงฤดูท่องเที่ยวสูงสุดในเกาะยอดนิยมอย่างมิโคนอสและซานโตรินี รัฐบาลกรีซคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้ปีละประมาณ ๔๐๐ ล้านยูโร ซึ่งจะนำไปใช้ในการปรับปรุงระบบประปา การป้องกันภัยพิบัติ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ

บาหลีเองก็เริ่มเก็บค่าธรรมเนียม ๑๕๐,๐๐๐ รูเปียห์ (ราว ๓๖๐ บาท) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ เพื่อสมทบทุนด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนมัลดีฟส์ซึ่งเก็บ “Green Tax” มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ก็จะเพิ่มอัตราเป็น ๑๒ ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืนในปี ๒๕๖๘ รายได้จะถูกนำไปใช้ในการจัดการขยะและเสริมความแข็งแกร่งแนวชายฝั่ง ขณะที่นิวซีแลนด์ก็ได้ปรับค่าธรรมเนียม International Visitor Levy จากเดิมเกือบสามเท่าตัวตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ปัจจุบันอยู่ที่ราว ๒,๕๐๐ บาท โดยเงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้ในการซ่อมแซมเส้นทางธรรมชาติ สนับสนุนระบบขนส่งที่ทนทานต่อสภาพอากาศ และอนุรักษ์พื้นที่สำคัญ BBC

ภาษีเล็กน้อยแต่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายรวมในการเดินทาง เช่น อาจน้อยกว่าค่าอาหารมื้อพิเศษเสียอีก หากมีการบริหารจัดการที่ดีและสื่อสารอย่างโปร่งใส ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะกลายเป็นพลังสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงมหาศาล นักวิชาการด้านการจัดการท่องเที่ยวแห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา ชี้ว่าภาษีนักท่องเที่ยวถือเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยย้ำว่าความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บได้ถูกนำไปใช้เพื่อสิ่งแวดล้อมหรือโครงการที่เกี่ยวข้องจริง ในมัลดีฟส์มีการเผยแพร่รายงานการใช้เงินกองทุนสีเขียวรายเดือน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวรับทราบการจัดสรรเงินเพื่อปกป้องชายฝั่ง จัดการของเสีย และจัดหาน้ำสะอาด ขณะที่นิวซีแลนด์ก็มีการออกประกาศผลการใช้จ่ายเงินที่ได้รับเป็นรายปีเช่นกัน

ในกรณีของฮาวาย หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ลาฮาอิน่า ภาครัฐได้จัดตั้งคณะที่ปรึกษาเพื่อวางแผนรับมือวิกฤติโลกร้อน และจัดทำรายงานความยาว ๖๐ หน้า เพื่อชี้แจงยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ พร้อมทั้งนำข้อมูลจากประชาชนและการวิเคราะห์ความเสียหายมาใช้ประกอบการวางแผน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสังคมในวงกว้าง

นักท่องเที่ยวเปิดใจ: สนับสนุน หากใช้งบอย่างตรงเป้า

แนวโน้มที่นักท่องเที่ยวยอมรับค่าธรรมเนียมที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศเริ่มมีมากขึ้น จากผลสำรวจของ Booking.com ในรายงานปี ๒๕๖๗ พบว่านักเดินทางทั่วโลกถึงร้อยละ ๗๕ ระบุว่าต้องการเดินทางอย่างยั่งยืน และร้อยละ ๗๑ ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในจุดหมายปลายทาง ข้อมูลจาก Euromonitor ยังพบว่าผู้คนเกือบ ๘๐% พร้อมจ่ายแพงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ หากแน่ใจว่าเงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปใช้เพื่อความยั่งยืนจริง

เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็สอดคล้องกัน นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งระบุว่า หากเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อย เช่น เพิ่มเพียง ๓ ดอลลาร์สำหรับที่พักราคาสี่ร้อยดอลลาร์ แลกกับการอนุรักษ์ธรรมชาติบนเกาะฮาวาย ก็ถือว่าคุ้มค่า เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนกรีซซึ่งเปิดเผยว่า หากมั่นใจว่าเงินถูกใช้อย่างเหมาะสม ก็พร้อมที่จะจ่ายเพิ่ม BBC

บทเรียนสู่ไทย: เก็บภาษีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

บทเรียนจากต่างประเทศนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการท่องเที่ยวของไทยเช่นกัน ที่ผ่านมามีการพูดถึงมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าโดยเน้นครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลหรือประกันเป็นหลัก แต่การใช้เงินจากนักท่องเที่ยวเพื่อรับมือกับวิกฤติสภาพอากาศอย่างจริงจังเพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้น ทั้งที่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทย เช่น ภาคเหนือและฝั่งอันดามัน กำลังเผชิญกับปัญหาปะการังฟอกขาว การขาดแคลนน้ำจืด และพายุที่รุนแรงขึ้น หากไทยนำแบบอย่างจากฮาวาย กรีซ หรือมัลดีฟส์มาต่อยอด เช่น การผูกภาษีนักท่องเที่ยวเข้ากับโครงการปลูกป่าชายเลน การฟื้นฟูปะการัง การพัฒนาระบบระบายน้ำริมชายฝั่ง หรือการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะเป็นอีกก้าวที่สำคัญอย่างยิ่ง

เงื่อนไขสำคัญคือต้องมีความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม นักวิชาการด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศยังชี้ว่านักท่องเที่ยวอยากทราบว่าเงินที่จ่ายไปก่อให้เกิดอะไรบ้าง ทำให้สถาบันโรงแรมและเครือบริษัทนำร่องบางแห่งในไทยเริ่มเก็บ Green Surcharge หรือค่าธรรมเนียมเชิงสมัครใจ เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ในท้องถิ่น

เดินหน้าสู่มาตรฐานใหม่: ความยั่งยืนคือความปกติใหม่ของอุตสาหกรรม

สุดท้ายนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรท่องเที่ยวโลกเสนอว่าความยั่งยืนควรถูกผนวกเป็นมาตรฐานเริ่มต้นของระบบการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียง “บริการเสริม” หรือทางเลือกอีกต่อไป หากทุกฝ่ายปรับมาตรฐานตั้งแต่แรก นักเดินทางทุกคนจะสามารถร่วมมือโดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเฉพาะบุคคลว่าจะ “เลือกเส้นทางสีเขียว” หรือไม่ BBC

สำหรับประเทศไทย แนวคิดเรื่องการร่วมรับผิดชอบต่อส่วนรวมเพื่อประโยชน์สุขโดยรวม สอดคล้องกับแนวทางเก็บภาษีนักท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง หากมีการออกแบบโครงสร้างและระบบให้เหมาะสม ไทยจะสามารถอนุรักษ์ทรัพยากร ฟื้นฟูวิถีท้องถิ่น และส่งเสริมชื่อเสียงอันดีสู่เวทีโลก โจทย์สำคัญคือการสร้างพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยและกลไกการตรวจสอบที่ต่อเนื่องระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และนักเดินทาง

แนวโน้มการเก็บภาษีที่ผูกโยงกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนี้กำลังขยายไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ อย่างชัดเจน ยิ่งผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น เสียงเรียกร้องความเป็นธรรมและการใช้เงินอย่างโปร่งใสก็ยิ่งดังขึ้น โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็กำลังได้รับแรงกดดันไม่แพ้กัน

ความรับผิดชอบร่วม: จากตัวบุคคลสู่การดูแลโลก

สำหรับคนไทย การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบไม่ใช่แค่เรื่องมารยาทหรือการอุดหนุนผู้ประกอบการในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมในทุกย่างก้าว เช่น การติดตามความคืบหน้าการใช้เงินจากค่าธรรมเนียม การเลือกใช้บริการธุรกิจที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน และการเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ในพื้นที่ต่าง ๆ

ท้ายที่สุด การปรับตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในโลกยุควิกฤตภูมิอากาศ ด้วยการใช้ภาษีนักท่องเที่ยวที่โปร่งใสและมีเป้าหมายชัดเจน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลรักษามรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม หากประเทศไทยนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้ให้เหมาะสม ก็จะช่วยปกป้องจุดหมายปลายทางสำคัญและชุมชนท้องถิ่นในระยะยาว นักท่องเที่ยวทุกคน—ไม่ว่าจะคนไทยหรือชาวต่างชาติ—สามารถช่วยผลักดันได้ด้วยการเลือกใช้บริการที่มีหัวใจสีเขียว ใส่ใจผลกระทบที่ตนสร้าง และมองว่าการท่องเที่ยวคือการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อโลกที่เราทุกคนมีส่วนร่วมรักษา